เชียงใหม่ – ตำรวจ ได้จับกุมคู่สามีภรรยาชาวไทยหลังจากพบว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ พวกเขาถูกจับได้ขณะล่อลวงคนไทยด้วยกันให้ไปทำงานโดยไม่สมัครใจในศูนย์บริการทางโทรศัพท์ในกัมพูชา ข่าวนี้เป็นคำเตือนที่สำคัญสำหรับทุกคนที่กำลังมองหางานออนไลน์ให้ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
ตามรายงานจาก Bangkok Post ผู้ต้องหาทั้งสองรายคือ นายอังคาร อายุ 28 ปี และ นางสาวสหทัย อายุ 29 ปี ทั้งคู่ถูกจับกุมตัวได้ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในหมู่บ้านอรุโณทัย ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยการนำกำลังเข้าจับกุมครั้งนี้อยู่ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์
จุดเริ่มต้นจากคำสัญญางานสบาย
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ผู้เสียหายสองคนได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเล่าว่าพวกเขาถูกคู่รักคู่นี้ชักชวนให้ไปทำงานเอกสารหรืองานธุรการที่ประเทศกัมพูชา ด้วยข้อเสนอที่ดูน่าสนใจและดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ ผู้เสียหายจึงตัดสินใจเดินทางข้าม พรมแดน ไปทำงานตามที่ตกลงกันไว้
แต่เมื่อไปถึงประเทศกัมพูชา ความจริงกลับไม่เป็นอย่างที่คิด พวกเขาถูกกักขังและบังคับให้ทำงานใน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หน้าที่หลักคือการ หลอกลวง ผู้บริสุทธิ์ให้มาร่วมลงทุน หรือการหลอกเอาเงินทางออนไลน์
ฝันร้ายและการทารุณกรรมในค่ายกักกัน
ชีวิตในค่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นโหดร้ายมาก ผู้เสียหายเล่าว่าหากใครทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย หรือหาเงินหลอกลวงเหยื่อได้ไม่ครบตามยอดที่หัวหน้าแก๊งกำหนด จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
- การทำร้ายร่างกาย:มีการใช้กระบองไฟฟ้าช็อตและทุบตีพนักงานที่ไม่สามารถทำยอดได้ตามที่ตั้งไว้
- สภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย:การกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้พนักงานไม่มีอิสระในการใช้ชีวิต ต้องทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พัก
- เหตุการณ์สลด:ผู้เสียหายยืนยันว่าพวกเขาเคยเห็นคนไทยบางคนที่ถูกทำร้ายอย่างหนักจนเสียชีวิตในห้องขัง ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนในนั้น
การเจรจาเรียกค่าไถ่และการหลบหนี
เคราะห์ดีที่ผู้เสียหายทั้งสองคนล้มป่วยอย่างหนักในระหว่างที่ถูกกักขัง พวกเขาจึงขอร้องให้หัวหน้าแก๊งชาวจีนปล่อยตัวกลับประเทศไทย แต่ทางแก๊งกลับฉวยโอกาสนี้เรียกร้องเงินค่าไถ่สูงถึง 500,000 บาทต่อคน
หลังจากพยายามเจรจาต่อรอง ในที่สุดแก๊งชาวจีนก็ยอมลดค่าไถ่ลงเหลือ 120,000 บาทต่อคน เมื่อญาติของผู้เสียหายรวบรวมเงินและจ่ายให้เรียบร้อย พวกเขาก็ถูกปล่อยตัวและรีบเดินทางกลับมายังประเทศไทย เพื่อเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
ปฏิบัติการตามล่าตัวผู้กระทำผิด
หลังจากได้รับแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานจนสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ถึง 10 คน ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวจีนที่เป็นตัวการใหญ่ระดับสั่งการที่กบดานอยู่ต่างประเทศ
จากการติดตามตัว ตำรวจพบว่านายอังคารและนางสาวสหทัยได้ลักลอบเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยในตอนแรกทั้งคู่ไปซ่อนตัวอยู่ที่อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชา ก่อนจะย้ายไปกบดานที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งถูกตำรวจตามจับตัวได้ในที่สุด
เมื่อตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพัก ก็พบหลักฐานสำคัญคือประวัติการพูดคุยออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่กำลังพยายามหาทางหลอกลวงเหยื่อรายใหม่ๆ เพิ่มเติม
ข้อแก้ตัวและการสืบสวนที่ยังดำเนินต่อไป
แม้หลักฐานจะมัดตัวแน่นหนา แต่ผู้ต้องหาทั้งสองยังคงให้การปฏิเสธ พวกเขาอ้างว่าเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานของผู้เสียหาย และยอมรับว่าเคยเห็นการทำร้ายร่างกายรวมถึงการเรียกค่าไถ่ในกัมพูชาจริง แต่ยืนยันเสียงแข็งว่าไม่ได้เป็นคนหลอกลวงผู้เสียหายไปทำงาน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การดังกล่าว เนื่องจากมีพยานหลักฐานอื่นที่บ่งชี้ว่าคู่รักคู่นี้อาจทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ “บัญชีม้า” (บัญชีธนาคารที่ใช้รับโอนเงินผิดกฎหมายเพื่อซ่อนเส้นทางการเงิน) ให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วย
ทำไมคนไทยถึงตกเป็นเหยื่อ?
ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นผลมาจากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ทำงานอย่างเป็นระบบ พวกเขามักจะใช้ความต้องการมีรายได้ที่มั่นคงของประชาชนมาเป็นเหยื่อล่อ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคือง มิจฉาชีพจะสร้างประกาศรับสมัครงานปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ และเสนอเงินเดือนที่สูงเกินจริงเพื่อดึงดูดความสนใจ
วิธีป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพหลอกหางาน
จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ดังนี้:
- ตรวจสอบข้อมูลบริษัทอย่างละเอียด:หากมีคนเสนอให้ไปทำงานต่างประเทศ ควรตรวจสอบชื่อบริษัท สถานที่ตั้ง และความน่าเชื่อถืออย่างรอบคอบ ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่ามีคนเคยพูดถึงบริษัทนี้ในแง่ลบหรือไม่
- ระวังข้อเสนอที่ดีเกินจริง:งานที่สัญญาว่าจะให้เงินเดือนสูง มีสวัสดิการดีเลิศ แลกกับงานที่ดูง่ายดาย เช่น การตอบแชทลูกค้า หรือการทำเอกสาร มักจะเป็นการหลอกลวง
- ปรึกษาหน่วยงานของรัฐ:ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ควรสอบถามข้อมูลจากกรมการจัดหางาน เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีนายจ้างที่มีตัวตนจริง
- สังเกตพฤติกรรมการชักชวน:หากผู้ชักชวนเร่งรัดให้ตัดสินใจเร็วๆ หรือบอกว่าไม่ต้องใช้เอกสารสำคัญใดๆ หรืออาสาจัดการเรื่องการเดินทางข้ามแดนแบบผิดกฎหมาย ให้สงสัยไว้ก่อนว่าคุณกำลังถูกหลอก
- อย่าไว้ใจคนแปลกหน้าบนสื่อสังคมออนไลน์:มิจฉาชีพมักจะแฝงตัวมาในรูปแบบของเพื่อนใหม่ หรือคนคุยในแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ค่อยๆ สร้างความไว้ใจก่อนจะชักชวนไปทำงาน
ทางการตำรวจได้ย้ำเตือนอีกครั้งว่า การเข้าไปพัวพันกับแก๊งเหล่านี้ ไม่ว่าจะในฐานะผู้ถูกหลอก หรือผู้ที่เต็มใจไปทำงานเพื่อแลกกับเงินก้อนโต ล้วนมีความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยอย่างประเมินค่าไม่ได้ เมื่อก้าวข้ามพรมแดนไปแล้ว การขอความช่วยเหลือจะทำได้ยากลำบากมาก เนื่องจากพื้นที่เหล่านั้นมักถูกควบคุมโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่ร่วมมือกับแก๊งอาชญากร
คดีนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่ฝังรากลึกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ประชาชน และสื่อมวลชนในการรับรู้ความจริง จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดจำนวนผู้เสียหายในอนาคต
ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
ระทึกกลางวัดดังเชียงใหม่! กิ่งโพธิ์ยักษ์อายุกว่า 100 ปี หักทับชาวบ้านขณะทำบุญ บาดเจ็บระนาว
บริษัท บัส เทอร์มินัล (BTC) ได้เปิดให้บริการรถโดยสารประจำทาง 3 เส้นทางใหม่ เชื่อมต่อเชียงใหม่ เชียงราย และอุบลราชธานี
เชียงใหม่ - Chiang Mai
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
เชียงใหม่– วันที่ 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ชุดปราบปราม อาชญากรรม ทางเทคโนโลยี">อาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 นำกำลังพร้อมหมายศาล บุกเข้าค้นบ้านหลังหนึ่งในอำเภอสันทราย ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังตำรวจสืบทราบว่า มีการลักลอบขายอาวุธปืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก ถือเป็นภัยอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ ตำรวจได้ล่อซื้อปืนจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ ใช้ชีวิต ให้คุ้มค่า ” ซึ่งโพสต์ขายปืนลมแรงดันสูงในกลุ่มที่มีสมาชิกกว่า 2,200 คน เมื่อทีมตรวจค้นไปถึงบ้านเป้าหมาย พบว่ามี สุนัข เฝ้าบ้าน 3 ตัว โดยหนึ่งในนั้นเป็นสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานที่ดุร้ายมาก เจ้าหน้าที่จึงต้องนำอาหารไปหลอกล่อให้สุนัขเชื่องและเดินออกไปก่อน จึงจะสามารถบุกเข้าไปในบ้านได้อย่างปลอดภัย
