เชียงราย –เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาครายงานเมื่อวันอังคารว่า ขณะนี้ยังมี 238 หมู่บ้านใน 15 อำเภอของจังหวัดเชียงราย ที่มีประชาชน 2,870 ครัวเรือนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้ประเทศจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอ แต่การทำให้ทุกบ้านเข้าถึงไฟฟ้าได้จริง ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเร่งแก้
สำหรับคนในพื้นที่ห่างไกล ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะไฟฟ้าคือสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ทั้งแสงสว่างในบ้าน พัดลม ตู้เย็น และความปลอดภัยยามค่ำคืน
เชียงราย ">จังหวัดเชียงราย">ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย เป็นประธานประชุมเพื่อติดตามแนวทางช่วยเหลือครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในปีงบประมาณ 2569
การทำงานครั้งนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่ม เพราะจังหวัดลงพื้นที่รับฟังข้อมูลจากผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสำรวจไปแล้ว 11 จาก 18 อำเภอ และผลที่พบก็ตรงกัน คือหลายชุมชนยังติดปัญหาเรื่องการเข้าถึงไฟฟ้า
เพราะแบบนี้ จังหวัดจึงไม่ได้มองว่าเป็นเพียงปัญหารายจุดอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้ทั้งกฎหมาย งบประมาณ และเทคโนโลยีที่เหมาะกับสภาพพื้นที่เข้ามาช่วย
ขณะเดียวกัน เชียงรายยังเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยากมีโอกาสใช้ไฟฟ้าได้มากขึ้น และอยู่ได้ในระยะยาว

เชียงรายชูโซลาร์เซลล์เป็นทางออกสำคัญ
เหตุผลที่จังหวัดให้ความสำคัญกับพลังงานแสงอาทิตย์ ก็เพราะหลายพื้นที่ของเชียงรายมีข้อจำกัดชัดเจน ทั้งภูเขาสูง หมู่บ้านห่างไกล ข้อกฎหมายในบางเขต และต้นทุนการขยายสายส่งที่สูงมาก เมื่อเทียบกับจำนวนบ้านที่ได้รับประโยชน์
ตัวเลข 2,870 ครัวเรือนอาจดูเหมือนแค่ข้อมูลในรายงานราชการ แต่สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ มันหมายถึงชีวิตจริงที่ยังขาดความสะดวกพื้นฐาน หลายบ้านต้องอยู่กับแสงสว่างที่ไม่เพียงพอในเวลากลางคืน เด็กบางคนอ่านหนังสือลำบากหลังพระอาทิตย์ตก
นอกจากนี้ หลายครอบครัวยังเก็บอาหารสดได้ยาก ผู้สูงอายุและผู้ป่วยก็ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีความสะดวกพื้นฐานเหมือนคนในเมือง ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตโดยตรง
ผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวว่า การพัฒนาด้านพลังงานวัดจากกำลังผลิตของประเทศอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดูด้วยว่าประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงไฟฟ้าได้จริงหรือไม่ ถ้ายังมีครัวเรือนจำนวนมากอยู่นอกระบบ ความเหลื่อมล้ำด้านพลังงานก็ยังคงมีอยู่
อีกสัญญาณที่เห็นชัดจากแผนงานของเชียงราย คือการหันมาให้น้ำหนักกับโซลาร์เซลล์มากขึ้น แทนที่จะพึ่งการขยายโครงข่ายไฟฟ้าแบบเดิมเพียงอย่างเดียว จังหวัดกำลังมองระบบพลังงานแสงอาทิตย์เป็นคำตอบที่ใช้ได้จริงกับชุมชนห่างไกล
แนวทางนี้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ เพราะบางแห่งหากต้องขยายสายส่งไฟฟ้า ต้นทุนจะสูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้ไฟ ในกรณีแบบนี้ โซลาร์เซลล์จึงอาจเหมาะกว่า โดยเฉพาะพื้นที่ที่ภูมิประเทศและข้อจำกัดด้านการก่อสร้างทำให้การขยายระบบถาวรทำได้ยาก
เรื่องนี้ยังสะท้อนการปรับทิศทางนโยบายของจังหวัดด้วย เพราะเชียงรายไม่ได้ใช้วิธีเดียว แต่ผสมทั้งกฎหมาย เงินสนับสนุนจากภาครัฐ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้าด้วยกัน ดังนั้น จังหวัดนี้อาจกลายเป็นตัวอย่างให้พื้นที่อื่นที่เจอปัญหาแบบเดียวกันได้

เมื่อไฟฟ้าเข้าถึง ชีวิตประจำวันก็ดีขึ้น
ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่า เชียงรายจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนต่อไป เพื่อเร่งช่วยเหลือครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้า เป้าหมายคือให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าได้กว้างขึ้น ยกระดับความเป็นอยู่ และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของจังหวัด
เป้าหมายนี้ไปไกลกว่าการมีสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพราะไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับงาน รายได้ การเก็บอาหาร การสื่อสาร การเรียน และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน หากบ้านใดไม่มีไฟฟ้าที่มั่นคง เรื่องอื่นก็มักได้รับผลกระทบตามไปด้วย
