เชียงราย – ตำรวจ สภ.แม่สาย จ.เชียงราย ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.จิรภาส ศักดิ์สูง ผกก.สภ.แม่สาย พร้อมชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมนายณรงวิทย์ หรือ เต๋า อายุ 39 ปี ชาวจังหวัดชัยนาท เพื่อดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่า และมีอาวุธปืนกับเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
คดีนี้เริ่มจากคืนวันที่ 8 ม.ค. 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. พ.ต.ท.อร่าม คมบาง สว.(สอบสวน) ปฏิบัติหน้าที่เวรสอบสวน ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุว่าเกิดเหตุยิงกันในพื้นที่บ้าน หมู่ 13 ต.ปิยะพร อ. แม่สาย จ. นักเรียน มัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเชียงรายเผชิญการปิดตัวลงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ">เชียงราย โดยผู้บาดเจ็บมีพลเมืองดีช่วยนำส่งโรงพยาบาลศรีบุรินทร์แม่สาย
หลังรับแจ้ง เจ้าหน้าที่รายงานผู้บังคับบัญชา และลงพื้นที่ตรวจจุดเกิดเหตุ ทำบันทึกภาพ ทำแผนที่ กันพื้นที่ไว้ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเชียงรายเข้าตรวจ จากนั้นเดินทางไปโรงพยาบาล พบผู้บาดเจ็บคือนายบัณฑิต อายุ 29 ปี ชาว ต.แม่สาย อ.แม่สาย ถูกยิงด้วยอาวุธปืน แพทย์ดูแลใกล้ชิดจนพ้นอันตราย
ต่อมาวันที่ 10 ม.ค. 2569 นายบัณฑิตเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ขอให้ดำเนินคดีกับนายณรงวิทย์ หรือ เต๋า ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น พนักงานสอบสวนรับคำร้องทุกข์ไว้เป็นคดีอาญา ลงวันที่ 10 ม.ค. 2569
ตำรวจ สภ.แม่สาย รวบรวมพยานหลักฐานและขอศาลออกหมายจับ ซึ่งศาล จังหวัดเชียงราย ออกหมายจับลงวันที่ 11 ม.ค. 2569 กระทั่งวันที่ 13 ม.ค. 2569 เวลาประมาณ 13.00 น. เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมนายณรงวิทย์ได้ในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย พร้อมของกลางอาวุธปืนพกสั้นยี่ห้อสมิทแอนด์เวลสัน ขนาด 9 มม. พร้อมแมกาซีนและกระสุน 9 มม. จำนวน 5 นัด ซึ่งระบุว่าเป็นอาวุธที่ใช้ก่อเหตุ
จากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยบอกว่าเหตุเกิดจากการทะเลาะกันในวงเหล้า เป็นเรื่องส่วนตัว ก่อนถูกคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
กรมอนามัยเตือน ไทยคลอดก่อนกำหนดพุ่ง 9.91% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจไทยล้ำหน้า! ใช้เทคโนโลยี AI ล่าแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ
เชียงราย – เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือระบบ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยอย่างก้าวกระโดด ล่าสุดทาง ตำรวจภูธรภาค 5 ได้นำเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้มาใช้ในการวิเคราะห์ และสามารถสกัดกั้นเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้อย่างแม่นยำ การนำเครื่องมือดิจิทัลมาสนับสนุนการทำงาน ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประเมินสถานการณ์ได้รวดเร็วกว่าเดิม ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรม ระดับประเทศ
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อระบบ AI ของศูนย์อำนวยการป้องกันและ ปราบปรามยาเสพติด ภาค 5 ตรวจพบความผิดปกติของรถยนต์ต้องสงสัย รถยนต์กลุ่มดังกล่าวเดินทางออกมาจากพื้นที่จังหวัดพะเยาและลำปาง โดยมีเป้าหมายมุ่งหน้าผ่านจังหวัดแพร่เพื่อล่องลงสู่พื้นที่ภาคกลาง ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งการด่วนให้สถานีตำรวจภูธรห้วยไร่ตั้งจุดสกัดกั้นเพื่อตรวจสอบทันที
