กรุงเทพฯ – นักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งเคยเป็นกำลังสำคัญในตลาดการท่องเที่ยวของไทย กำลังหลีกเลี่ยงและเลื่อนการเดินทางมา ภาคเหนือ ของประเทศไทย">ประเทศไทยในปี 2026 เนื่องจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรายงานเกี่ยวกับการลักพาตัว คนหาย และ อาชญากร รม">อาชญากรรมที่เชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรข้ามชาติ
ปัจจัยเหล่านี้ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ATTA ) ประกาศปรับลดเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนจากประมาณการเริ่มต้นที่ 9 ล้านคน เหลือเพียง 7 ล้านคน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นความเสียหายอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย
เกิดอะไรขึ้นกับ “สยามเมืองยิ้ม” ในสายตาชาวจีน?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งในใจของชาวจีน ด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร อาหารอร่อย และธรรมชาติที่สวยงาม แต่ในปัจจุบัน ภาพลักษณ์เหล่านั้นกำลังถูกบดบังด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัยที่เพิ่มสูงขึ้น
เหตุผลหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลังเลที่จะมาไทย:
- ความกลัวเรื่องการถูกเรียกค่าไถ่:มีข่าวลือและข่าวจริงที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์ของจีน เกี่ยวกับการพุ่งเป้าจับตัวนักท่องเที่ยวชาวจีนไปเรียกค่าไถ่
- ข่าวคนหาย:การรายงานข่าวเกี่ยวกับชาวจีนที่เดินทางมาไทยแล้วขาดการติดต่อ หรือหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
- แก๊งมิจฉาชีพและคอลเซ็นเตอร์:ความหวาดระแวงว่าไทยเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นของอาชญากรรมข้ามชาติที่คอยหลอกลวงคนจีน
- ต้นทุนการเดินทางที่แพงขึ้น:ตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายโดยรวมที่สูงขึ้น ทำให้การมาเที่ยวไทยอาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับในอดีต
รายงานลักพาตัวที่สั่นคลอนความเชื่อมั่น
นอกจากนี้ ข่าวที่สร้างความตื่นตระหนกอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาคือเหตุการณ์ที่มีการรายงานข่าวอย่างกว้างขวาง สื่อข่าวทั้งในและต่างประเทศได้เน้นย้ำถึงปัญหานี้ ยกตัวอย่างเช่น รายงานข่าวจากเว็บไซต์ chiangraitimes.com ที่ได้ตีพิมพ์เหตุการณ์หญิงสาวชาวจีนรายหนึ่งถูกลักพาตัวในประเทศไทย ข่าวประเภทนี้มักจะถูกนำไปแชร์และพูดถึงอย่างรวดเร็วในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิตของจีน
เมื่อข่าวลักษณะนี้แพร่กระจายออกไป มันได้สร้างภาพจำที่น่ากลัวให้กับคนจีนที่กำลังวางแผนจะมาพักผ่อน หลายคนเลือกที่จะยกเลิกทริป หรือเปลี่ยนแผนไปเที่ยวประเทศอื่นที่พวกเขาคิดว่าปลอดภัยกว่าแทน แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจะพยายามแก้ไขปัญหาและติดตามจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็วในหลายๆ คดี แต่ความเสียหายทางด้านภาพลักษณ์ระดับชาติได้เกิดขึ้นไปแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ATTA ยอมรับสภาพ ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยว
จากสถานการณ์ที่กดดันนี้ ทางภาคเอกชนไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ได้ออกมายอมรับว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในปี 2026 นี้ จะไม่สามารถไปถึงจุดหมายที่เคยวางไว้ตอนต้นปีได้
- เป้าหมายเดิม:คาดหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามา 9 ล้านคน
- เป้าหมายใหม่ที่ปรับลด:ลดลงมาเหลือเพียง 7 ล้านคน
- สาเหตุหลัก:ความกังวลด้านความปลอดภัยเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทาง รองลงมาคือเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
การหายไปของตัวเลขถึง 2 ล้านคน ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะมันหมายถึงเม็ดเงินมหาศาลที่จะขาดหายไปจากระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ต้นทุนการเดินทางพุ่งสูง กระเป๋าเงินฉีก
ในขณะเดียวกัน ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องความกังวลด้านความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว แต่เรื่อง “เงินในกระเป๋า” ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนคิดหนักก่อนจองตั๋วมาไทย
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาจากหลายสาเหตุ:
- ราคาน้ำมันโลก:ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนด้านเชื้อเพลิงของสายการบินเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
- เที่ยวบินเช่าเหมาลำลดลง:เมื่อต้นทุนสูงขึ้น การทำเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) ที่เคยเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับกรุ๊ปทัวร์ชาวจีนก็ทำได้ยากขึ้นและมีราคาแพงขึ้นจนลูกค้าสู้ราคาไม่ไหว
- เศรษฐกิจในประเทศจีน:สภาพเศรษฐกิจภายในประเทศจีนเองที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว ทำให้ประชาชนต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น การไปเที่ยวต่างประเทศจึงถูกตัดออกเป็นอันดับแรกๆ หากรู้สึกว่าค่าตั๋วแพงเกินไป
สื่อโซเชียลจีน: ดาบสองคมที่ไทยต้องรับมือ
ยิ่งไปกว่านั้น เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลอย่างมากต่อคนจีนยุคใหม่ คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่เล่าถึงประสบการณ์แย่ๆ หรือข่าวลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย สามารถกลายเป็นกระแสไวรัล (Viral) และมียอดวิวเป็นล้านๆ ครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน
คนจีนส่วนใหญ่มักจะเชื่อการบอกเล่าหรือรีวิวจากคนชาติเดียวกัน เมื่อมีคนดังในอินเทอร์เน็ตของจีนออกมาเตือนเรื่องความปลอดภัยในประเทศไทย มันจึงส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “บอกต่อความกลัว” จนบริษัททัวร์ในจีนเองก็เริ่มท้อแท้ บางแห่งมองว่าประเทศไทยเริ่มขายยากขึ้น จึงไม่อยากเสียเวลามานั่งอธิบายหรือรับประกันความปลอดภัยให้กับลูกค้า และเลือกที่จะลดการโปรโมทแพ็กเกจทัวร์มาไทย หันไปเชียร์ทัวร์ประเทศอื่นแทน
ผลกระทบที่ลุกลามถึงธุรกิจท้องถิ่น
เมื่อนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่หายไป ผลกระทบไม่ได้ตกอยู่แค่กับบริษัททัวร์รายใหญ่หรือโรงแรมหรู 5 ดาวเท่านั้น แต่ความเดือดร้อนได้ซึมลึกไปถึงธุรกิจระดับรากหญ้า พ่อค้าแม่ค้าริมทาง รถตุ๊กตุ๊ก ร้านนวดแผนไทย และร้านขายของฝาก ต่างได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน ในอดีต ย่านท่องเที่ยวดังๆ จะคึกคักไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่พร้อมจับจ่ายใช้สอย แต่เมื่อบรรยากาศซบเซาลง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าปัญหาความเชื่อมั่นระดับชาตินั้น สามารถส่งผลกระทบถึงปากท้องของประชาชนคนธรรมดาได้อย่างรุนแรง
ทางออกและสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำอย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม การจะดึงความเชื่อมั่นกลับมาไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่สามารถแก้ได้ด้วยการแค่บอกผ่านสื่อว่า “ประเทศไทยปลอดภัย” ทาง ATTA และภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมและเร่งด่วน
สิ่งที่ควรดำเนินการ:
- แผนความปลอดภัยที่ชัดเจน:ต้องมีแผนปฏิบัติการและขั้นตอนการจัดการปัญหาอาชญากรรมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด
- การสื่อสารระดับชาติ:รัฐบาลไทยต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนกับทั้งรัฐบาลจีนและประชาชนชาวจีน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความตั้งใจจริงในการดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว
- กวาดล้างมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด:ต้องมีการปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่เอาเปรียบนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง
- ขยายตลาดใหม่ในจีน:ทาง ATTA เริ่มปรับตัวโดยการหันไปเจาะตลาดเมืองใหม่ๆ ในจีน เช่น มณฑลซินเจียง หรือพื้นที่ตามเส้นทางสายไหม ที่ยังมีกำลังซื้อสูงและอาจยังไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวลือด้านลบมากนัก เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาทดแทน
วิกฤตความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนในครั้งนี้ ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของประเทศไทย เราไม่อยากให้ภาพลักษณ์ที่ดีงามต้องถูกทำลายลงเพราะกลุ่มคนไม่ดีเพียงไม่กี่กลุ่ม การฟื้นฟูการท่องเที่ยวไม่สามารถหวังพึ่งแค่การทำโปรโมชั่นลดราคา หรือการยกเว้นวีซ่าเพียงอย่างเดียว แต่การสร้าง “ความปลอดภัยที่สัมผัสได้จริง” คือกุญแจสำคัญเพียงดอกเดียวที่จะเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาเยือนประเทศไทยด้วยความสบายใจ หากรัฐบาลและทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยจะกลับมาเป็นสวรรค์ของการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นักท่องเที่ยวชาวจีนถูกจับกุมหลังก่อเหตุรุนแรงที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์ชาวจีนถูกจับกุมในเชียงใหม่ฐานถ่ายทำผิดกฎหมาย
ข่าว - News
สหรัฐฯ คุมเข้ม! บังคับ 50 ประเทศจ่าย “เงินประกันวีซ่า” สูงสุด 7 แสนบาท ลดปัญหาโดดร่ม

วอชิงตัน ดี.ซี.– สหรัฐอเมริกาเตรียมประกาศใช้มาตรการใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิมสำหรับนักเดินทาง นโยบายนี้จะบังคับให้ผู้ขอวีซ่าจาก 50 ประเทศต้องวางเงินประกันจำนวนมาก มาตรการนี้ตั้งใจจะแก้ปัญหาคนเข้าเมืองผิดกฎหมายหรืออยู่เกินกำหนด
ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป โครงการเงินประกันวีซ่าจะกลายเป็นกฎระเบียบถาวร นโยบายนี้จะครอบคลุมผู้ที่ต้องการขอวีซ่าธุรกิจ (B-1) และวีซ่าท่องเที่ยว (B-2) อย่างเต็มรูปแบบ
ประเด็นสำคัญ
- ผู้ขอวีซ่าธุรกิจและท่องเที่ยวจาก 50 ประเทศ ต้องวางเงินประกันสูงสุด 20,000 ดอลลาร์ (ราว 700, 000 บาท )
- กฎใหม่นี้เริ่มใช้ถาวรในวันที่ 3 สิงหาคม โดยเน้นแก้ปัญหาผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ แล้วอยู่เกินกำหนด
- กว่า 30 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้อยู่ในทวีปแอฟริกา รวมถึงบางประเทศในเอเชียและอเมริกาใต้
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เป็นผลมาจากการทดลองใช้ที่ผ่านมา รัฐบาล สหรัฐฯ ต้องการลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปฏิเสธการเดินทางกลับประเทศตนเอง ปัญหานี้สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานความมั่นคงมาอย่างยาวนาน
เจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าเงินประกันจะเป็นแรงจูงใจที่ดีเยี่ยม หากคุณทำตามกฎและเดินทางออกจากสหรัฐฯ ตรงเวลา คุณก็จะได้เงินก้อนนี้คืนกลับไป
โครงการนำร่องก่อนหน้านี้ได้พิสูจน์แล้วว่าวิธีการนี้ได้ผลจริง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกันประเมินผลอย่างละเอียด ข้อมูลชี้ชัดว่าการวางเงินประกันช่วยลดการละเมิดกฎหมายได้จริง
เจาะลึกระบบเงินประกันวีซ่าทำงานอย่างไร
ภายใต้ระบบถาวรใหม่นี้ เจ้าหน้าที่กงสุลจะมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ พวกเขาจะพิจารณาว่าผู้ขอวีซ่าคนใดจำเป็นต้องวางเงินประกันบ้าง การประเมินจะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและประวัติส่วนตัวของผู้สมัครแต่ละคน
จำนวนเงินประกันจะถูกปรับเพิ่มขึ้นจากโครงการนำร่องในอดีต เดิมทีมีการเก็บเงินที่ 5,000 ถึง 15,000 ดอลลาร์ แต่กฎใหม่ได้ยกเลิกตัวเลือก 5,000 ดอลลาร์ออกไปแล้ว
ผู้สมัครจะต้องเตรียมเงินประกันในระดับ 10,000 ดอลลาร์, 15,000 ดอลลาร์ หรือสูงสุดที่ 20,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับการดุลพินิจของกงสุล ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากสำหรับนักเดินทางทั่วไป
ประเทศใดบ้างที่ได้รับผลกระทบจากกฎนี้
รายชื่อ 50 ประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนั้นกระจายอยู่ทั่วโลก แต่จุดที่น่าสังเกตคือ 30 ประเทศจากทั้งหมดอยู่ในทวีปแอฟริกา ตัวอย่างเช่น แองโกลา ซูดาน และยูกันดา เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีประเทศในเอเชียและตะวันออกกลางที่ติดโผด้วย เช่น บังกลาเทศ ภูฏาน เนปาล และเมียนมา มาตรการนี้ส่งผลกระทบต่อนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวจากชาติเหล่านี้โดยตรง
แม้ว่า ภาคเหนือ ของประเทศไทย">ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 50 ประเทศดังกล่าว แต่ข่าวนี้ก็สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ รายงานว่ากฎนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ
อุปสรรคทางการเงินสำหรับนักเดินทางที่ถูกกฎหมาย
กลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิผู้อพยพได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนัก พวกเขามองว่าเงินประกันจำนวน 20,000 ดอลลาร์นั้นสูงเกินไปสำหรับคนธรรมดา นโยบายนี้อาจกีดกันนักเดินทางที่ถูกกฎหมายแต่มีฐานะยากจน
การต้องหาเงินสดก้อนใหญ่มาวางค้ำประกันถือเป็นเรื่องยากลำบาก หลายคนที่มีเจตนาดีในการเดินทางอาจต้องยกเลิกแผนการไปโดยปริยาย นโยบายนี้จึงถูกวิจารณ์ว่าเลือกปฏิบัติทางอ้อม
นอกจากนี้ การขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ก็มีค่าธรรมเนียมที่สูงและขั้นตอนที่ยุ่งยากอยู่แล้ว การเพิ่มเงื่อนไขเงินประกันเข้ามาอีก จึงเหมือนเป็นการปิดประตูรับคนที่มีรายได้น้อยอย่างสิ้นเชิง
ความมั่นคงของชาติกับประเด็นสิทธิมนุษยชน
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมายืนยันว่ามาตรการเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เขาเชื่อมั่นว่านี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้อง พรมแดน และรักษาความมั่นคงของชาติ รัฐบาลมองว่าผลประโยชน์ของประเทศต้องมาก่อนเสมอ
ในทางกลับกัน กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนวิพากษ์วิจารณ์การกระทำนี้อย่างรุนแรง สำนักข่าว Reuters และสื่อท้องถิ่นระบุว่า นโยบายคนเข้าเมืองเหล่านี้อาจสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยให้กับชนกลุ่มน้อย
แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าเป้าหมายคือการสกัดกั้นคนทำผิดกฎหมาย แต่กระบวนการทั้งหมดกลับทำให้การเข้าเมืองแบบถูกกฎหมายมีราคาแพงและยากลำบากขึ้นมาก นี่คือข้อถกเถียงที่ยังคงหาข้อยุติไม่ได้ในสังคมอเมริกันปัจจุบัน
การร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ
ความสำเร็จของโครงการนี้นั้น เกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานระดับสูง กระทรวงการต่างประเทศรับหน้าที่ดูแลเรื่องการออกวีซ่าในด่านหน้า พวกเขาทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ
ในขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังก็เข้ามาช่วยจัดการเรื่องระบบการจัดเก็บเงินประกัน การบูรณาการข้อมูลของทั้งสามหน่วยงานทำให้ระบบมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ข้อบกพร่องต่างๆ จากช่วงทดลองได้ถูกแก้ไขจนสมบูรณ์
เจ้าหน้าที่รัฐระบุว่า การประสานงานที่ไร้รอยต่อนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามตัวนักเดินทาง หากใครละเมิดเงื่อนไขวีซ่า ระบบจะทำการยึดเงินประกันและบันทึกประวัติทันที มาตรการนี้ถือเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ของรัฐบาล
การจับตามองที่เข้มข้นขึ้นสำหรับผู้ขอวีซ่าใหม่
นอกจากการบังคับวางเงินประกันแล้ว สหรัฐฯ ยังเพิ่มความเข้มงวดในด้านอื่นๆ ด้วย หนึ่งในนั้นคือการตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้ขอวีซ่าอย่างละเอียด ผู้สมัครใหม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวในโลกออนไลน์มากขึ้น
นโยบายนี้ไม่ได้กระทบแค่นักเดินทางหน้าใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ อยู่แล้วด้วย พวกเขาต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มข้นและค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลอเมริกัน การเดินทางเข้าสหรัฐฯ ในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ผู้เดินทางต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านการเงินและเอกสารให้รัดกุมที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. นโยบายเงินประกันวีซ่าสหรัฐฯ คืออะไร?
มันคือกฎใหม่ที่บังคับให้ผู้ขอวีซ่าท่องเที่ยวและธุรกิจจาก 50 ประเทศ ต้องวางเงินประกันสูงสุด 20,000 ดอลลาร์ก่อนเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการอยู่เกินกำหนด
2. กฎหมายใหม่นี้เริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่?
กฎหมายการวางเงินประกันวีซ่าแบบถาวร เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 สิงหาคม เป็นต้นไป
3. ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากกฎนี้หรือไม่?
ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 50 ประเทศที่ต้องวางเงินประกัน ดังนั้นคนไทยยังสามารถขอวีซ่าได้ตามขั้นตอนปกติโดยไม่ต้องวางเงินประกันล่วงหน้า
4. จะได้เงินประกันวีซ่าคืนหรือไม่?
ผู้เดินทางจะได้รับเงินประกันคืนเต็มจำนวน หากปฏิบัติตามกฎหมายและเดินทางออกจากสหรัฐอเมริกาภายในเวลาที่วีซ่ากำหนด
5. ใครเป็นคนตัดสินใจว่าต้องวางเงินประกันเท่าไหร่?
เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ที่ทำการสัมภาษณ์วีซ่า จะเป็นผู้พิจารณาและกำหนดจำนวนเงินประกัน โดยเลือกจากอัตรา 10,000, 15,000 หรือ 20,000 ดอลลาร์ ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สุดยอด! สองเยาวชนเชียงรายคว้า 2 เหรียญเงิน อินไลน์สปีดสเก็ตชิงแชมป์ประเทศไทย 2026
วิกฤติน้ำท่วมแม่สาย ด่านน้ำท่วมท่าขี้เหล็กพัง น้ำท่วมฉับพลันจากดอยลิไข่ น้ำท่วมถนนพหลโยธิน
ข่าว - News
ภาคเหนือของประเทศไทยอยู่ในภาวะเตือนภัยระดับสูง!! เกิดน้ำท่วมฉับพลันในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา

เชียงราย – กระทรวงมหาดไทยสั่งการด่วนให้ทุกฝ่ายเตรียมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ ภาคเหนือ ของ ประเทศไทย จังหวัดเสี่ยงหลักในตอนนี้ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวัง น้ำป่าไหลหลาก ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งที่ชัดเจนให้ทำงานเชิงรุก เขาเน้นย้ำว่าการช่วยเหลือต้องรวดเร็วกว่าภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง สิ่งนี้จะช่วยลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านได้มากที่สุด
ประเด็นสำคัญ
- มท.3 สั่งการด่วนให้พื้นที่เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา เฝ้าระวังฝนตกหนักตลอด 24 ชั่วโมง
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่งข้อความเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือให้คนในพื้นที่เสี่ยงแล้ว
- สถานการณ์น้ำเริ่มลดลงบ้าง แต่ยังต้องดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด
หลังจากได้รับคำสั่งฉุกเฉิน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดทันที พวกเขาจัดเตรียมอุปกรณ์กู้ภัยและทีมช่วยเหลือไว้พร้อมแล้วตลอดเวลา หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ทีมงานจะสามารถเข้าถึงพื้นที่และช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ตอนนี้สถานการณ์ฝนตกหนักยังคงมีความเสี่ยงสูง กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องไปอีกหลายวัน ประชาชนจึงไม่ควรประมาทและต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอสำหรับการรับมือกับสถานการณ์น้ำที่อาจเปลี่ยนแปลอย่างรวดเร็ว
สรุปสถานการณ์น้ำป่าในพื้นที่ภาคเหนือ
จากรายงานล่าสุดพบว่าฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในหลายจุด นับเป็นเรื่องดีที่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เลย
ที่จังหวัดเชียงราย น้ำท่วมส่งผลกระทบในพื้นที่อำเภอแม่จันและอำเภอเมืองเป็นหลัก ตอนนี้ระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างช้าๆ แล้ว เจ้าหน้าที่กำลังเร่งระบายน้ำและสำรวจความเสียหายเพื่อเตรียมช่วยเหลือต่อไป
ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มีสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอแม่อายเท่านั้น เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปช่วยชาวบ้านขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
สำหรับจังหวัดพะเยา พื้นที่อำเภอเมืองได้รับผลกระทบหนักที่สุด ชาวบ้านกว่า 86 ครัวเรือนต้องเดือดร้อนจากน้ำป่า อย่างไรก็ตาม การเร่งทำงานของเจ้าหน้าที่ทำให้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ระบบเตือนภัยและคำแนะนำฉุกเฉิน
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยืนยันว่าได้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าแล้ว ระบบ Cell Broadcast นี้ช่วยให้ชาวบ้านรู้ตัวและหนีน้ำได้ทันเวลา
นอกจากเชียงราย เชียงใหม่ และพะเยาแล้ว ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังน้ำป่า จังหวัดอุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และจันทบุรี ก็มีรายงานเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากเช่นเดียวกันในรอบสัปดาห์นี้
ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยควรติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง สามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จาก สำนักข่าวกรุงเทพธุรกิจ หากพบว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น ให้รีบขนของหนีขึ้นที่สูงทันที
หากท่านหรือคนใกล้ชิดต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ตลอดเวลา สายด่วนสาธารณภัยพร้อมให้บริการและช่วยเหลือคุณตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
โดรนไฮเทคบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อต่อสู้กับไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือของประเทศไทย
อุบัติเหตุสุดสยอง! อุบัติเหตุชนประสานงาอย่างรุนแรงทำให้มีผู้บาดเจ็บ 6 รายในภาคเหนือของประเทศไทย
ข่าว - News
อุบัติเหตุสุดสยอง! อุบัติเหตุชนประสานงาอย่างรุนแรงทำให้มีผู้บาดเจ็บ 6 รายในภาคเหนือของประเทศไทย

ชาวจีน และชาวบ้านปะทะกัน">เชียงใหม่– เกิดอุบัติเหตุสุดระทึกขวัญขึ้นบนถนนสายแม่ทา-แม่ออน บริเวณบ้านผาตั้ง ตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน รถกระบะ ของพ่อค้าแม่ค้าได้เสียหลักชนประสานงากับรถเก๋งของพนักงานโรงงานอย่างรุนแรง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 6 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเด็กเล็กที่เดินทางมากับครอบครัวด้วย
เรื่องราวนี้ยิ่งน่าเศร้าและน่าตกใจมากขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ กู้ภัย ตรวจสอบพบข้อมูลสำคัญ ผู้บาดเจ็บจากรถทั้งสองคันนั้น แท้จริงแล้วเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน พวกเขาล้วนมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านห้วยทราย อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่างฝ่ายต่างกำลังเดินทางในวันหยุด แต่กลับต้องมาประสบอุบัติเหตุด้วยกัน
ประเด็นสำคัญ
- อุบัติเหตุรุนแรงบนทางตรง:รถกระบะและรถเก๋งเกิดการชนประสานงากันอย่างจังบนถนนสายแม่ทา-แม่ออน ทำให้สภาพรถทั้งสองคันพังยับเยิน
- มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 ราย รวมเด็กเล็ก:ผู้โดยสารจากรถทั้งสองคันได้รับบาดเจ็บทั้งหมด โดยมี 3 รายที่อาการสาหัสและต้องใช้เครื่องตัดถ่างช่วยเหลือ
- บังเอิญเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน:ความสลดใจคือผู้ประสบอุบัติเหตุทั้งสองฝ่าย มาจากหมู่บ้านเดียวกันในจังหวัดเชียงใหม่โดยบังเอิญ
นาทีชีวิต! กู้ภัยเร่งใช้เครื่องตัดถ่างช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บ
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมกู้ชีพไปถึงจุดเกิดเหตุ พวกเขาพบรถเก๋งสีดำยี่ห้อโตโยต้า วีออส สภาพพังเสียหายอย่างหนัก ภายในรถมีผู้โดยสารติดอยู่หลายคน โดยเฉพาะคนขับและผู้โดยสารด้านหน้าที่ถูกอัดติดอยู่กับเบาะ เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งประเมินสถานการณ์ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด
ภาพที่สร้างความสะเทือนใจคือ ที่บริเวณเบาะหลังของรถเก๋ง มีชายคนหนึ่งนอนบาดเจ็บแต่ยังคงกอดเด็กชายเอาไว้แน่น ทีมกู้ภัยต้องทำงานแข่งกับเวลา โดยใช้เวลามากกว่า 20 นาทีในการทำงาน พวกเขาค่อยๆ นำร่างของผู้บาดเจ็บออกมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลแม่ทาทันที
อุบัติเหตุบนทางตรง ตำรวจเร่งสืบสวนหาสาเหตุ
สำหรับรถยนต์คู่กรณีคือรถกระบะยี่ห้อเชฟโรเลต สีบรอนซ์เงิน ซึ่งสภาพรถด้านหน้าพังยับเยินเช่นเดียวกัน ผู้ขับขี่คือนายแดง อายุ 62 ปี เป็นพ่อค้าที่ตลาดหนองดอก จังหวัดลำพูน ในวันเกิดเหตุ เขากำลังขับรถพาภรรยากลับบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะมาเกิดการชนอย่างรุนแรง
ส่วนผู้โดยสารในรถเก๋งนั้น เป็นพนักงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน พวกเขากำลังพาครอบครัวไปเลือกซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าในช่วงวันหยุดพักผ่อน แต่เมื่อขับรถมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นทางตรง รถทั้งสองคันได้พุ่งชนประสานงากันอย่างจัง
บทเรียนจากอุบัติเหตุ และความสำคัญของการขับขี่ปลอดภัย
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ทา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพถนนและเก็บหลักฐานอย่างละเอียด เบื้องต้นพบว่าจุดเกิดเหตุเป็นถนนทางตรง ที่ผู้ขับขี่มักจะใช้ความเร็วค่อนข้างสูง ตำรวจจะทำการสอบสวนพยานและผู้บาดเจ็บอีกครั้ง เพื่อหาข้อเท็จจริงว่าเหตุใดรถทั้งสองคันจึงชนประสานงากัน
อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ใช้รถทุกคนขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ไม่ว่าจะขับบนถนนทางตรงหรือทางโค้ง การลดความเร็วและมีสติอยู่เสมอ จะช่วยป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ หากคุณต้องการอ่านรายละเอียดของข่าวนี้เพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ เว็บไซต์ข่าว MGR Online ซึ่งเป็นแหล่งข่าวต้นฉบับที่รายงานเหตุการณ์นี้
เหตุการณ์ที่มีเด็กเล็กอยู่ในรถขณะเกิดอุบัติเหตุ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของอุปกรณ์ความปลอดภัย พ่อแม่และผู้ปกครองควรติดตั้งคาร์ซีท (Car Seat) สำหรับเด็กทุกครั้งที่เดินทาง การให้เด็กนั่งในที่นั่งนิรภัย จะช่วยลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บได้มากเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
นอกจากนี้ การคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารทุกคน ก็เป็นกฎความปลอดภัยที่ไม่ควรละเลย การปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้คุณและครอบครัวเดินทางกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย ความไม่ประมาทคือสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้รถใช้ถนนในทุกๆ วัน










































