AI จะมาแทนที่งานของคุณ หรือช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น? สำหรับคนทำงานและคนหางานในไทย คำตอบขึ้นอยู่กับอาชีพและลักษณะงาน เพราะงานที่ทำซ้ำตามขั้นตอนอาจเปลี่ยนไปไม่เหมือนงานที่ต้องใช้วิจารณญาณและการสื่อสาร
ข้อมูลที่รายงานโดยสภาพัฒน์ระบุว่าแรงงานไทย 8.7 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจาก AI ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะตกงาน แต่ชี้ให้เห็นว่างานบางส่วนอาจถูกแทนที่ ขณะที่อีกหลายงานมีโอกาสใช้ AI เข้ามาช่วย
ต่อไป มาดูข้อมูลล่าสุดว่างานแบบไหนเปลี่ยนก่อน ทักษะใดควรพัฒนา และคุณเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานไทยได้อย่างไร
ประเด็นสำคัญ
- สภาพัฒน์ประเมินว่าแรงงานไทย 8.7 ล้านคน หรือ 21.8% ของกำลังแรงงาน เข้าข่ายได้รับผลกระทบจาก Generative AI ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะตกงาน
- ในจำนวนดังกล่าว 2.2 ล้านคนอยู่ในกลุ่มงานที่อาจถูก AI ทดแทนบางส่วนหรือทั้งหมด ขณะที่ 6.5 ล้านคนมีแนวโน้มใช้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- งานเสมียน บริการลูกค้า บัญชี และ Contact Center เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะหลายภารกิจทำซ้ำตามขั้นตอน ส่วนงานวิเคราะห์ก็อาจได้รับผลกระทบบางส่วน
- ผลกระทบเกิดกับ “ภารกิจในงาน” มากกว่าการหายไปของอาชีพทั้งหมด ทักษะการสื่อสาร การเจรจา และการใช้วิจารณญาณจึงยังสำคัญ
- ดูรายละเอียดจาก รายงานของสภาพัฒน์ และ ข่าวสรุปตัวเลขจากไทยพีบีเอส
AI กับตลาดแรงงานไทย: ตัวเลขบอกอะไร และไม่ได้บอกอะไร
ข้อมูลสภาพัฒน์จากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรในไตรมาส 4 ปี 2568 ประเมินว่าแรงงานไทย 8.7 ล้านคน หรือ 21.8% ของกำลังแรงงาน อยู่ในอาชีพที่สัมผัสกับ Generative AI ตัวเลขนี้แบ่งเป็นกลุ่มที่ภารกิจบางส่วนเสี่ยงถูกแทนที่ 2.2 ล้านคน และกลุ่มที่ AI มีแนวโน้มช่วยเสริมงาน 6.5 ล้านคน รายละเอียดอยู่ใน เอกสารนำเสนอภาวะสังคมไทยของสภาพัฒน์
งานที่ถูกแทนที่กับงานที่ AI ช่วยเสริมต่างกันอย่างไร
ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับภารกิจที่ทำในแต่ละวันด้วย งานซ้ำ ๆ มีกฎชัดเจน และทำตามขั้นตอนได้ เช่น การจัดหมวดเอกสาร บันทึกข้อมูล หรือดำเนินรายการบัญชีบางประเภท มีโอกาสถูกทำให้เป็นอัตโนมัติมากกว่า ภารกิจเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่สภาพัฒน์เรียกว่า Task Replacement ซึ่งมีแรงงานอยู่ในกลุ่มอาชีพดังกล่าวประมาณ 2.2 ล้านคนตามข้อมูลไตรมาส 4 ปี 2568
ส่วนกลุ่ม Task Augmentation มีประมาณ 6.5 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน โดย AI อาจช่วยค้นและสรุปข้อมูล ร่าง เนื้อ หา หรือวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม คนยังต้องตรวจความถูกต้อง พิจารณาบริบท ตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์ เช่น พนักงานที่ใช้ AI ร่างคำตอบลูกค้า แต่ต้องปรับข้อความให้เหมาะกับกรณีจริงก่อนส่ง
อาชีพเดียวกันจึงอาจมีทั้งสองลักษณะ งานที่ทำซ้ำอาจถูกเร่งหรือทำแทนได้ ขณะที่งานซึ่งต้องเจรจา แก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือใช้วิจารณญาณยังต้องอาศัยคน ตัวเลขทั้งสองกลุ่มบอกแนวโน้มของภารกิจ ไม่ได้ระบุชะตาของคนทำงานแต่ละราย
ทำไมตัวเลขผลกระทบจึงไม่เท่ากับจำนวนตำแหน่งงานที่หายไป
คำว่า “สัมผัสกับ AI” หมายถึงลักษณะงานมีภารกิจที่เทคโนโลยีอาจทำแทนหรือช่วยเสริมได้ ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นใช้ AI อยู่แล้ว หรือบริษัทจะเลิกจ้าง การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดเพียงบางขั้นตอน เช่น ลดเวลาทำรายงาน แต่ตำแหน่งงานยังคงอยู่และปรับไปทำงานส่วนอื่น
ดังนั้น 8.7 ล้านคนจึงไม่ใช่จำนวนคนที่จะตกงาน และ 2.2 ล้านคนก็ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่จะหายไปทั้งหมด การประเมินอาศัยการจัดกลุ่มอาชีพและภารกิจ จึงไม่อาจบอกได้แน่นอนว่าแต่ละองค์กรจะนำ AI มาใช้เมื่อใด หรือจะปรับจำนวนพนักงานอย่างไร
เมื่อนำตัวเลขไปอ้าง ควรระบุให้ชัดว่าเป็นข้อมูลไตรมาส 4 ปี 2568 และตรวจนิยามในเอกสารต้นทางเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเปรียบเทียบกับสถิติการเลิกจ้างหรือการว่างงาน เพราะเป็นข้อมูลคนละประเภทกัน
อาชีพไหนในไทยกำลังเปลี่ยน และงานใหม่อยู่ตรงไหน
ผลกระทบจาก AI แตกต่างกันตามภารกิจในแต่ละตำแหน่ง งานที่ทำซ้ำหรือใช้ข้อมูลรูปแบบเดิมมีโอกาสถูกปรับก่อน ขณะที่ความต้องการบุคลากรทักษะสูงยังเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนทั้งงานที่เปลี่ยนและทักษะที่ตลาดกำลังมองหา
งานประจำและงานระดับเริ่มต้นที่ควรจับตา
งานเสมียนที่คีย์ข้อมูล จัดเอกสาร หรือตรวจความครบถ้วนตามรายการ อาจใช้ระบบอัตโนมัติช่วยทำบางขั้นตอนได้ ส่วนงานบัญชีที่บันทึกรายการหรือจัดทำรายงานตามรูปแบบเดิมก็อาจเปลี่ยนวิธีทำงาน อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบความผิดปกติ อธิบายตัวเลข และให้คำแนะนำยังต้องอาศัยคนที่เข้าใจบริบท