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจภูธรภาค 5 ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์และล็อกเป้าหมายรถขนยาเสพติดได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที
- เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นยาบ้าได้จำนวนมหาศาลเกือบ 1.7 ล้านเม็ด ที่บริเวณด่านตรวจห้วยไร่ จังหวัดแพร่
- ผู้ต้องหาทั้งทีมรถขนยาและทีมรถสเกาต์นำทาง ถูกรวบตัวครบยกแก๊งขณะเตรียมส่งของไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์
ปฏิบัติการสกัดจับที่ด่านตรวจห้วยไร่
เมื่อรถเป้าหมายทั้งสองคันขับมาถึงบริเวณถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 ด่านตรวจห้วยไร่ อำเภอเด่นชัย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วจึงเริ่มปฏิบัติการทันที รถคันแรกเป็นรถกระบะอีซูซุสีเทา ทะเบียนเพชรบูรณ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นรถนำทาง ได้ขับผ่านด่านตรวจไปอย่างรวดเร็ว ส่วนรถยนต์โตโยต้าสีบรอนซ์ได้ขับตามมาติดๆ
เจ้าหน้าที่ประจำด่านตัดสินใจเรียกหยุดและตรวจค้นรถยนต์โตโยต้าคันดังกล่าวอย่างละเอียด ภายในรถพบผู้ต้องหาชายสองคน คือนายวิภพและนายประนอม ซึ่งเป็นชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ทั้งคู่ จากการตรวจค้นบริเวณด้านหลังรถ เจ้าหน้าที่พบกระสอบฟางจำนวน 9 ใบซุกซ่อนอยู่อย่างมิดชิด และเมื่อเปิดพิสูจน์จึงพบความจริงที่น่าตกใจ
ภายในกระสอบฟางเหล่านั้นบรรจุยาบ้าจำนวนมหาศาล รวมแล้วประมาณ 1.7 ล้านเม็ด ซึ่งถือเป็นการจับกุมล็อตใหญ่ที่สะเทือนวงการค้ายาเสพติด สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวผู้ต้องหา รถกระบะคันนำทางได้ขับย้อนกลับมาที่ด่านตรวจอีกครั้ง คาดว่าคนขับคงเกิดความสงสัยที่รถขนยาขับตามมาไม่ทัน
การขยายผลและอนาคตของ AI ในงานตำรวจ
การตัดสินใจขับย้อนกลับมาของรถนำทาง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับและรวบตัวผู้ต้องหาได้ยกแก๊งอย่างง่ายดาย โดยสามารถจับกุมนายสงกรานต์และนางสาวศิริชัญญา ซึ่งทำหน้าที่เป็นทีมสเกาต์เอาไว้ได้ จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่ารับยาเสพติดมาจากจุดพักในอำเภอเมืองเชียงราย และกำลังจะนำไปส่งต่อที่จังหวัดเพชรบูรณ์
ความสำเร็จของปฏิบัติการครั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ ระบบ AI ของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 ที่ช่วยวิเคราะห์เส้นทางของอาชญากรได้อย่างชาญฉลาด การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ แต่ยังช่วยตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่ยาเสพติดจะกระจายสู่สังคม ปัจจุบันทีมสืบสวนกำลังเร่งขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายนี้ให้สิ้นซาก
เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการบังคับใช้กฎหมาย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาความปลอดภัยในยุคปัจจุบัน ประชาชนสามารถมั่นใจได้มากขึ้น เมื่อรู้ว่าหน่วยงานรัฐมีเครื่องมือที่ทันสมัยในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรม เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายเปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมแบบใยแมงมุม
AI กับตลาดแรงงานไทย: 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบ งานแบบไหนเปลี่ยนก่อน?
