เชียงราย – พยาบาลโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ออกมาถือป้ายแสดงจุดยืน คัดค้านแนวทางจำกัดชั่วโมงทำงานใหม่ให้เหลือไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน พร้อมขอให้ผู้บริหารทบทวนอีกครั้ง เพราะมองว่านโยบายนี้ยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาขาดแคลนบุคลากร และอาจทำให้ความเหนื่อยล้าสะสมหนักขึ้นกว่าเดิม
วันที่ 16 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศหน้าเสาธงภายใน ตำรวจ ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตั้งด่านตรวจและจับกุมชายอายุ 33 ปี ในข้อหาครอบครอง ยาบ้า ">เชียงรายประชานุเคราะห์">โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ว่า มีพยาบาลวิชาชีพมากกว่า 300 คนมารวมตัวกัน เพื่อคัดค้านการปรับตารางเวรตามแนวทางใหม่ที่กำหนดให้ทำงานได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน โดยหลายคนสะท้อนว่า ภาระงานจริงของโรงพยาบาลรัฐหนักกว่าที่ตัวเลขกำหนดไว้ และเมื่อคนไม่พอ การทำให้ “อยู่ในกรอบ” อาจกลายเป็นการเร่งงานให้หนักกว่าเดิม
รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นผู้รับหนังสือร้องเรียนด้วยตนเอง พร้อมยืนยันว่าจะรับฟังข้อเสนอ และย้ำว่าการปรับใช้แนวทางเป็นแบบสมัครใจ ขึ้นกับบริบทของแต่ละหน่วยงาน
ระแสคัดค้านเกิดขึ้นหลังสภาการพยาบาลประกาศแนวทางการทำงานใหม่ มีผลตั้งแต่ 11 มีนาคม 2569 โดยกำหนดให้พยาบาลทำงานต่อเนื่องได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน (รวมโอที) และชั่วโมงทำงานรวมไม่เกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยลดความเหนื่อยล้า
แนวทางนี้เน้นการทำงานเป็นกะ 8 ชั่วโมงเป็นหลัก หากจำเป็นต้องทำโอทีให้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง และควรมีเวลาพักระหว่างกะอย่างน้อย 11 ชั่วโมง เป้าหมายคือเลี่ยงตารางเวรที่เร่งเกินไป เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและ สุขภาพ ของพยาบาล
อย่างไรก็ตาม พยาบาลจำนวนหนึ่งกังวลว่า เมื่อบุคลากรไม่พอ การทำตามข้อกำหนดอาจทำได้ยากในบางหน่วยงาน และอาจโยนภาระไปตกกับทีมเดิม
ตัวแทนพยาบาลชี้ คนไม่พอกับกะงานใหม่ เสี่ยงเหนื่อยกว่าเดิม
นายโนปารัตน์ โคมัต พยาบาลวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบ อธิบายว่าตนเข้าใจเจตนาดีของนโยบาย เพราะตั้งใจให้พยาบาลได้พักมากขึ้น แต่ปัญหาหลักคือจำนวนพยาบาลที่มีอยู่ “ไม่พอ” สำหรับการจัดกะตามแนวทางใหม่
เขาระบุว่า โรงพยาบาลรัฐมีจำนวนเตียงและปริมาณงานสูง ขณะที่อัตรากำลังไม่สอดคล้องกับภาระงาน เมื่อบังคับกรอบ 12 ชั่วโมง การจัดเวรให้ลงตัวจะยากขึ้น และพยาบาลอาจล้าเพิ่ม เพราะต้องทำงานภายใต้เวลาที่ตึงกว่าเดิม
นายโนปารัตน์ยังขอให้ผู้บริหารรับฟังเสียงจากหน้างาน และพิจารณาคงรูปแบบการจัดเวรเดิมที่ยืดหยุ่นกว่า เช่น การหมุนเวียนกะ 8 ชั่วโมงหรือ 16 ชั่วโมงตามความเหมาะสมของภาระงาน
อีกด้านหนึ่ง นางสาวฉัตรสุดา แสงดาว พยาบาลวิสัญญีและตัวแทนกลุ่มผู้ยื่นรายชื่อคัดค้าน เน้นผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวและครอบครัว เธอมองว่าการเลิกงานเวลา 20.00 น. ทำให้การดูแลลูกทำได้ยาก โดยเฉพาะคนที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว
เธอสะท้อนว่า เวลาประมาณ 16.00 น. เป็นช่วงสำคัญที่พ่อแม่ควรได้ดูแลลูกหลังเลิกเรียน แต่ตารางเวรใหม่ทำให้ต้องทิ้งภาระในบ้านไปทำงานในระบบที่ไม่ยั่งยืน เธอจึงขอให้ผู้บริหารมองความลำบากของพยาบาลทั่วไป และประเมินผลกระทบนโยบายนี้อย่างรอบด้าน
รองผอ.ฝ่ายการแพทย์ย้ำ สมัครใจตามบริบท และไม่มีบทลงโทษ