โปรแกรมเมอร์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะงานเริ่มต้นที่เขียนโค้ดตามตัวอย่าง ทดสอบโปรแกรม หรือแก้ข้อผิดพลาดที่มีรูปแบบชัดเจน AI ช่วยร่างโค้ดและสรุปข้อผิดพลาดได้ แต่การออกแบบระบบ เลือกแนวทางแก้ปัญหา และตรวจความปลอดภัยยังต้องใช้ความรู้ของนักพัฒนา
สำหรับบัณฑิตใหม่ ความเปลี่ยนแปลงอาจอยู่ที่จำนวนงานฝึกพื้นฐาน เช่น สรุปข้อมูล ทำรายงาน หรือร่างเอกสาร ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้งาน เมื่อบริษัทใช้ AI ทำงานเหล่านี้ คนเริ่มต้นจึงอาจต้องแสดงทักษะวิเคราะห์ ตรวจทาน และสื่อสารกับทีมได้เร็วขึ้น งานบางภารกิจอาจลดลงหรือรวมอยู่ในตำแหน่งอื่น แต่ไม่ได้แปลว่าอาชีพทั้งหมดจะหายไป
ทักษะ AI เปิดทางสู่งานแบบใดบ้าง
การใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ต้องมีทักษะประกอบ เช่น Data Analytics เพื่ออ่านและตรวจสอบข้อมูล, Software Development Process เพื่อทำงานพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเป็นระบบ และความรู้ด้าน AI กับ Machine Learning สำหรับพัฒนาและประเมินแบบจำลอง ทักษะเหล่านี้เกี่ยวข้องกับงานอย่าง AI Engineer และ ML Engineer ซึ่งต้องเข้าใจทั้งเครื่องมือ ข้อมูล และการนำระบบไปใช้จริง
รายงานผลสำรวจที่เผยแพร่ระบุความต้องการทักษะ Generative AI จากสถานประกอบการไว้ที่ 41%ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลความต้องการทักษะ ไม่ใช่สัดส่วนตำแหน่งงานทั้งหมดในตลาด ( ข้อมูลผลสำรวจทักษะดิจิทัล )
ขณะเดียวกัน สอวช. ประเมินความต้องการบุคลากรทักษะสูงรวม 1,087,548 คนในช่วงปี 2025-2029ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกลุ่มดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ รวมถึงการบินและโลจิสติกส์ เป็นกลุ่มที่ต้องการตำแหน่งงานสูง ตัวเลขนี้เป็นประมาณการความต้องการตลอดช่วงเวลา ไม่ใช่จำนวนงานว่างที่เปิดพร้อมกัน ( รายงาน Thailand Talent Landscape 2025-2029 ของ สอวช. ) ยานยนต์สมัยใหม่ก็อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเช่นกัน จึงควรติดตามทักษะเฉพาะที่นายจ้างต้องการในแต่ละสายงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะ AI
ทักษะที่คนทำงานไทยควรมี เพื่อทำงานร่วมกับ AI
การเตรียมตัวรับมือ AI เริ่มได้จากงานที่ทำอยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงาน นักศึกษา หรือผู้หางาน ให้เลือกปัญหาจริงหนึ่งอย่างแล้วลองใช้ AI ช่วยแก้ จากนั้นพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะมนุษย์ควบคู่กัน เพราะการใช้เครื่องมือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานให้ได้ผลและน่าเชื่อถือ
เริ่มจากทักษะดิจิทัลที่ใช้ได้ในหลายอาชีพ
เริ่มด้วยการตั้งคำถามให้ชัด ระบุบริบท เป้าหมาย และรูปแบบคำตอบที่ต้องการ แล้วตรวจผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้ เพราะ AI อาจให้ข้อมูลผิดหรือละรายละเอียดสำคัญ ควรเทียบข้อเท็จจริงกับเอกสารหรือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ข้อมูลด้านกฎหมาย การเงิน หรือ สุขภาพ
อีกเรื่องที่ต้องใส่ใจคือการคุ้มครองข้อมูล อย่านำข้อมูลลูกค้า เอกสารภายใน หรือข้อมูลส่วนบุคคลไปใส่ในเครื่องมือ AI หากองค์กรยังไม่ได้อนุญาต ส่วน Data Analytics ก็เลือกเรียนตามลักษณะงาน เช่น ใช้สเปรดชีตและกราฟเพื่อติดตามยอดขาย หรือวิเคราะห์ข้อมูลการให้บริการ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเขียนโปรแกรมทุกคน
สำหรับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องการต่อยอดสาย AI อาจเรียน Machine Learning และทดลองใช้ TensorFlow หรือ PyTorch เพื่อพัฒนาแบบจำลอง ทั้งนี้ควรเลือกตามเป้าหมายอาชีพและพื้นฐานของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเรียนทุกเครื่องมือพร้อมกัน
เสริมทักษะมนุษย์และแสดงหลักฐานว่าทำงานได้จริง
การคิดวิเคราะห์ช่วยให้คุณตั้งข้อสงสัยกับคำตอบของ AI ส่วนความรู้เฉพาะด้านช่วยแยกได้ว่าข้อมูลใดใช้ได้กับสถานการณ์จริง การสื่อสารยังจำเป็นเมื่อต้องอธิบายข้อเสนอให้ทีมเข้าใจ ขณะที่ความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาช่วยรับมือกรณีที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป
ลองใช้ AI กับงานจริงที่ไม่มีข้อมูลลับ เช่น ร่างแผนงาน สรุปเอกสารสาธารณะ หรือจัดหมวดข้อมูลตัวอย่าง แล้วเก็บผลงานไว้เป็นแฟ้มตัวอย่าง ระบุโจทย์ วิธีใช้ AI สิ่งที่คุณแก้ไข และวิธีตรวจสอบผลลัพธ์ วิธีนี้ช่วยให้นายจ้างเห็นทั้งผลงานและวิจารณญาณของคุณ ไม่ใช่เพียงรายการเครื่องมือที่เคยใช้
เลือกหลักสูตรฝึกทักษะ AI ที่เหมาะกับตัวเอง
คนทำงาน นักศึกษา และผู้หางานสามารถเลือกหลักสูตรตามระดับพื้นฐานและเป้าหมายได้ โครงการ THAI Academy ซึ่งประกาศความร่วมมือในปี 2025 ตั้งเป้าพัฒนาทักษะ AI ให้แรงงานและผู้หางาน 100,000 คน ดูรายละเอียดได้จาก ประกาศโครงการ THAI Academy