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ขวัญ-อ.เบียร์ แจ้งจับมิจฉาชีพคราบนักบุญ อมเงินบริจาคน้ำท่วม
น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ– สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้ประชาชน กลับกลายเป็นช่องทางทองให้ มิจฉาชีพ หาผลประโยชน์ ล่าสุดคนดังในวงการบันเทิงและโซเชียลมีเดียตกเป็นเหยื่อหลายราย เมื่อมีชายหนุ่มอ้างตัวเป็นจิตอาสาขอรับบริจาคเงิน เหตุการณ์นี้สะเทือนใจผู้ที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคมอย่างมาก เงินบริจาคที่ควรจะได้นำไปช่วยผู้ประสบภัย กลับถูกนำไปใช้เพื่อความบันเทิงส่วนตัว
อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม และดาราสาว ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์ ไม่นิ่งนอนใจกับเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้น ทั้งสองคนได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.ร่มเกล้า เพื่อเอาผิดมิจฉาชีพรายนี้อย่างเด็ดขาด ผู้ก่อเหตุใช้วิธีตีสนิทและอ้างว่าจะนำเงินไปตั้งโรงครัวช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม แต่ในความเป็นจริงเขากลับนำเงินบริจาคไปใช้จ่ายส่วนตัวอย่างหน้าตาเฉย
ประเด็นสำคัญ
- อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม และ ขวัญ อุษามณี แจ้งความจับชายอ้างตัวเป็นอาสาสมัครที่ หลอกลวง เงินบริจาคน้ำท่วม
- มิจฉาชีพสร้างเรื่อง “โรงครัวทิพย์” หลอกคนดังหลายรายให้โอนเงินสมทบทุนรวมมูลค่าหลายแสนบาท
- มีผู้พบเห็นและถ่ายคลิปหลักฐานว่ามิจฉาชีพนำเงินบริจาคไปเที่ยวสถานบันเทิงอย่างสบายใจ
พฤติกรรมสุดแสบของมิจฉาชีพคราบนักบุญ
ผู้ก่อเหตุรายนี้มีฉายาในวงการว่า “ลูกเฟิร์ส” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง ในอดีตเขาเคยก่อเหตุหลอกลวงโดยอ้างตัวเป็นคนทรงเจ้าหรือร่างทรงเพื่อเรียกรับเงินมาก่อน ปัจจุบันเขามีคดีติดตัวและมีหมายจับในข้อหาฉ้อโกงหลายท้องที่ แต่ก็ยังไม่หยุดพฤติกรรมหลอกลวง เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เขากลับใช้โอกาสนี้ตระเวนหลอกลวงคนดังไปทั่วประเทศ
กลโกงของเขาคือการเข้ามาทำทีเป็นคนดี มีจิตอาสา และอยากช่วยเหลือสังคม เขาเสนอตัวจะจัดตั้งโรงครัวเพื่อทำอาหารกล่องแจกจ่ายให้ผู้ประสบอุทกภัย ความน่าเชื่อถือและการพูดจาที่หว่านล้อม ทำให้คนดังหลายคนหลงเชื่อและยอมโอนเงินสมทบทุนให้ อาจารย์เบียร์สูญเงินไปถึง 149, 000 บาท ขณะที่ขวัญ อุษามณี โอนเงินช่วยเหลือไปจำนวน 36,000 บาท
ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ยังมีคนดังอีกหลายรายที่ตกเป็นเหยื่อของโรงครัวทิพย์นี้ เปิ้ล นาคร ศิลาชัย โอนเงินร่วมบุญไป 20,000 บาท นอกจากนี้ หลวงตาสินทรัพย์ หรือ “พระสิ้นคิด” ก็ถูกหลอกลวงเงินไปเกือบ 200,000 บาท ยอดรวมความเสียหายทั้งหมดมีมูลค่าหลายแสนบาท ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง
หลักฐานมัดตัว นำเงินบุญไปเที่ยวผับ
ความจริงทั้งหมดปรากฏขึ้นเมื่อมีผู้พบเห็นชายคนดังกล่าวนำเงินที่ได้จากการบริจาคไปใช้เที่ยวเตร่ มีพลเมืองดีสามารถถ่ายคลิปวิดีโอขณะที่เขากำลังเที่ยวสถานบันเทิงและดื่มกินอย่างสนุกสนานได้ หลักฐานชิ้นนี้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อาจารย์เบียร์และผู้เสียหายคนอื่นๆ ตัดสินใจดำเนินคดีตามกฎหมาย พวกเขามองว่านี่คือการซ้ำเติมผู้ประสบภัยที่กำลังลำบากอย่างหนัก