สำหรับชุมชนห่างไกล ไฟฟ้าไม่ได้มีความหมายแค่เปิดหลอดไฟได้เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้มีรายได้ดีขึ้น เข้าถึงการรักษาพยาบาลดีขึ้น เด็กเรียนได้ดีขึ้น และเศรษฐกิจชุมชนก็เดินหน้าได้มากกว่าเดิม
ในขณะที่เชียงรายกำลังเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าในระดับพื้นที่ ระดับประเทศก็กำลังจับตาเรื่องเสถียรภาพพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกและสถานการณ์เชื้อเพลิงยังมีความไม่แน่นอน หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากคือการจัดหา LNG ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบทั้งราคาและปริมาณ
ในประเด็นนี้ พูนพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยกับ Nakorn News ว่า ระบบไฟฟ้าของไทยยังมีเสถียรภาพ และยังสามารถบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการได้ แม้ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงอากาศร้อนและมีการใช้ไฟสูงสุดของปี
ประเด็นสำคัญคือ ไทยไม่ได้พึ่งพา LNG จากแหล่งเดียว แต่สามารถนำเข้าจากหลายภูมิภาคทั่วโลกได้ จึงยังไม่มีความเสี่ยงเร่งด่วนเรื่องเชื้อเพลิงขาดแคลนสำหรับการผลิตไฟฟ้าระดับประเทศ
ข้อมูลนี้มีความหมายไม่น้อย เพราะที่ผ่านมา หลายคนติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่ความต้องการใช้ไฟเพิ่มขึ้นมาก
ไทยเตรียมแผนเชื้อเพลิงไว้ก่อนช่วงพีก
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานยังระบุด้วยว่า ไทยประเมินความเสี่ยงด้านพลังงานไว้ล่วงหน้าก่อนสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางจะรุนแรงขึ้น และได้วางแผนนำเข้า LNG จำนวน 3 เที่ยวเรือ โดยในเดือนเมษายนสามารถจัดหาได้แล้ว 2 เที่ยว
พร้อมกันนั้น ไทยยังเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน hydropower และก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย เพื่อช่วยลดการพึ่งพา LNG นำเข้าในบางช่วง
ด้านการบริหารเชื้อเพลิงก็มีการปรับตัวเช่นกัน ในเดือนมีนาคม ไทยลดการนำเข้า LNG ลง 70 เปอร์เซ็นต์ต่อ 1 เที่ยวเรือ และเพิ่มการใช้ก๊าซในประเทศขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ต่อ 1 เที่ยวเรือ ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ประเทศไม่ได้ฝากความหวังไว้กับเชื้อเพลิงชนิดเดียว แต่กระจายความเสี่ยงเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
สรุปง่าย ๆ คือ ตอนนี้ไทยกำลังจัดการเรื่องพลังงาน 2 ด้านไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าระดับประเทศ อีกด้านคือทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงไฟฟ้าได้จริงในชีวิตประจำวัน
อีกข้อมูลที่สำคัญคือสัดส่วนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของไทยในปี 2025 ซึ่งหน่วยงานกำกับระบุว่า ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก คิดเป็น 56 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด
ก๊าซส่วนนี้มาจาก 3 แหล่งหลัก คือประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์มาจากอ่าวไทย 10 เปอร์เซ็นต์มาจากการนำเข้าผ่านท่อจากเมียนมา และอีก 40 เปอร์เซ็นต์มาในรูปแบบ LNG
โครงสร้างแบบนี้มีทั้งจุดแข็งและความเสี่ยง ด้านหนึ่ง ไทยมีแหล่งเชื้อเพลิงมากกว่าหนึ่งทาง จึงไม่ได้พึ่งตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อก๊าซธรรมชาติยังเป็นเชื้อเพลิงหลัก ความผันผวนของตลาดก๊าซโลกก็ยังส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและแผนการจัดหาเชื้อเพลิงของไทยได้อยู่
เพราะเหตุนี้ หน่วยงานกำกับจึงระบุว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อควบคุมต้นทุน รักษาเสถียรภาพของระบบ และดูแลความเป็นธรรมให้ผู้ใช้พลังงาน
ปัญหาของเชียงรายสะท้อนเรื่องเดียวกับระดับประเทศ
สถานการณ์ในเชียงรายและข้อมูลจากหน่วยงานกำกับพลังงานระดับประเทศ ชี้ไปที่ประเด็นเดียวกัน คือการเข้าถึงพลังงานอย่างเป็นธรรม ในระดับประเทศ ไทยยืนยันว่ามีเชื้อเพลิงและกำลังผลิตไฟฟ้าเพียงพอรองรับความต้องการ
แต่ในระดับพื้นที่ ยังมีอีกหลายพันครัวเรือนในเชียงรายที่รอสิ่งพื้นฐานมากที่สุดอย่างไฟฟ้าใช้ในบ้าน ความจริงทั้งสองด้านนี้ต้องมองควบคู่กัน เพราะระบบที่มั่นคงในภาพรวมยังไม่เพียงพอ ถ้ายังมีครอบครัวจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงระบบนั้น