ต่อมา กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและ Microsoft ประกาศโครงการ AI for Workforce โดยตั้งเป้าพัฒนาทักษะแรงงาน 150,000 คน พร้อมหลักสูตรภาษาไทยมากกว่า 280 หลักสูตรบน DSD Online Training ตาม รายละเอียดโครงการ AI for Workforce ตัวเลข 100,000 และ 150,000 คนเป็นเป้าหมายจากประกาศคนละช่วง ไม่ใช่จำนวนผู้ผ่านการอบรมแล้ว ก่อนสมัครควรตรวจเนื้อหา ระดับผู้เรียน และการนำไปใช้กับงานที่คุณต้องการทำด้วย
นายจ้างและภาครัฐควรทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านเป็นธรรม
เมื่อ AI เปลี่ยนวิธีทำงาน ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่คนทำงานฝ่ายเดียว นายจ้างควรปรับกระบวนการและพัฒนาพนักงานควบคู่กัน ส่วนภาครัฐต้องช่วยให้แรงงานเข้าถึงการฝึกทักษะและความช่วยเหลือได้จริง เป้าหมายคือให้ผลิตภาพและคุณภาพงานดีขึ้น โดยไม่ผลักภาระจากการเปลี่ยนแปลงไปให้ลูกจ้างรับมือเพียงลำพัง
องค์กรควรปรับงานก่อนลดคน
ก่อนนำ AI มาใช้ องค์กรควรสำรวจงานแต่ละตำแหน่ง แล้วแยกให้ชัดว่าภารกิจใดทำซ้ำตามขั้นตอน ภารกิจใดให้ระบบช่วยได้ และส่วนใดยังต้องอาศัยประสบการณ์หรือการตัดสินใจของคน เช่น ระบบอาจช่วยร่างคำตอบลูกค้าได้ แต่พนักงานยังต้องตรวจความถูกต้องและจัดการกรณีที่ซับซ้อน จากนั้นจึงออกแบบหน้าที่ใหม่ให้คนใช้เวลากับงานที่สร้างคุณค่า แทนการมุ่งลดจำนวนพนักงานทันที
การฝึกอบรมควรเชื่อมกับงานจริง ไม่ใช่สอนเครื่องมือแบบกว้าง ๆ โดยไม่บอกว่าจะนำไปใช้ตรงไหน นายจ้างอาจให้พนักงานทดลองกับโจทย์จำลองหรือข้อมูลที่ไม่เปิดเผยความลับ พร้อมจัดเวลาฝึกในเวลางานและมีผู้ช่วยตอบคำถาม หากต้องปรับบทบาทหรือเปลี่ยนวิธีประเมินผลงาน ควรแจ้งเหตุผลและผลกระทบให้พนักงานทราบล่วงหน้า เปิดโอกาสให้ถาม และรับฟังข้อกังวล
ขณะเดียวกัน องค์กรต้องตรวจความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล ความผิดพลาด และอคติของระบบ โดยกำหนดให้มีคนตรวจผลลัพธ์ในงานที่กระทบสิทธิหรือรายได้ของผู้อื่น การประเมินความสำเร็จจึงควรดูทั้งเวลาที่ประหยัดได้ ความแม่นยำและคุณภาพของงาน ตลอดจนภาระงาน ความมั่นคงในการจ้าง และโอกาสเติบโตของพนักงาน หากผลิตภาพเพิ่มขึ้น แต่ข้อผิดพลาดมากขึ้นหรือคนทำงานต้องรับงานเพิ่มโดยไม่ได้รับการสนับสนุน ก็ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีรอบด้าน
ภาครัฐควรช่วยให้คนย้ายสู่งานใหม่ได้ทัน
ภาครัฐช่วยลดช่องว่างทักษะได้ด้วยหลักสูตรที่นายจ้างร่วมกำหนด เนื้อหาควรสอดคล้องกับตำแหน่งงานที่ต้องการจริง และเปิดให้ผู้เรียนแสดงความสามารถผ่านการทดสอบหรือการรับรองทักษะ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานระบุว่ากำลังขยายการฝึก AI และเทคโนโลยีดิจิทัลทั่วประเทศ แรงงานจึงควรตรวจสอบ ข้อมูลหลักสูตรและการฝึกอบรมของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ควบคู่กับความต้องการของนายจ้างในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การเปิดหลักสูตรอย่างเดียวไม่พอ คนต่างจังหวัด ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ยังทำงานเต็มเวลาต้องเข้าถึงได้ด้วย เช่น มีรูปแบบออนไลน์หรือจุดฝึกในพื้นที่ และจัดเวลาเรียนที่ยืดหยุ่น สำหรับผู้ว่างงานหรือเสี่ยงถูกเลิกจ้าง ควรมีคำแนะนำเรื่องอาชีพ การจับคู่งาน และข้อมูลสิทธิช่วยเหลือที่ชัดเจน โดยแยกสิทธิประกันสังคมกรณีว่างงานออกจากโครงการฝึกทักษะทั่วไป เพราะไม่ได้เป็นมาตรการเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจาก AI ทุกกรณี การเชื่อมการฝึกกับตำแหน่งงานและความช่วยเหลือระหว่างหางานจะช่วยให้แรงงานเปลี่ยนผ่านได้ทันขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาทักษะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้
คำถามที่พบบ่อย
ตัวเลขและแนวโน้มในบทความอาจทำให้หลายคนอยากรู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรต่อ คำตอบสั้น ๆ คือผลกระทบขึ้นกับงานจริง และการเรียนรู้ควรเริ่มจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของคุณ
AI จะทำให้คนไทยตกงานจำนวนมากหรือไม่
ยังไม่มีหลักฐานว่าจำนวนคนที่ทำงานซึ่งสัมผัสกับ AI จะตกงานในจำนวนเท่ากัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่างานบางภารกิจอาจถูกทำแทนหรือเปลี่ยนวิธีทำ ไม่ได้ยืนยันว่าจะเกิดการเลิกจ้าง ผลลัพธ์ยังขึ้นกับการปรับงานขององค์กร การลงทุนในเทคโนโลยี และโอกาสฝึกทักษะใหม่ของแรงงาน
คนที่ไม่ได้ทำงานสายเทคโนโลยีจำเป็นต้องเรียน AI ไหม
ควรเรียนรู้วิธีใช้ AI ที่เกี่ยวข้องกับงานของตน แม้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรม เช่น ใช้ช่วยร่างอีเมล สรุปเอกสาร หรือจัดข้อมูลเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ควรตรวจข้อเท็จจริงและปรับผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้ พร้อมหลีกเลี่ยงการป้อนข้อมูลลับหรือข้อมูลส่วนบุคคลลงในเครื่องมือที่องค์กรไม่อนุญาต
ทักษะ AI แบบไหนที่นายจ้างต้องการ