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจภาค 5 บุกค้นบ้านในจังหวัดเชียงใหม่ ทลายแหล่งผลิตอาวุธปืนเถื่อนออนไลน์
- เจ้าหน้าที่ต้องใช้อาหารล่อสุนัขดุร้าย 3 ตัว ก่อนเข้าจับกุมผู้ต้องหาวัย 50 ปีได้สำเร็จ
- ผู้ต้องหาสั่งอะไหล่จากอินเทอร์เน็ตมาประกอบปืนขาย สร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน
เมื่อเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ด้านหลังบ้าน ตำรวจก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกดัดแปลงเป็นโกดังผลิตอาวุธปืนเถื่อน เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัวนายดวงจันทร์ อายุ 50 ปี ชาวตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย ทันที พร้อมยึดของกลางเป็นปืนลมแรงดันสูง (PCP) จำนวน 4 กระบอก นอกจากนี้ยังพบกล้องเล็ง กระสุนหัวตะกั่ว กระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 17 นัด และอุปกรณ์ประกอบปืนอีกหลายรายการ
จากการสอบถามเบื้องต้น นายดวงจันทร์เล่าว่าตนเองเรียนจบแค่ชั้นมัธยมศึกษา แต่เป็นคนชอบศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เขาใช้ประสบการณ์ที่คลุกคลีกับการทำปืนเถื่อนมานานกว่า 15 ปีเป็นทุนเดิม โดยมักจะสั่งซื้อชิ้นส่วนต่างๆ ผ่านทางแอปพลิเคชันซื้อขายออนไลน์ชื่อดัง จากนั้นก็นำอะไหล่ทั้งหมดมานั่งประกอบชิ้นส่วนในห้องหลังบ้านของตนเอง
รายได้งามจากการขายอาวุธปืนออนไลน์
หลังจากประกอบปืนเสร็จ เขาจะนำสินค้าไปโพสต์ขายในกลุ่มเฟซบุ๊ก โดยตั้งราคาอยู่ที่กระบอกละ 9,500 ถึง 11,500 บาท นายดวงจันทร์รับสารภาพว่าเขาสามารถขายปืนได้ประมาณ 2 ถึง 5 กระบอกต่อเดือน ทำให้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ถึง 50,000 บาทเลยทีเดียว ขณะนี้ทาง ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแล้ว
เหตุการณ์จับกุมครั้งนี้ถือเป็นการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ การลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนทางอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องผิดกฎหมายและสร้างความไม่ปลอดภัยในสังคม เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเดินหน้าสืบสวนและกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อความสงบสุขของประชาชน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แผ่นดินไหวเชียงใหม่: อ.ฮอด สั่น 3 ครั้งรวด ไร้เจ็บ
ระดับสารหนูในแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับสูง
เชียงใหม่ - Chiang Mai
เมาแล้วขับ! ซิ่งเก๋งชนคนกวาดถนนเชียงใหม่ดับคาที่

เชียงใหม่ – เชียงใหม่เกิดเหตุการณ์น่าสลดใจขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 ตุลาคม 2569 อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากชายคนหนึ่งที่ เมาแล้วขับ รถเก๋งพุ่งชนพนักงานทำความสะอาดของเทศบาลนครเชียงใหม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่เธอกำลังปฏิบัติหน้าที่กวาดถนนอยู่รอบคูเมืองอย่างขยันขันแข็ง
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจอย่างมากให้กับเพื่อนร่วมงานที่ยืนเห็นเหตุการณ์ ตำรวจ และหน่วยกู้ภัยรีบเดินทางมาตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พวกเขาพบร่างของผู้เสียชีวิตติดอยู่ใต้ท้องรถยนต์และต้องเร่งนำตัวคนขับไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 48 ปี ขับรถเก๋งด้วยความเมา พุ่งชนพนักงานกวาดถนนของเทศบาลนครเชียงใหม่
- ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงอายุ 67 ปี เธอถูกชนและลากไปกับพื้นถนนจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที
- ผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของคนขับพุ่งสูงถึง 172 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด
จุดเกิดเหตุริมคูเมืองเชียงใหม่
เหตุการณ์สลดนี้เกิดขึ้นบนถนนบุญเรืองฤทธิ์ บริเวณหน้าร้านกาแฟชื่อดังในตัวเมืองเชียงใหม่ ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุและรีบลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบ พร้อมกับประสานงานหน่วยกู้ภัยมูลนิธิเพชรเกษม
เมื่อถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า ยาริส สีเทา จอดอยู่บริเวณข้างทาง นอกจากนี้ยังพบร่างของนางสาวสมจิตร จะอือ อายุ 67 ปี พนักงานกวาดขยะของเทศบาล ติดอยู่ใต้ท้องรถยนต์คันดังกล่าว
ทีมกู้ภัยพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำร่างของเธอออกมาและหวังจะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด แต่สุดท้ายเธอก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลงในที่สุด ท่ามกลางความตกใจและเสียใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์

ผลตรวจแอลกอฮอล์พุ่งสูงเกินกฎหมาย
จากการสอบสวนพบว่ารถยนต์คันก่อเหตุขับโดยนายชุมนัดภ์ มณีศิริ อายุ 48 ปี ในตอนที่เกิดเหตุเขามีอาการคล้ายคนเมาสุราอย่างหนัก เขาขับรถมาตามเส้นทางปกติก่อนจะเสียหลักพุ่งชนผู้เคราะห์ร้ายอย่างจัง
ตำรวจไม่ได้รอช้า รีบควบคุมตัวนายชุมนัดภ์ไปที่สถานีตำรวจเมืองเชียงใหม่ทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของเขา เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีต่อไป
ผลการตรวจวัดแอลกอฮอล์ออกมาสูงถึง 172 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้หลายเท่า ตำรวจจึงควบคุมตัวเขาไว้ดำเนินคดี ก่อนที่ทนายความของผู้ก่อเหตุจะเดินทางมายื่นเรื่องขอประกันตัวในเวลาต่อมา

ปัญหาเมาแล้วขับที่ยังแก้ไม่หาย
อุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับมักนำมาซึ่งความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้เสมอ ชุมชนในเชียงใหม่ต่างพากันแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนางสาวสมจิตรที่ต้องมาจบชีวิตลงขณะทำงานสุจริต หลายคนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวดมากขึ้น การขับรถขณะมึนเมาสุราไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตของผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังทำลายครอบครัวและอนาคตของผู้กระทำผิดด้วย
แนวทางป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน
เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยอยู่เสมอ ผู้คนบนท้องถนนไม่ควรต้องมาเสี่ยงชีวิตเพียงเพราะความประมาทของใครบางคน การปลูกฝังจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
หน่วยงานท้องถิ่นอาจต้องพิจารณาเพิ่มแสงสว่างและป้ายเตือนในจุดที่พนักงานต้องทำงานในเวลากลางคืนหรือเช้ามืด มาตรการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยในอนาคตได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แผ่นดินไหวเชียงใหม่: อ.ฮอด สั่น 3 ครั้งรวด ไร้เจ็บ
ระดับสารหนูในแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับสูง
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ตำรวจบุกช่วย นศ.เชียงใหม่ ถูกแก๊งคอลฯ หลอกขังตัวรีดเงิน
เชียงใหม่ – เชียงใหม่เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ งัดมุกใหม่มาใช้หลอกลวง มิจฉาชีพ กลุ่มนี้ได้หลอกนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้ไปขังตัวเองอยู่ภายในห้องพักโรงแรม จากนั้นก็บังคับให้แต่งเรื่องหลอกขอเงินจากพ่อแม่เพื่อนำไปโอนต่อเข้า บัญชีม้า