ดร.เปรมชัย ติรังกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ผู้รับเรื่องร้องเรียน ยืนยันกับกลุ่มพยาบาลว่า แนวทางดังกล่าวเป็นการปรับใช้แบบสมัครใจ และแต่ละแผนกมีเงื่อนไขต่างกัน
เขาระบุว่า หน่วยงานที่ยังมีข้อจำกัด ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทันที พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีการลงโทษหรือหักคะแนนจากการรวมตัวในครั้งนี้ เพราะโรงพยาบาลพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากร
วันเดียวกัน โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ออกแถลงการณ์ ชี้แจงกรณีความกังวลเรื่อง “เวรพยาบาล 12 ชั่วโมง” ที่ถูกพูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์ โดยย้ำจุดยืนว่า บุคลากรคือหัวใจของโรงพยาบาล และโรงพยาบาลให้ความสำคัญกับความเหนื่อยล้าจากการทำงานเกินขีดจำกัดเป็นอันดับต้น ๆ เพราะสุขภาวะของคนทำงานคือฐานของการดูแลผู้ป่วยที่มีคุณภาพ
โรงพยาบาลระบุว่า การจัดตารางเวรในปัจจุบันยึดตามมาตรฐานวิชาชีพ และด้วยจำนวนผู้ป่วยสะสมในพื้นที่ที่สูง จึงอยู่ระหว่างเร่งทบทวนการจัดสรรอัตรากำลัง ค่าตอบแทน และระบบสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อให้เกิดสมดุลชีวิตการทำงาน ลดความเหนื่อยล้าสะสม และขับเคลื่อนการแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วม
ขณะนี้ผู้บริหารเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากรพยาบาลทุกส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการทำงานที่เหมาะกับบริบทหน้างานจริง โดยตั้งเป้าให้พยาบาลมีเวลาพักผ่อนเพียงพอ ควบคู่มาตรฐานการดูแลผู้ป่วยระดับสูง และค่าตอบแทนที่เหมาะสม ภายใต้ข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากร
ท้ายที่สุด โรงพยาบาลย้ำว่าจะเร่งหาทางออกที่ทำได้จริงให้เห็นผลโดยเร็ว เพื่อให้บุคลากรทำงานได้อย่างมีความสุข และยังคงดูแลประชาชนชาวเชียงรายได้อย่างเต็มที่ต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ลิเวอร์พูลเสมอกับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ 1-1 ที่แอนฟิลด์
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตั้งด่านตรวจและจับกุมชายอายุ 33 ปี ในข้อหาครอบครองยาบ้า
เ ชียงราย– เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ ตำรวจ สภ.พาน ได้ผนึกกำลังกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ ปฏิบัติการนี้จัดขึ้นระหว่างเวลา 22.00 ถึง 24.00 น. บริเวณหน้าตู้ยามตำบลสันติสุข อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 30 นาย เพื่อตั้งจุดตรวจสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมาย การทำงานร่วมกันครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับประชาชนในชุมชน
การปฏิบัติงานนี้ดำเนินการตามแผนที่เรียกว่า “เครือข่ายใยแมงมุม” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นำข้อมูล อาชญากรรม มาวิเคราะห์อย่างละเอียด ทีมงานนำโดย พ.ต.อ.วิชัย ไชยอิ่นคำ ผู้กำกับการ สภ.พาน พร้อมด้วยตำรวจสายตรวจและ น.ส.พิชญกานต์ ตาดทอง กำนันตำบลสันติสุข ทุกฝ่ายได้ร่วมกันกำหนดจุดตรวจที่เหมาะสมที่สุด การใช้ข้อมูลจริงมาวางแผนช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นสำคัญ
- กำลังเจ้าหน้าที่ร่วม 30 นาย ตั้งด่านเครือข่ายใยแมงมุมในตำบลสันติสุขเพื่อสกัดกั้น ยาเสพติด
- ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติอาชญากรรมเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตั้งจุดตรวจและป้องกันเหตุร้าย
- จับกุมชายวัย 33 ปี พร้อมของกลาง ยาบ้า 10 เม็ด และตั้งข้อหาหนักเรื่องการเสพยาขณะขับขี่