ความต้องการต่างกันตามตำแหน่ง งานทั่วไปอาจต้องการคนที่ใช้ AI ช่วยทำงานและอ่านข้อมูลได้ ส่วนตำแหน่งเฉพาะทางอาจต้องใช้ Machine Learning การพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือการประเมินแบบจำลอง ก่อนเลือกเรียนจึงควรดูหน้าที่และคุณสมบัติในประกาศงานของสายอาชีพเป้าหมาย
นักศึกษาจบใหม่ควรเตรียมตัวอย่างไร
ฝึกทักษะดิจิทัลควบคู่กับความรู้เฉพาะสาขา แล้วทำโครงงานหรือฝึกงานที่แสดงให้เห็นว่าคุณแก้ปัญหาได้จริง ในการสมัครงาน ควรอธิบายว่าใช้ AI ช่วยขั้นตอนไหน ตรวจสอบผลอย่างไร และตัดสินใจส่วนใดด้วยตนเอง
จะเริ่มเรียน AI ได้จากที่ไหนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก
ลองตรวจหลักสูตรภาษาไทยและโครงการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐ โดย DSD Online Training มีหลักสูตรด้าน AI และทักษะดิจิทัลให้ค้นหา รายละเอียดและค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันตามหลักสูตร จึงควรเช็กเนื้อหา เวลาเรียน เงื่อนไขรับรอง และตัวอย่างการนำไปใช้ก่อนสมัคร
จะรู้ได้อย่างไรว่าทักษะที่เรียนช่วยเพิ่มโอกาสได้จริง
เปิดดูประกาศงานหลายแห่งในอาชีพที่สนใจ แล้วจดทักษะที่นายจ้างระบุซ้ำกัน จากนั้นทดลองใช้ทักษะเหล่านั้นกับโครงงานที่วัดผลได้ เช่น ลดเวลาทำงานหรือเพิ่มความถูกต้อง พร้อมเก็บผลงานและอธิบายวิธีทำให้ชัดเจน เพื่อให้นายจ้างประเมินความสามารถได้จากหลักฐานจริง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
ระบบป้องกันน้ำท่วมไฮเทค: เชียงรายใช้ AI และโดรนช่วยชีวิตผู้คนได้อย่างไร
เทคโนโลยี - Tech
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
นักเรียน มัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเชียงรายเผชิญการปิดตัวลงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ">เชียงราย– AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมโทรคมนาคมของประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เดินหน้ายกระดับระบบนิเวศ ฟุตบอล ไทย">ฟุตบอลไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยประกาศสนับสนุนโครงข่ายสื่อสารให้กับสโมสรฟุตบอลไทยลีก 1-3 ทั่วประเทศรวม 102 ทีม การสนับสนุนครั้งยิ่งใหญ่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว
เป้าหมายหลักคือการอำนวยความสะดวกแก่บุคลากรประจำทีมระหว่างการแข่งขันจริง การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรช่วยให้การทำงานคล่องตัวและราบรื่นในทุกพื้นที่ของสนามแข่ง สิ่งนี้สามารถรองรับรูปแบบการทำงานในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการส่งข้อมูลแทคติกหรือการวิเคราะห์เกมแบบเรียลไทม์
ประเด็นสำคัญ
- AIS สนับสนุนโครงข่ายสื่อสารให้สโมสรฟุตบอลไทยลีก 1-3 รวม 102 ทีม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
- เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมงานและโค้ชด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระหว่างการแข่งขัน
- แฟนบอลสามารถรับชมการถ่ายทอดสดตลอดฤดูกาล 2026/27 ผ่านโครงข่าย 5G บนแพลตฟอร์ม AIS PLAY
วิสัยทัศน์ผู้บริหาร AIS สู่การพัฒนาวงการลูกหนัง
นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กรของ AIS ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นในโปรเจกต์นี้ เธอกล่าวว่า AIS ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวงการฟุตบอลไทยเสมอมา ทางบริษัทมองว่าการสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทุกสโมสร
การมอบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นปีที่ 2 จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัท AIS ต้องการอยู่เคียงข้างสโมสรและบุคลากรลูกหนังไทยอย่างแท้จริง พร้อมนำศักยภาพของโครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมการทำงานให้รวดเร็วและไร้รอยต่อ สิ่งนี้ตอบโจทย์การใช้งานของทีมงานให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
โค้ชและทีมงานสามารถอัปเดตข้อมูลนักเตะได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นสถิติการวิ่งหรือภาพช้าเพื่อวิเคราะห์เกม การมีเครือข่ายที่เชื่อถือได้ทำให้การตัดสินใจข้างสนามแม่นยำขึ้นมาก นวัตกรรมเหล่านี้คือเบื้องหลังความสำเร็จของฟุตบอลยุคใหม่ที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
ยกระดับประสบการณ์แฟนบอล ถ่ายทอดสดคมชัด
ขณะเดียวกัน AIS ยังเดินหน้าเสริมศักยภาพโครงข่าย 5G และระบบไฟเบอร์ออปติกอย่างเต็มกำลัง การอัปเกรดครั้งนี้ครอบคลุมสนามแข่งขันฟุตบอลทั่วประเทศอย่างทั่วถึง เพื่อรองรับการส่งสัญญาณถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มหลักของบริษัทให้มีเสถียรภาพและรวดเร็วที่สุด
การพัฒนาเครือข่ายนี้ช่วยเติมเต็มความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศฟุตบอลไทยในครบทุกมิติ เริ่มตั้งแต่การเพิ่มความพร้อมให้สโมสรและบุคลากรในวันแข่งขัน ไปจนถึงการส่งมอบประสบการณ์การรับชมฟุตบอลที่มีคุณภาพสูงสุด แฟนบอลทั่วประเทศจะได้สัมผัสความคมชัดโดยไม่มีสะดุด