ในขณะเดียวกัน มีวัยรุ่นชายคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นทีมงานของผู้ก่อเหตุ ได้เดินทางมาที่ สน.ร่มเกล้า เพื่อให้ปากคำกับตำรวจ เขาออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นคนขับรถพาผู้ก่อเหตุไปเที่ยวผับจริง โดยคืนนั้นผู้ก่อเหตุมีอาการมึนเมาอย่างหนักและใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย
วัยรุ่นคนนี้ยังยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเองได้โอนเงินส่วนที่เหลือคืนให้ผู้ก่อเหตุไปหมดแล้ว เขาไม่ทราบเลยว่าเงินเหล่านั้นถูกนำไปทำอะไรต่อ หรือถูกนำไปใช้จ่ายที่ไหนอีก การออกมาชี้แจงครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเงินบริจาคไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์เลยแม้แต่น้อย
เสียงเตือนจากคนดัง ระวังภัยบริจาคน้ำท่วม
การเดินทางมาเข้าแจ้งความครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อเรียกร้องเงินของตนเองคืน แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพรายนี้ไปหลอกลวงผู้อื่นได้อีกในอนาคต ข่าวจาก Amarin TV ระบุว่า อาจารย์เบียร์ต้องการให้ผู้ก่อเหตุออกมาชี้แจงความจริงต่อหน้าสื่อและสังคม เพราะเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้บริจาคเป็นอย่างมาก
อาจารย์เบียร์ยังฝากเตือนสติประชาชนทุกคนที่ต้องการทำบุญช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในช่วงนี้ ขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดและตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนโอนเงิน ควรเลือกบริจาคผ่านหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรการกุศลที่มีความน่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกส่งถึงมือชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนจริงๆ
ด้านดาราสาว ขวัญ อุษามณี ก็เปิดเผยว่าเธอรู้สึกเสียใจและผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เธอมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤต แต่กลับถูกคนฉวยโอกาสนำความเมตตาไปหาผลประโยชน์ คดีนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับสังคมไทยในการทำบุญผ่านระบบออนไลน์ ที่มิจฉาชีพมักแฝงตัวมาในรูปแบบของคนดีมีน้ำใจ
บทเรียนสำคัญสำหรับการทำบุญยุคดิจิทัล
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภัยไซเบอร์และการหลอกลวงที่แนบเนียนขึ้นในสังคมปัจจุบัน มิจฉาชีพมักจะใช้ความน่าสงสารหรือสถานการณ์ภัยพิบัติมาเป็นเครื่องมือกระตุ้นความเห็นใจ เมื่อประชาชนเห็นภาพน้ำท่วมหรือผู้เดือดร้อน ก็มักจะรีบโอนเงินช่วยเหลือโดยไม่ทันได้ตรวจสอบประวัติของผู้รับบริจาคให้ดีเสียก่อน
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแนะนำว่า ก่อนการบริจาคทุกครั้ง ควรขอรายละเอียดโครงการและตรวจสอบชื่อบัญชีผู้รับโอนให้ชัดเจน หากชื่อบัญชีเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงหรือไม่มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรใดๆ ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน นอกจากนี้ การติดตามผลการดำเนินงานหลังจากการบริจาคก็เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้คนฉวยโอกาสนำเงินบุญไปใช้ในทางที่ผิด