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเหยื่อได้รับสายโทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยปลายสายอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ พวกเขาข่มขู่ว่าบัตรประชาชนของนักศึกษาถูกนำไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งไปพัวพันกับคดี ยาเสพติด และการฟอกเงินรายใหญ่
ประเด็นสำคัญ
- แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข่มขู่เหยื่อว่าพัวพันคดีฟอกเงิน เพื่อสร้างความหวาดกลัวและบังคับให้ทำตามคำสั่ง
- มิจฉาชีพบังคับให้นักศึกษาแยกตัวไปอยู่โรงแรมคนเดียว และต้องเปิดกล้องวิดีโอคอลทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ตำรวจภูพิงคราชนิเวศน์แกะรอยจากเบาะแสที่เพื่อนแจ้งความคนหาย จนสามารถบุกเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย
วิธีการของแก๊งนี้ถือว่าแยบยลและเล่นกับความกลัวของเหยื่ออย่างมาก พวกเขาสั่งให้นักศึกษาแยกตัวออกจากเพื่อนฝูง ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด พร้อมทั้งให้ไปเช่าโรงแรมอยู่เพียงลำพัง นอกจากนี้ยังบังคับให้เหยื่อเปิดกล้องวิดีโอคอลทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหว
เมื่อเหยื่อถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มิจฉาชีพก็เริ่มแผนการขั้นต่อไป พวกเขาขู่ให้นำเงินมาวางประกันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากไม่มีเงิน ก็บังคับให้นักศึกษาแต่งเรื่องโกหกพ่อแม่เพื่อขอเงิน เช่น อ้างว่าสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เป็นค่ามัดจำบัญชี
เมื่อผู้ปกครองถูกหลอกและโอนเงินไปแล้ว กลุ่มมิจฉาชีพทางโทรศัพท์จะสั่งให้นักเรียนโอนเงินทั้งหมดไปยังบัญชีสำรองหลายบัญชี โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนการตรวจสอบทรัพย์สิน และเงินจะถูกคืนในภายหลัง
ตำรวจแกะรอยช่วยเหลือ บุกโรงแรมก่อนสูญเงิน
โชคดีที่เพื่อนของนักศึกษารายนี้สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงได้รีบไปแจ้งความคนหายตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อแกะรอยตามหาตัว จนกระทั่งทราบว่าเหยื่อไปเปิดห้องพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่
ทันทีที่ทราบพิกัด ตำรวจและผู้ปกครองได้บุกเข้าไปให้ความช่วยเหลือที่ห้องพัก เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในสายวิดีโอคอลเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่มาช่วย พวกเขาก็รีบกดยกเลิกข้อความทั้งหมดแล้วตัดสายหลบหนีไปทันที ทำให้นักศึกษาคนนี้รอดพ้นจากการสูญเสียเงินจำนวนมากได้อย่างหวุดหวิด
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากเตือนไปยังกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษาว่า หากมีสายแปลกโทรมาข่มขู่เรื่องคดีความ ให้รีบตั้งสติและตัดสายทิ้งทันที อย่าหลงเชื่อหรือทำตามคำสั่งใดๆ หากสงสัยให้รีบปรึกษาครอบครัวหรืออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน
สำหรับผู้ปกครอง หากบุตรหลานที่เรียนอยู่ต่างจังหวัดโทรมาขอเงินก้อนใหญ่กะทันหัน ขอให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น โดยเฉพาะการอ้างเรื่องทุนการศึกษา หรือมีพฤติกรรมเก็บตัวติดต่อยาก ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางมหาวิทยาลัยหรือเพื่อนสนิทของลูกให้แน่ใจก่อนโอนเงินเสมอ
ยุคนี้มิจฉาชีพมาในหลากหลายรูปแบบและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา หากท่านรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ หรือไม่สามารถติดต่อบุตรหลานได้ สามารถโทรแจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline.go.th เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที










