น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ– ในปฏิบัติการปราบปราม อาชญากรรม ทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ ตำรวจ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ ( CIB ) ได้จับกุมหญิงสาวอายุ 23 ปี ในข้อหาเกี่ยวข้องกับแก๊งฉ้อโกงธนาคารที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ผู้ต้องสงสัยรายนี้มีชื่อว่า นางสาวพลอยไพลิน (หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปาล์มมี่”) เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่โหดเหี้ยมซึ่งใช้ความกลัว ชุดตำรวจปลอม และเอกสารปลอมเพื่อหลอกลวงเงินจากผู้บริสุทธิ์
การบุกรวบตัวครั้งนี้เกิดขึ้นที่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ หรือหมอชิต 2 หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีมากบดานในกรุงเทพฯ ตำรวจจึงนำกำลังเข้าล้อมจับกุมตามหมายจับของศาลจังหวัด สุราษฎร์ธานี ได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- รวบตัวคาหมอชิต 2: ตำรวจชุดคอมมานโดนำกำลังเข้าจับกุม น.ส.พลอยไพลิน ผู้ต้องหาแก๊งบัญชีม้าวัย 23 ปีได้สำเร็จขณะกำลังหลบหนี
- จัดฉากเนียนหลอกเหยื่อ: แก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้ลงทุนสวมเครื่องแบบตำรวจและวิดีโอคอลหาเหยื่อ พร้อมใช้เอกสารราชการปลอมเพื่อข่มขู่ให้หวาดกลัว
- สูญเงินกว่า 4.5 แสนบาท: เหยื่อตกใจกลัวว่าตนเองจะติดคุกคดีฟอกเงิน จึงยอมโอนเงินทั้งหมดในบัญชีไปให้คนร้ายเพื่อ “ตรวจสอบเส้นทางการเงิน”
เหตุการณ์หลอกลวงครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางปี พ.ศ. 2568 เมื่อเหยื่อเคราะห์ร้ายได้รับสายโทรศัพท์ลึกลับจากหมายเลขแปลก ปลายสายเป็นผู้หญิงที่อ้างตัวว่าเป็นพนักงานของธนาคารกรุงไทย พร้อมระบุรหัสประจำตัวพนักงานอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
คนร้ายแจ้งข้อมูลปลอมว่า เหยื่อได้ไปเปิดบัญชีธนาคารที่สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น และพบว่ามีเงินโอนเข้าบัญชีผิดปกติถึง 600,000 บาท จากนั้นก็อ้างว่ามีคนแปลกหน้ามาทำเรื่องถอนเงินก้อนนี้ออกไปที่ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดสุรินทร์
เรื่องราวทั้งหมดถูกแต่งขึ้นเพื่อทำให้เหยื่อตกใจ คนร้ายยังขู่สำทับว่าบัญชีนี้มีความเชื่อมโยงกับขบวนการฟอกเงินระดับประเทศ เมื่อเห็นเหยื่อเริ่มมีอาการตื่นตระหนก จึงรีบโอนสายให้คุยกับคนที่อ้างว่าเป็นผู้จัดการธนาคารทันที
ลงทุนจัดฉาก วิดีโอคอลในชุดตำรวจ
ความน่ากลัวของแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้คือการวางแผนมาอย่างเป็นระบบ พวกเขาหลอกให้เหยื่อเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์ที่ตั้งชื่อบัญชีว่า “สภ.เมืองสุรินทร์” จากนั้นก็ทำการโทรศัพท์แบบวิดีโอคอลหาเหยื่อทันทีเพื่อกดดัน
ในสายวิดีโอคอลนั้น เหยื่อได้เห็นภาพชายคนหนึ่งแต่งเครื่องแบบตำรวจยศร้อยตำรวจโทอย่างชัดเจน ชายคนนั้นสั่งให้เหยื่อถ่ายภาพหน้าบัตรประจำตัวประชาชนส่งมาให้ พร้อมสั่งเด็ดขาดว่าห้ามวางสายและห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร
หากนำเรื่องการตรวจสอบนี้ไปบอกคนอื่น คนร้ายขู่ว่าเหยื่อจะมีความผิดทางกฎหมายและมีโทษจำคุก 3-5 ปี คำขู่ที่รุนแรงประกอบกับภาพเครื่องแบบตำรวจ ทำให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัวอย่างหนักและยอมทำตามคำสั่ง
สร้างหลักฐานปลอม หลอกโอนเงินจนหมดตัว
เพื่อทำให้เหยื่อเชื่อใจแบบสนิทใจ คนร้ายได้ส่งภาพการจับกุมผู้ต้องหาคดีฟอกเงินมาให้ดูทางไลน์ รวมทั้งส่งภาพเอกสารที่มีข้อมูลบัญชีธนาคารของเหยื่อครบถ้วน จากนั้นก็มีชายอีกคนอ้างตัวเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจโทรมาสมทบ
เมื่อเหยื่อเริ่มลังเลและขอดูหน้าเพื่อความมั่นใจ คนร้ายก็กดวิดีโอคอลมาอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นภาพชายนั่งสวมเครื่องแบบตำรวจอยู่ในห้องที่ถูกจัดฉากให้ดูคล้ายสถานีตำรวจของจริง ภาพที่สมจริงทำให้เหยื่อไม่กล้าสงสัยอีกต่อไป
ในที่สุด คนร้ายก็ออกอุบายว่า หากเหยื่อต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ จะต้องโอนเงินทั้งหมดในบัญชีไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยรับปากว่าจะโอนเงินคืนให้ใน 1 สัปดาห์ เหยื่อจึงหลงเชื่อและโอนเงินไปถึง 452,000 บาท
ไหวตัวทัน แจ้งความล่าตัวขบวนการบัญชีม้า
หลังจากที่เหยื่อโอนเงินไปเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มตั้งสติได้และรู้สึกถึงความผิดปกติ เหยื่อตัดสินใจติดต่อไปยังธนาคารกรุงไทย สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น และสาขาสุรินทร์ ตามที่คนร้ายกล่าวอ้างในตอนแรกเพื่อสอบถามความจริง
เจ้าหน้าที่ธนาคารตัวจริงยืนยันว่าไม่มีการเปิดบัญชีชื่อของเหยื่อตามที่คนร้ายบอก และไม่มีการดำเนินคดีใดๆ ทั้งสิ้น เหยื่อจึงรู้ตัวทันทีว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเข้าแล้ว จึงรีบแจ้งธนาคารเพื่ออายัดบัญชีทันที
ต่อมาเหยื่อได้รวบรวมหลักฐานและเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจไซเบอร์ การสืบสวนอย่างจริงจังนำไปสู่การจับกุม น.ส.พลอยไพลิน ในที่สุด คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวต้นฉบับได้ที่เว็บไซต์ ปราการนิวส์ ซึ่งเป็นแหล่งข่าวท้องถิ่นที่เชื่อถือได้
คำสารภาพและข้อคิดจากผู้ต้องหา
น.ส.พลอยไพลิน หรือปาล์มมี่ ถูกตั้งข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงการเปิดบัญชีม้าเพื่อรับโอนเงินจากการกระทำความผิดทางกฎหมาย
บทลงโทษสำหรับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีนั้นรุนแรงมาก ผู้ต้องหาสาวรายนี้ได้ฝากข้อคิดเตือนใจไปถึงคนทั่วไปว่า การรับจ้างเปิดบัญชีม้าเพื่อแลกกับเงินเพียงเล็กน้อยนั้นไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ
ความผิดพลาดจากการเห็นแก่เงินเพียงแค่ครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบและทำลายอนาคตไปตลอดชีวิต การถูกดำเนินคดีอาญาเป็นเรื่องร้ายแรงที่ทุกคนควรหลีกเลี่ยงและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด
วิธีป้องกันตนเองจากภัยคอลเซ็นเตอร์
คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชิ้นดีที่เตือนให้ประชาชนทุกคนต้องระมัดระวังตัว สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอย้ำเตือนว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีนโยบายโทรศัพท์ไปหาประชาชนเพื่อขอตรวจสอบบัญชีหรือให้โอนเงิน
หากมีใครโทรมาอ้างว่าเป็นตำรวจหรือพนักงานธนาคาร แล้วขอให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ ให้ฟันธงได้เลยว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน ขอให้คุณตั้งสติและรีบกดตัดสายทิ้งทันที อย่าเสียเวลาพูดคุยกับคนกลุ่มนี้
นอกจากนี้ ห้ามให้ข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือส่งภาพถ่ายบัตรประชาชนให้คนแปลกหน้าทางออนไลน์โดยเด็ดขาด หากคุณมีความสงสัย ให้โทรศัพท์สอบถามสายด่วนของหน่วยงานราชการหรือธนาคารด้วยตนเองเสมอ
แนวทางการรับมือหากเผลอโอนเงินไปแล้ว
แม้ว่าเราจะระมัดระวังตัวดีแค่ไหน แต่บางครั้งความกลัวก็อาจทำให้เราพลาดพลั้งได้ หากคุณรู้ตัวว่าเผลอโอนเงินให้แก๊งมิจฉาชีพไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งสติและหยุดการติดต่อกับคนร้ายทันที
ขั้นตอนต่อไปคือการรีบโทรศัพท์ติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชีของคุณ เพื่อขออายัดบัญชีและระงับการทำธุรกรรมทั้งหมดโดยเร็วที่สุด ปัจจุบันหลายธนาคารมีสายด่วนสำหรับภัยไซเบอร์ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
หลังจากนั้น ให้รวบรวมหลักฐานทั้งหมด เช่น ประวัติการโทร ภาพหน้าจอแชท และสลิปการโอนเงิน เพื่อนำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของตำรวจไซเบอร์โดยตรง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ต้องหาหลบหนีคดียาเสพติด อายุ 25 ปี ในแม่จัน
ตำรวจจับกุมพนักงานบาร์ชาย ข้อหาข่มขืนนักท่องเที่ยวหญิงชาวอังกฤษวัย 34 ปี
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ

กาญจนบุรี– เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและ ทำร้ายร่างกาย ผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์ กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย– เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด ">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบร้านหมาล่าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ร้านแห่งนี้ถูกจับกุมหลังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงรสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส” เพื่อกวาดล้างสิ่งเสพติดและคืนความสงบสุขสู่สังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
นโยบายนี้ตอบรับข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกชุมชน การลงพื้นที่นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย พวกเขาทำงานประสานกันเพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและตัดวงจร ยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการที่รวดเร็วเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้ทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- เจ้าหน้าที่บุกจับร้านหมาล่าในอำเภอเมืองเชียงรายที่ลอบขายน้ำกระท่อมให้เด็กและวัยรุ่น
- ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบมาขายน้ำกระท่อมปรุงรสเพียงอย่างเดียวในราคาถุงละ 85 บาท
- การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส”
สภาพร้านและพฤติการณ์การขาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบว่าร้านดังกล่าวมีป้ายขายหมาล่าและชานมบังหน้า แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขายสินค้าเหล่านั้นแล้ว ภายในร้านมีการต้มและผสมน้ำกระท่อมปรุงรสตามที่ลูกค้าวัยรุ่นต้องการอย่างเปิดเผย แหล่ง ข่าวท้องถิ่น รายงานว่าทางร้านจำหน่ายน้ำกระท่อมในราคาถุงละ 85 บาท ร้านแห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึง 23.00 น. ของทุกวัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทางร้านมีรายได้จากการขายน้ำกระท่อมเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะเดินทางมาซื้อในช่วงค่ำลากยาวไปจนถึงตอนดึก เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คนไว้สอบปากคำ พร้อมทั้งทำการยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นโยบายกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับสูง การทำงานร่วมกันระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานความมั่นคงแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชุมชนในจังหวัดเชียงรายจึงสามารถคาดหวังถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานได้อย่างแน่นอน