ผลลัพธ์จากการตั้งจุดตรวจใยแมงมุม
จากการตรวจตราอย่างเข้มงวด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้หนึ่งราย ผู้ต้องหาเป็นชายชาวตำบลสันติสุข อายุ 33 ปี ซึ่งขับขี่ยานพาหนะผ่านเข้ามายังจุดตรวจ เมื่อทำการตรวจค้นอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวน 10 เม็ดอยู่ในความครอบครอง จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐานทันที
หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ข้อหาหลักคือการครอบครองยาเสพติดให้โทษและการเสพยาเสพติดในขณะขับขี่ยานพาหนะ ขณะนี้ผู้ต้องหาได้ถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้ว เหตุการณ์นี้ถือเป็นผลงานสำคัญที่สะท้อนการทำงานอย่างหนักของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อความสงบสุขของประชาชน
พลังของชุมชนในการต้านภัยยาเสพติด
ความสำเร็จในคืนดังกล่าวไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นผลจากความร่วมมือที่แข็งแกร่ง ฝ่ายปกครองและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ต่างมีบทบาทสำคัญในการลงพื้นที่ การทำงานแบบบูรณาการนี้ช่วยยกระดับการป้องกันปัญหายาเสพติดในอำเภอพานได้อย่างเป็นรูปธรรม
ชาวบ้านในตำบลสันติสุขต่างรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเมื่อเห็นการทำงานที่จริงจังและใกล้ชิดประชาชน การตั้งด่านแบบเครือข่ายใยแมงมุมจะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อตัดวงจรอาชญากรรมในพื้นที่ ทุกฝ่ายหวังว่าความร่วมมือนี้จะทำให้จังหวัดเชียงรายน่าอยู่และปลอดภัยยิ่งขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
งานวิ่ง Phu Chi Fa Trail Run 2026 ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงราย
ตำรวจเชียงรายเปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมแบบใยแมงมุม
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจเชียงรายเปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมแบบใยแมงมุม
ตำรวจ ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตั้งด่านตรวจและจับกุมชายอายุ 33 ปี ในข้อหาครอบครอง ยาบ้า ">เชียงราย– เมื่อคืนวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เริ่มปฏิบัติการครั้งสำคัญเพื่อรักษาความปลอดภัยใน จังหวัดเชียงราย พล.ต.ต.มานพ เสนากูล รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย พ.ต.อ.เกรียงศักดิ์ ตงศิริ นำกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานลงพื้นที่ พวกเขาได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองเชียงราย เพื่อตั้งจุดตรวจความปลอดภัย ปฏิบัติการนี้จัดขึ้นบริเวณหน้าตลาดล้านเมือง ตำบลสันทราย โดยมีเป้าหมายหลักในการป้องกันเหตุร้ายและดูแลประชาชน
การลงพื้นที่ครั้งนี้ใช้แผนปฏิบัติการที่เรียกว่า “เครือข่ายใยแมงมุม” ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานที่เน้นความแม่นยำและการใช้ข้อมูลจริง เจ้าหน้าที่จะนำสถิติและสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาวิเคราะห์ เพื่อหาจุดที่ควรตั้งด่านตรวจให้เกิดประโยชน์สูงสุด วิธีนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ตรงจุดมากขึ้น ไม่ใช่แค่การสุ่มตรวจทั่วไป แต่เป็นการวางกำลังเพื่อป้องกันและสกัดกั้นคนทำผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญ
- ยกระดับความปลอดภัย:ตำรวจภาค 5 สนธิกำลังตั้งด่าน “ใยแมงมุม” ทั่วเชียงรายเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม
- จับกุมผู้กระทำผิด:ด่านแม่คำ อำเภอแม่จัน สามารถรวบตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติดได้ 1 รายอย่างรวดเร็ว
- ใช้ข้อมูลทำงาน:แผนใยแมงมุมใช้การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่เสี่ยง เพื่อจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่อย่างแม่นยำและตรงจุด
ผลงานด่านแม่คำ สกัดจับเครือข่ายยาเสพติด
ในคืนเดียวกันนั้น แผนเครือข่ายใยแมงมุมก็แสดงผลงานอย่างชัดเจนในอีกพื้นที่หนึ่งของจังหวัด พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ จิตรประสาร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่จัน ได้นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษร่วมกันตั้งด่านตรวจสกัด พวกเขาประจำการอยู่ที่บริเวณด่านตรวจแม่คำ อำเภอแม่จัน ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการสัญจร การทำงานเป็นไปอย่างเข้มงวดและรัดกุมตามนโยบายระดับจังหวัดที่วางเอาไว้
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างขะมักเขม้น พวกเขาได้เรียกตรวจค้นบุคคลต้องสงสัยตามหลักการทำงาน ผลจากการตรวจค้นอย่างละเอียด ทำให้ตำรวจสามารถจับกุมชายผู้กระทำความผิดได้ 1 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นยาเสพติดได้จำนวนหนึ่ง การจับกุมครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า การตั้งด่านแบบมีข้อมูลรองรับนั้น สามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดของสิ่งผิดกฎหมายได้อย่างแท้จริง โดยสามารถติดตาม ข่าวสารตำรวจภูธรภาค 5 เพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางทางการ
อำเภอแม่จันถือเป็นพื้นที่สำคัญที่มีการสัญจรไปมาอย่างหนาแน่น และเชื่อมต่อกับหลายอำเภอ การตั้งจุดตรวจที่ด่านแม่คำจึงเป็นการตัดวงจรการขนส่งสิ่งผิดกฎหมายได้อย่างดีเยี่ยม เจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้กระทำผิดเล็ดลอดไปได้ การสกัดจับครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงที่ยาเสพติดจะกระจายเข้าสู่ชุมชนตอนใน
บูรณาการกำลัง สร้างความอุ่นใจให้ชุมชน
การทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจและฝ่ายปกครอง ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการนี้ราบรื่นและประสบความสำเร็จ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต่างรู้หน้าที่และเป้าหมายของตนเองอย่างชัดเจน การแบ่งพื้นที่รับผิดชอบและเชื่อมโยงข้อมูลกันเหมือนใยแมงมุม ทำให้ผู้กระทำผิดหลบหนีได้ยากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา
เป้าหมายสูงสุดของปฏิบัติการทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายเท่านั้น แต่คือการดูแลความสงบเรียบร้อยให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดล้านเมือง หรือชาวบ้านที่เดินทางไปมาในยามวิกาล ต่างรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น พวกเขามีความมั่นใจเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
ในอนาคต คาดว่าทางเจ้าหน้าที่จะยังคงใช้แผนเครือข่ายใยแมงมุมนี้ต่อไป พร้อมทั้งปรับปรุงข้อมูลให้ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ประชาชนเองก็สามารถเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา เพื่อร่วมกันสร้างชุมชนที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน
การเดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเชียงราย ด้วยการทำงานที่โปร่งใส ใช้ข้อมูลจริง และร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทำให้ความหวังที่จะเห็นชุมชนปลอดภัยจากเหตุร้ายต่างๆ เข้าใกล้ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจชายแดนเชียงใหม่ยึดยาบ้าได้ 2.8 ล้านเม็ด
จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจยึดยาไอซ์ 350 กิโลกรัม ที่ด่านตรวจเชียงราย
ตำรวจ ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตั้งด่านตรวจและจับกุมชายอายุ 33 ปี ในข้อหาครอบครองยาบ้า">เชียงราย– เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พาน ได้นำกำลังตั้งจุดตรวจ ยาเสพติด ที่บริเวณด่านตรวจปูแกง ตำบลแม่เย็น อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย การปฏิบัติงานครั้งนี้นำโดย พ.ต.อ.วิชัย ไชยอิ่นคำ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายนาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายบนถนนพหลโยธิน
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น ได้มีรถบรรทุก 4 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน กรุงเทพมหานคร ขับผ่านมา รถคันนี้เดินทางมาจากอำเภอเมืองเชียงรายและกำลังมุ่งหน้าไปยังจังหวัดพะเยา เจ้าหน้าที่พบว่ารถมีลักษณะน่าสงสัยจึงได้เรียกให้หยุดเพื่อทำการตรวจค้นอย่างละเอียด โดยพบผู้ขับขี่คือ นายวรวุฒิ อายุ 32 ปี และมีแฟนสาวคือ น.ส.ปภัสรา อายุ 33 ปี นั่งโดยสารมาด้วย ทั้งคู่เป็นชาวอำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย
ประเด็นสำคัญ
-
ตำรวจด่านปูแกงจับกุมหนุ่มสาวชาวหนองคาย ลักลอบขนยาไอซ์จำนวน 350 กิโลกรัม ซุกซ่อนในกระบะดัดแปลง
-
ผู้ต้องหารับสารภาพว่ารับจ้างขนยาจากชายแดนแม่สาย ไปส่งที่จังหวัดสมุทรปราการ แลกกับค่าตอบแทน 300,000 บาท
-
เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมสืบสวนขยายผล เพื่อกวาดล้างผู้ว่าจ้างและเครือข่ายยาเสพติดที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
ในตอนแรก การตรวจสอบภายนอกรถไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ แต่เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่าผู้ต้องหามีพฤติกรรมท่าทางที่มีพิรุธ จึงได้ทำการตรวจค้นรถอย่างละเอียดอีกครั้ง จนกระทั่งพบว่าบริเวณพื้นกระบะด้านหลังถูกดัดแปลงอย่างแนบเนียนให้เป็นช่องลับใต้ท้องรถ ช่องลับนี้ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษในการขันนอตจึงจะสามารถเปิดออกได้
เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดช่องลับ พวกเขาพบซองชาเขียวบรรจุสุญญากาศ 350 ซองเรียงกันอย่างแน่นหนาอยู่ภายใน การตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าแต่ละซองบรรจุยาเมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) ประมาณ 1 กิโลกรัม รวมทั้งหมด 350 กิโลกรัม ผู้ต้องสงสัยทั้งสองถูกจับกุมในทันที
สารภาพรับจ้างขนส่งเข้าพื้นที่ชั้นใน
จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ให้การรับสารภาพว่า พวกตนไปรับยาเสพติดจำนวนนี้มาจากพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา ทางฝั่งอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป้าหมายคือการลำเลียงยาเสพติดทั้งหมดไปส่งให้ผู้รับในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยผู้ต้องหาเปิดเผยว่าได้รับค่าจ้างในการขนส่งครั้งนี้เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท
หลังจากทำการจับกุมและสอบสวนเบื้องต้นแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งมอบให้กับชุดสืบสวน สภ.พาน นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับชุดขยายผลยาเสพติด กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ทางตำรวจจะเร่งสืบสวนเพื่อขยายผลไปถึงตัวผู้ว่าจ้างและทลายเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดนี้ให้สิ้นซาก