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ร่มเกล้า กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ามิจฉาชีพคราบนักบุญรายนี้จะได้รับโทษทางกฎหมายที่สาสมกับสิ่งที่ทำไว้หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตที่คนไทยควรช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ดุสิตโพลชี้รัฐบาลอนุทินเรตติ้งตก เซ่นพิษน้ำท่วม-จี้เยียวยา
ราคาน้ำมันพุ่ง! ดีเซลแตะ 42.99 บาท กระทบค่าครองชีพประชาชน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
พระภิกษุผู้กล้าหาญหยุดยั้งโจรหน้าด้านที่วัดเชียงใหม่
เชียงใหม่– เหตุการณ์ระทึก ขวัญ เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อพระสงฆ์และสามเณรวัดศรีสุพรรณร่วมใจกันสวมบทฮีโร่ วิ่งไล่ จับคนร้าย ที่เข้ามาก่อเหตุขโมยตู้บริจาคถึงในวัด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. ของวันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยศูนย์วิทยุกองบังคับการ ตำรวจ ภูธรจังหวัดเชียงใหม่ (191) ได้รับแจ้งเหตุและรีบประสานงานทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ จึงรุดลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการสอบถามพระลูกวัดทราบว่า คนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เข้ามาในวัด ทำทีเหมือนเป็นคนใจบุญมาไหว้พระ ในช่วงเช้าที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังไม่มาทำงาน เมื่อพระสงฆ์เปิดประตูวิหารและประตูพระอุโบสถ คนร้ายก็ฉวยโอกาสเดินเข้าไปอุ้มตู้บริจาคเหล็กทันที โชคดีที่พระและสามเณรมาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงพากันส่งเสียงตะโกนและวิ่งไล่ตามคนร้ายอย่างกระชั้นชิด
ประเด็นสำคัญ
- พระและสามเณรวัดศรีสุพรรณร่วมกันจับกุมโจรขโมยตู้บริจาคไว้ได้ทันควัน
- คนร้ายทิ้งรถบิ๊กไบค์วิ่งหนีเท้าเปล่า แต่ไม่รอดถูกรุมจับกุมในที่สุด
- ผู้ก่อเหตุสารภาพว่าเพิ่งพ้นโทษ และมีประวัติก่อคดีลักทรัพย์มาแล้วกว่า 5 ครั้ง
ด้วยความตกใจ คนร้ายพยายามอุ้มตู้บริจาควิ่งหนีไปยังรถบิ๊กไบค์ที่จอดเตรียมไว้ แต่กลุ่มพระและสามเณรวิ่งกรูตามมาอย่างรวดเร็วและไม่ลดละ ทำให้คนร้ายต้องตัดสินใจทิ้งรถจักรยานยนต์ แล้วพยายามหิ้วตู้หนีด้วยเท้าเปล่าออกไปนอกวัด อย่างไรก็ตาม สุดท้ายคนร้ายก็หนีไม่รอดและถูกรุมจับกุมตัวไว้ได้ในที่สุด ส่วนเงินในตู้บริจาคนั้นมีไม่มากนัก เนื่องจากทางวัดมีกิจวัตรในการไขกุญแจเก็บเงินบริจาคออกทุกวันอยู่แล้ว
ประวัติโชกโชน: โจรบิ๊กไบค์สารภาพเคยก่อเหตุซ้ำซาก
หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ ตำรวจเชียงใหม่ ได้ทำการสอบสวนผู้ก่อเหตุอย่างละเอียด ซึ่งคนร้ายได้ให้การรับสารภาพอย่างจำนนต่อหลักฐาน เขายอมรับว่าเคยมีประวัติก่อคดีลักทรัพย์มาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง เมื่อพ้นโทษออกมาก็ไม่มีงานทำ จึงตัดสินใจกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก โดยก่อนหน้านี้ได้มาตระเวนดูลาดเลาที่วัดศรีสุพรรณอยู่หลายครั้งเพื่อให้แน่ใจก่อนลงมือจริง
นอกจากนี้ คนร้ายยังสารภาพว่าได้ไปยืมรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ของเพื่อนมาใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุ เมื่อตำรวจตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถเถื่อนที่ไม่มีเอกสารและไม่ได้เสียภาษีแต่อย่างใด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