ความคาดหวังในฤดูกาล 2026/27
ฤดูกาล 2026/27 ถือเป็นปีที่แฟนบอลชาวไทยตั้งตารอคอยอย่างมาก หลายสโมสรมีการเสริมทัพนักเตะดาวรุ่งและโค้ชฝีมือดีเข้ามามากมาย การแข่งขันในลีกสูงสุดจนถึงลีกล่างจึงมีความเข้มข้นและสูสีมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด
ด้วยโครงข่ายการสื่อสารที่ทรงพลังจาก AIS การรายงานข่าวสารและผลการแข่งขันจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว สื่อมวลชนและแฟนบอลสามารถโต้ตอบกันบนโลกออนไลน์ได้ทันที เทคโนโลยีนี้ช่วยสร้างคอมมูนิตี้คนรักฟุตบอลไทยให้เติบโตและเหนียวแน่นยิ่งขึ้น
แฟนลูกหนังสามารถร่วมส่งเสียงเชียร์ทีมรักในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ฤดูกาล 2026/27 แบบจุใจ คุณสามารถชมการแข่งขันสดครบทุกลีก รวมถึงรับชมไฮไลต์และแมตช์รีรันแบบจัดเต็มได้ทุกที่ แฟนๆ สามารถสมัครแพ็กเกจ PLAY ALL และติดตามรายละเอียดการรับชมเพิ่มเติมได้ที่ AIS PLAY
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
กฟก.เชียงรายลุยแจกไก่พื้นเมือง หนุนชาวอำเภอพานสร้างรายได้
เทคโนโลยี - Tech
GISTDA เผยภาพดาวเทียม เตือนพื้นที่สีแดงเสี่ยงน้ำท่วมสูง
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ได้เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุด เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำทั่ว ประเทศไทย อย่างใกล้ชิดแบบเรียลไทม์ ข้อมูลภูมิสารสนเทศดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง ที่กำลังเผชิญกับภาวะ น้ำท่วม ขังและมวลน้ำสะสมอย่างหนัก ภาพถ่ายเหล่านี้ช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบโดยตรง จากพายุฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งนำข้อมูลสำคัญนี้ ไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำและวางแผนช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ของ GISTDA พบว่ามีหลายพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดง หรือพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมระดับสูงสุด พื้นที่เฝ้าระวังเหล่านี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวาง ทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือ ตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประชาชนและเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในบริเวณจุดเสี่ยงดังกล่าว จำเป็นต้องติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด การรับรู้ข้อมูลเชิงลึกที่รวดเร็วและมีความแม่นยำสูง จะช่วยให้ทุกคนสามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที
GISTDA ประเด็นสำคัญ
- ภาพดาวเทียมจาก GISTDA แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีพื้นที่สีแดงหลายแห่งทั่วประเทศที่กำลังเสี่ยงต่อน้ำท่วมขังในระดับสูง
- ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เป็นกลุ่มพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำและฝนสะสมหนักที่สุด
- ทางการขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมอพยพหรือขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเมื่อจำเป็น
เมื่อพิจารณาเจาะลึกจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมขังที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จังหวัดสำคัญอย่าง นครสวรรค์ พิจิตร ลพบุรี และสระบุรี ล้วนปรากฏภาพเป็นพื้นที่สีแดงบนแผนที่ ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ มวลน้ำสะสมยังเริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่อง ไหลบ่าลงมาถึงพื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี และครอบคลุมถึงบางส่วนของ กรุงเทพมหานคร อีกด้วย ข้อมูลเชิงลึกนี้ตรงกับรายงานข่าวจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่ระบุว่าพบจุดน้ำท่วมขังบนผิวถนน กระจายตัวอยู่ในหลายเส้นทางหลักทั่วภูมิภาค
ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาสะสมอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำคลองสาขาต่างๆ เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถนนและเส้นทางสัญจรหลายสายถูกน้ำท่วมขังจนรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ตามปกติ ทำให้การเดินทางในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เร่งลงพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง ผู้ใช้รถใช้ถนนจึงควรตรวจสอบสภาพเส้นทางอย่างรอบคอบ และหลีกเลี่ยงการขับขี่ผ่านจุดที่มีน้ำท่วมขังสูงเพื่อป้องกันอันตราย
ภาคอีสานเผชิญน้ำล้นตลิ่งเป็นวงกว้าง
สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เนื่องจากระบบภาพดาวเทียมตรวจพบการสะสมของมวลน้ำจำนวนมหาศาล จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ต่างมีจุดเสี่ยงภัยระดับสูงกระจายตัวอยู่หนาแน่นตามแนวลุ่มน้ำต่างๆ ปริมาณน้ำที่ล้นตลิ่งได้ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและเขตพื้นที่ทางการเกษตร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนและไร่นาของเกษตรกรในวงกว้าง หากพายุฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่เหล่านี้อาจจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ปัจจุบันหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำกำลังเร่งดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชน เพื่อลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนให้น้อยที่สุด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมขั้นสูง ช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถมองเห็นภาพรวมของมวลน้ำ และวางแผนเส้นทางระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ทางน้ำ ควรเร่งเก็บสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูง และย้ายยานพาหนะรวมถึงสัตว์เลี้ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้
แม้ว่าเทคโนโลยีอวกาศสมัยใหม่จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ และรับรู้ถึงความเสี่ยงของการเกิดอุทกภัยได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ แต่การเตรียมความพร้อมรับมือระดับบุคคลยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ทาง GISTDA ได้เน้นย้ำและขอร้องให้ประชาชนทุกคนที่อยู่ในเขตพื้นที่สีแดง ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ด้านภัยพิบัติอย่างเคร่งครัด การติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกคนมีสติในการรับมือ และขอให้ทุกคนปลอดภัยจากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บิว ภูริพล ผงาดคว้าทอง 100 ม. เอเชียนเกมส์ ทุบสถิติ 9.90 วิ
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทย อยู่ที่ไหนและต่างกันอย่างไร
เทคโนโลยี - Tech
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทย อยู่ที่ไหนและต่างกันอย่างไร
ประเทศไทย มีโครงการเมืองอัจฉริยะอยู่ที่ไหนบ้าง? หากคุณนึกถึงแต่ น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ อาจพลาดทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางภูมิภาค และพื้นที่พัฒนาใหม่ในภาคตะวันออก โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยมีขอบเขตต่างกัน บางแห่งครอบคลุมจังหวัด บางแห่งเจาะจงเพียงย่านหรือเทศบาล
สิ่งที่ต้องดูควบคู่กับชื่อพื้นที่คือสถานะของโครงการเพราะการติดอันดับ การเข้าร่วมเครือข่าย และการได้รับการรับรองเป็นคนละเรื่องกัน อีกทั้งเมืองอัจฉริยะยังเกี่ยวกับการเดินทาง สิ่งแวดล้อม และชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่การติดตั้งเทคโนโลยี
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- ตัวอย่างโครงการเด่นอยู่ในกรุงเทพฯ ระยอง และภูเก็ต ขณะที่เมืองภูมิภาคอีกหลายแห่งมีแผนหรือกิจกรรมพัฒนาในรูปแบบของตนเอง
- ภูเก็ตและขอนแก่นมีผลงานในดัชนีเมืองอัจฉริยะปี 2023 แต่ผลจัดอันดับไม่ได้บอกว่าทุกพื้นที่มีสถานะรับรองเหมือนกัน
- โรงเรียน ขนาดเล็กในจังหวัดเชียงรายเผชิญการปิดตัวลงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ">เชียงรายปรากฏในกิจกรรม DIGITAL INFINITY: SMART LIVING ที่อำเภอแม่ลาว จึงควรระบุชื่อพื้นที่และลักษณะกิจกรรมให้ชัด
- กรอบเมืองอัจฉริยะไทยครอบคลุมเจ็ดด้าน โดยแต่ละเมืองเลือกแก้ปัญหาที่ต่างกัน
- ก่อนนำรายชื่อไปอ้างอิง ควรตรวจสอบพื้นที่ ผู้ดำเนินโครงการ และสถานะล่าสุดจากข้อมูลของ depa
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยอยู่ที่ไหนบ้าง
รายชื่อพื้นที่จะอ่านได้ถูกต้องก็ต่อเมื่อรู้ว่าแต่ละชื่อปรากฏในข้อมูลประเภทใด ดัชนีเมืองอัจฉริยะสะท้อนผลการประเมิน ส่วนเครือข่ายเทศบาลบอกถึงการเข้าร่วมพัฒนา ทั้งสองอย่างไม่ควรถูกนำไปรวมเป็นรายชื่อเมืองที่ได้รับการรับรองทั้งหมด
กรุงเทพฯ และพื้นที่พัฒนาเมืองในภาคตะวันออก
กรุงเทพฯ มีตัวอย่างระดับย่าน ได้แก่ Samyan Smart Cityและพื้นที่บริเวณ คลองผดุงกรุงเกษมทั้งสองแห่งปรากฏในกลุ่มเมืองเด่นประเภทพื้นที่เมืองของดัชนีปี 2023 ชื่อโครงการระบุพื้นที่เฉพาะ จึงไม่ควรตีความว่าทั้งกรุงเทพฯ อยู่ภายใต้โครงการเดียวกัน
ภาคตะวันออกมี Wang Chan Valleyในจังหวัดระยอง ซึ่งได้อันดับสูงสุดในกลุ่มพื้นที่เมืองของดัชนีดังกล่าว พื้นที่นี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรม ขณะที่ชลบุรีเป็นอีกจังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่มีความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาเมือง อย่างไรก็ดี คำว่า “พื้นที่ชลบุรี” ยังไม่บอกชื่อโครงการหรือสถานะ ต้องตรวจสอบรายพื้นที่ก่อนอ้างอิง
ภูเก็ต เชียงใหม่ และเมืองเด่นในภูมิภาค
ในกลุ่มพื้นที่ระดับจังหวัด ภูเก็ตได้อันดับหนึ่งของดัชนีปี 2023 ส่วน ขอนแก่นอยู่ในกลุ่มสามอันดับแรก รายงาน ผลจัดอันดับเมืองอัจฉริยะของไทยปี 2023 ยังแยกผลระดับจังหวัดออกจากระดับพื้นที่เมืองอย่างชัดเจน จึงไม่ควรนำอันดับของภูเก็ตไปเทียบตรง ๆ กับ Samyan Smart City