กรณีของเชียงรายทำให้เห็นชัดว่า ความมั่นคงด้านพลังงานไม่ได้จบแค่โรงไฟฟ้าหรือคลังเชื้อเพลิง แต่จะมีความหมายจริงก็ต่อเมื่อไฟฟ้าไปถึงทุกบ้าน และช่วยให้ชีวิตของคนดีขึ้นอย่างจับต้องได้
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวการประชุมจังหวัด หรือรายงานเชิงเทคนิคของระบบไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนช่องว่างระหว่างนโยบายระดับชาติ กับชีวิตจริงของคนในชุมชนห่างไกล
ด้านหนึ่ง เชียงรายกำลังเร่งหาทางออกให้ 2,870 ครัวเรือนใน 238 หมู่บ้าน 15 อำเภอ ด้วยการใช้ช่องทางกฎหมาย งบภาครัฐ และพลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยผลักดันงานให้เดินหน้า
อีกด้านหนึ่ง คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานก็ยืนยันว่า ระบบไฟฟ้าของไทยยังมีเสถียรภาพ และพร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟสูงในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม
แม้ตอนนี้จะยังไม่มีบทสรุปที่สมบูรณ์ แต่ทิศทางเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ไทยกำลังพยายามดูแลทั้งความมั่นคงของระบบ และความเป็นธรรมในการเข้าถึงไฟฟ้าไปพร้อมกัน
สำหรับครอบครัวในเชียงรายที่อยู่โดยไม่มีไฟฟ้ามานาน สิ่งที่สำคัญมากที่สุดอาจเป็นเรื่องนี้เอง คือปัญหาของพวกเขาไม่ได้ถูกมองข้ามอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับเป็นปัญหาสาธารณะที่ต้องมีคำตอบอย่างจริงจัง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เห็นด่านแล้วไหวตัวทัน คนขนยาบ้าทิ้ง จยย. กลางทาง ก่อนหนีเข้าป่าชานเมืองเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ

กาญจนบุรี– เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและ ทำร้ายร่างกาย ผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์ กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย– เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด ">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบร้านหมาล่าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ร้านแห่งนี้ถูกจับกุมหลังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงรสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส” เพื่อกวาดล้างสิ่งเสพติดและคืนความสงบสุขสู่สังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
นโยบายนี้ตอบรับข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกชุมชน การลงพื้นที่นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย พวกเขาทำงานประสานกันเพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและตัดวงจร ยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการที่รวดเร็วเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้ทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- เจ้าหน้าที่บุกจับร้านหมาล่าในอำเภอเมืองเชียงรายที่ลอบขายน้ำกระท่อมให้เด็กและวัยรุ่น
- ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบมาขายน้ำกระท่อมปรุงรสเพียงอย่างเดียวในราคาถุงละ 85 บาท
- การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส”
สภาพร้านและพฤติการณ์การขาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบว่าร้านดังกล่าวมีป้ายขายหมาล่าและชานมบังหน้า แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขายสินค้าเหล่านั้นแล้ว ภายในร้านมีการต้มและผสมน้ำกระท่อมปรุงรสตามที่ลูกค้าวัยรุ่นต้องการอย่างเปิดเผย แหล่ง ข่าวท้องถิ่น รายงานว่าทางร้านจำหน่ายน้ำกระท่อมในราคาถุงละ 85 บาท ร้านแห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึง 23.00 น. ของทุกวัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทางร้านมีรายได้จากการขายน้ำกระท่อมเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะเดินทางมาซื้อในช่วงค่ำลากยาวไปจนถึงตอนดึก เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คนไว้สอบปากคำ พร้อมทั้งทำการยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นโยบายกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับสูง การทำงานร่วมกันระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานความมั่นคงแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชุมชนในจังหวัดเชียงรายจึงสามารถคาดหวังถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานได้อย่างแน่นอน