เชียงใหม่ปรากฏผ่านการเข้าร่วมเครือข่ายเทศบาล Smart City Charter ส่วน เชียงรายมีพื้นที่อำเภอแม่ลาวเข้าร่วมกิจกรรม DIGITAL INFINITY: SMART LIVING ที่ depa รายงานไว้ในปี 2023 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประยุกต์เทคโนโลยีด้านเกษตรกรรม ข้อมูลนี้บอกถึงกิจกรรมในพื้นที่ ไม่ได้ยืนยันว่าเชียงรายทั้งจังหวัดได้รับการรับรองเป็นเมืองอัจฉริยะ
เครือข่ายเทศบาลและพื้นที่ที่กำลังพัฒนา
Smart City Charter มีเทศบาลที่ depa ระบุชื่อไว้ เช่น แม่เหียะ ป่าตอง นครสวรรค์ อุดรธานี กระบี่ ทุ่งสง ชุมแพ และแก่งคอยรายชื่อยังรวมเทศบาลเมืองเชียงใหม่ ขอนแก่น ระยอง และเทศบาลนครรังสิตด้วย
การอยู่ในเครือข่ายหมายถึงเทศบาลเข้ามาร่วมแนวทางพัฒนา ไม่ได้บอกว่าโครงการครอบคลุมทั้งจังหวัดหรือผ่านการรับรองระดับเดียวกันทั้งหมด ในเชียงรายยังมี ความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของท้องถิ่น ที่สะท้อนความสนใจของหน่วยงานในพื้นที่ แต่ควรแยกข่าวการผลักดันออกจากผลรับรองอย่างเป็นทางการ
ชื่อจังหวัดเดียวกัน อาจหมายถึงโครงการคนละขนาด
เมื่อเห็นชื่อจังหวัดในข่าวเมืองอัจฉริยะ ให้ดูต่อว่าขอบเขตจริงอยู่ตรงไหน ชื่อ “ภูเก็ต” ในการจัดอันดับระดับจังหวัดต่างจากชื่อย่านอย่างสามย่าน หรือชื่อพื้นที่พัฒนาอย่าง Wang Chan Valley หากไม่แยกขนาดพื้นที่ ผู้อ่านอาจเข้าใจผิดว่าผลการประเมินครอบคลุมประชากรและบริการในระดับเดียวกัน
จังหวัด เมือง และย่านต้องอ่านแยกกัน
โครงการระดับย่านอาจมุ่งจัดการปัญหาที่เห็นชัดในบริเวณจำกัด เช่น การเดินทางหรือการใช้พื้นที่สาธารณะ ส่วนแผนระดับจังหวัดต้องประสานงานกับหลายท้องถิ่นและรองรับความต้องการที่หลากหลายกว่า ความต่างนี้มีผลต่อทั้งเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ และวิธีวัดความคืบหน้า
หากข่าวใช้ชื่อจังหวัดเป็นหัวเรื่อง แต่รายละเอียดระบุเพียงหนึ่งอำเภอ ให้ยึด ขอบเขตพื้นที่ในรายละเอียดโครงการเป็นหลัก กิจกรรมที่อำเภอแม่ลาวเป็นตัวอย่างที่ควรเรียกว่าโครงการในพื้นที่เชียงราย มากกว่าจะสรุปว่าเกิดขึ้นทั่วจังหวัด
อันดับ เครือข่าย และการรับรองตอบคนละคำถาม
อันดับจากดัชนีช่วยดูผลงานตามเกณฑ์ในปีที่ประเมิน เครือข่ายอย่าง Smart City Charter แสดงการมีส่วนร่วมของเทศบาล ส่วนสถานะรับรองต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง
งานวิจัยที่ศึกษา การกำกับดูแลเมืองอัจฉริยะในภูเก็ตและขอนแก่น ช่วยให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองมีทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ดังนั้น แม้สองจังหวัดจะถูกกล่าวถึงภายใต้หัวข้อเดียวกัน ก็ยังต้องดูว่าใครดำเนินงานและขอบเขตงานอยู่ตรงไหน
เมืองอัจฉริยะไทยทำอะไรบ้าง นอกจากใช้เทคโนโลยี
กรอบเมืองอัจฉริยะของไทยครอบคลุม เจ็ดด้านได้แก่ เศรษฐกิจ การเดินทาง พลังงาน การดำรงชีวิต ผู้คน การบริหารภาครัฐ และสิ่งแวดล้อม แนวทาง เมืองอัจฉริยะที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยย้ำว่าจุดเริ่มต้นควรเป็นปัญหาของคนในพื้นที่ ไม่ใช่การเลือกอุปกรณ์ก่อนแล้วค่อยหาว่าจะนำไปใช้ทำอะไร
แต่ละโครงการจึงไม่จำเป็นต้องทำทุกด้านพร้อมกัน เมืองท่องเที่ยวอาจสนใจการเดินทางและคุณภาพชีวิต ส่วนพื้นที่ที่มีโจทย์เรื่องทรัพยากรอาจให้ความสำคัญกับพลังงานหรือสิ่งแวดล้อมมากกว่า
ข้อมูลดิจิทัล การเดินทาง และบริการเมือง
ด้านการบริหารภาครัฐเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลช่วยตัดสินใจและติดตามบริการสาธารณะ หากหน่วยงานเห็นปัญหาในพื้นที่ได้ชัดขึ้น ก็จัดลำดับงานและประสานผู้รับผิดชอบได้ตรงจุด ส่วนด้านการเดินทางมองถึงความสะดวกในการเข้าถึงสถานที่และบริการที่ประชาชนต้องใช้
ด้านเศรษฐกิจและผู้คนก็เกี่ยวข้องกัน เมืองต้องมองทั้งโอกาสของผู้ประกอบการและความสามารถของประชาชนในการใช้บริการใหม่ อย่างไรก็ดี การกล่าวว่าเมืองใดมีแพลตฟอร์มข้อมูลหรือระบบเดินทางเฉพาะ ต้องมีหลักฐานของโครงการนั้นรองรับก่อน
พลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต
ด้านพลังงานมุ่งใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับปัญหาที่กระทบพื้นที่ เช่น น้ำและขยะ ส่วนด้านการดำรงชีวิตมองผลต่อความเป็นอยู่และการเข้าถึงบริการ
ตัวอย่างการใช้ข้อมูลกับปัญหาใกล้ตัวคือ การพัฒนาระบบจัดการคุณภาพน้ำในเชียงราย ซึ่งกล่าวถึงการรับแจ้งและติดตามปัญหาน้ำประปา ตัวอย่างนี้แสดงวิธีที่เทคโนโลยีช่วยงานท้องถิ่น แต่ไม่ใช่หลักฐานรับรองสถานะเมืองอัจฉริยะของจังหวัด
ดูความก้าวหน้าของโครงการจากอะไร
ชื่อโครงการและแผนงานเป็นจุดเริ่มต้น แต่คนในพื้นที่ย่อมอยากรู้ว่าสิ่งที่ประกาศไว้เกิดขึ้นจริงหรือยัง การติดตามจึงควรแยก กิจกรรมที่เริ่มดำเนินการออกจากผลที่ประชาชนได้รับ เพราะการจัดอบรม การเปิดตัวระบบ และการใช้งานต่อเนื่องเป็นคนละช่วงของงาน
สำหรับโครงการด้านบริการเมือง คำถามที่ใช้ได้คือประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไร และเมื่อแจ้งปัญหาแล้วใครรับผิดชอบต่อ หากเป็นโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ควรดูว่ามีการรายงานข้อมูลหรือผลดำเนินงานที่ตรวจสอบได้หรือไม่
อีกจุดหนึ่งคือความต่อเนื่องหลังจบกิจกรรมทดลอง พื้นที่นำร่องอาจช่วยทดสอบวิธีทำงาน ก่อนตัดสินใจว่าจะขยายผลอย่างไร การเห็นผลในพื้นที่เล็กจึงยังไม่เท่ากับการใช้ระบบได้ทั่วเมือง
ท้ายที่สุด ตัวชี้วัดควรสัมพันธ์กับปัญหาที่โครงการตั้งใจแก้ หากเป้าหมายคือบริการที่สะดวกขึ้น การนับจำนวนอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวบอกประสบการณ์ของประชาชนไม่ได้ ต้องดูผลการให้บริการประกอบด้วย
วิธีตรวจสอบสถานะและความคืบหน้าของแต่ละพื้นที่
ก่อนใช้รายชื่อโครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยเป็นข้อมูลอ้างอิง ให้เริ่มที่ Smart City Data Platform ของ depaแพลตฟอร์มนี้แสดงชื่อเมือง พื้นที่ ผู้ดำเนินโครงการ และประเภทเมือง รายละเอียดเหล่านี้ช่วยแยกโครงการระดับย่านออกจากพื้นที่ระดับเมืองหรือจังหวัดได้
จากนั้นตรวจชื่อผู้ดำเนินโครงการและช่วงเวลาของข้อมูล หากพบชื่อเดียวกันในข่าวประชาสัมพันธ์ ให้ดูว่าข่าวกล่าวถึงการเริ่มต้นโครงการ การเข้าร่วมเครือข่าย ผลการจัดอันดับ หรือการรับรองอย่างเป็นทางการ ข่าวแต่ละแบบตอบคำถามต่างกัน
เทียบข้อมูลหลายจุดก่อนสรุปสถานะ
เริ่มจากชื่อพื้นที่จริง ไม่ใช่ชื่อจังหวัดที่ใช้ในพาดหัว แล้วดูหน่วยงานรับผิดชอบและประเภทเมืองในฐานข้อมูล หากต้องการทราบความคืบหน้าล่าสุด ให้เทียบกับประกาศของเทศบาล จังหวัด หรือเจ้าของโครงการโดยตรง
การมีชื่อในดัชนีปี 2023 ไม่ได้บอกสถานะปัจจุบันทั้งหมด เช่นเดียวกับการมีข่าวเปิดตัวในปีหนึ่งที่ไม่ยืนยันว่าระบบยังดำเนินงานอยู่ในปีถัดมา วันที่เผยแพร่ข้อมูลจึงสำคัญพอ ๆ กับชื่อโครงการ
ใช้ตัวเลขและรายชื่อให้ตรงนิยาม
ก่อนนับจำนวนเมือง ให้กำหนดก่อนว่าจะนับพื้นที่ที่ได้รับการรับรอง พื้นที่โครงการ หรือเขตนำร่อง งานวิจัยเรื่อง การจัดชุดข้อมูลสำหรับกำกับดูแลเมืองอัจฉริยะ ใช้ข้อมูลจากเมืองที่ได้รับการรับรองตามขอบเขตการศึกษา ซึ่งไม่ใช่นิยามเดียวกับการรวมทุกเทศบาลและกิจกรรมนำร่อง
รายชื่อและสถานะเปลี่ยนได้เมื่อมีโครงการใหม่หรือปรับขอบเขตงาน หากจะเผยแพร่ข้อมูล ควรระบุทั้งประเภทพื้นที่และวันที่ตรวจสอบไว้ด้วย ผู้อ่านจะได้รู้ว่ารายชื่อนั้นสะท้อนข้อมูลช่วงใด
คำถามที่พบบ่อย
เมืองอัจฉริยะในไทยมีทั้งหมดกี่แห่ง
คำตอบขึ้นอยู่กับสิ่งที่นับ เมืองที่ได้รับการรับรอง พื้นที่โครงการ และเขตนำร่องอาจอยู่คนละชุดข้อมูล จึงไม่ควรนำตัวเลขจากข่าวต่างปีมาบวกกัน หากต้องใช้จำนวนล่าสุด ให้ตรวจฐานข้อมูลของ depa พร้อมดูนิยามและวันที่ข้อมูลได้รับการปรับปรุง
เมืองอัจฉริยะต้องมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง
ไม่มีชุดอุปกรณ์ที่ทุกเมืองต้องติดตั้งเหมือนกัน เครื่องมือดิจิทัลควรตอบเป้าหมายของพื้นที่ เช่น ช่วยจัดการข้อมูลเพื่อปรับบริการ หรือช่วยติดตามปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งสำคัญคือหน่วยงานใช้ข้อมูลนั้นแก้ปัญหาได้จริงและประชาชนเข้าถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น
โครงการเมืองอัจฉริยะมีเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือไม่
มีพื้นที่พัฒนาในหลายภูมิภาค ตัวอย่างในบทความนี้ครอบคลุมระยอง ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ และกิจกรรมในเชียงรายด้วย อย่างไรก็ตาม แต่ละชื่ออาจหมายถึงพื้นที่จัดอันดับ เทศบาลในเครือข่าย หรือกิจกรรมนำร่อง จึงไม่ควรเหมารวมว่าได้รับการรับรองสถานะเดียวกัน
ประชาชนตรวจสอบข้อมูลโครงการได้จากที่ไหน
เริ่มที่ Smart City Data Platform ของ depa เพื่อดูชื่อพื้นที่ ประเภทเมือง และผู้ดำเนินโครงการ จากนั้นตรวจเว็บไซต์หรือประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่ออยากรู้ว่ากิจกรรมล่าสุดเปิดให้ใช้บริการแล้วหรือยัง ควรดูวันที่ประกาศทุกครั้ง
เมืองอัจฉริยะต่างจากเมืองดิจิทัลอย่างไร
คำว่าเมืองดิจิทัลมักชวนให้นึกถึงบริการออนไลน์และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ส่วนเมืองอัจฉริยะมองการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเมืองหลายด้าน รวมถึงชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อม การมีบริการดิจิทัลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาได้ แต่ไม่ได้บอกด้วยตัวเองว่าเมืองดำเนินงานครบทุกด้าน
โครงการกระจายทั่วไทย แต่ต้องดูสถานะเป็นรายพื้นที่
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยมีทั้งย่านในกรุงเทพฯ พื้นที่พัฒนาในภาคตะวันออก และเมืองภูมิภาค ขนาดพื้นที่ จุดเน้น และสถานะของแต่ละแห่งต่างกัน จึงอ่านชื่อโครงการเพียงอย่างเดียวไม่ได้
ก่อนนำรายชื่อไปอ้างอิง ให้ตรวจ ขอบเขตพื้นที่และสถานะล่าสุดจากข้อมูลทางการเสมอ วิธีนี้ช่วยให้เห็นภาพเมืองอัจฉริยะของไทยตามที่แต่ละพื้นที่ดำเนินงานอยู่จริง

