เชียงใหม่ — กลายเป็น อาชญากรรม ">ข่าวอาชญากรรมที่สร้างความสะเทือนใจและสั่นคลอนวงการความเชื่อสายมูเตลูเป็นอย่างมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำกำลังบุกเข้าจับกุมตัว “หมอดูแก้กรรม” หรือที่หลายคนรู้จักในนามจอมขมังเวทชื่อดังประจำอำเภอหางดง หลังจากที่ภรรยาแท้ๆ ของเขา ทนพฤติกรรมอันเลวร้ายไม่ไหว ตัดสินใจขึ้นโรงพักเพื่อแจ้งความจับสามีตนเอง ในข้อหาออกอุบาย หลอกลวง และล่วงละเมิดทางเพศลูกเลี้ยงสาววัยเพียง 21 ปี โดยใช้เรื่องพิธีกรรมความเชื่อมาเป็นเครื่องมือบังหน้า ท่านสามารถอ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ MGR Online
เหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้ ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อ นางเอ (นามสมมติ) ผู้เป็นแม่ของหญิงสาวผู้เสียหายและเป็นภรรยาของผู้ต้องหา ได้เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในตัวลูกสาววัย 21 ปี ซึ่งมีอาการเซื่องซึม หวาดระแวง และเก็บตัวผิดปกติ เมื่อผู้เป็นแม่พยายามสอบถามและให้กำลังใจ ในที่สุดลูกสาวจึงยอมเปิดปากเล่าความจริงสุดช็อกว่า ตนเองได้ถูก นายกมลเทพ (สงวนนามสกุล) หรือ “อาจารย์เสือ” ผู้เป็นพ่อเลี้ยง ข่มขืนกระทำชำเรา
พฤติการณ์ในการก่อเหตุนั้น ถือว่ามีการวางแผนมาเป็นอย่างดี โดยอาศัยความไว้วางใจของคนในครอบครัว โดยเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2567
- ผู้ต้องหาได้ใช้อุบายหลอกให้ลูกเลี้ยงขับรถพาออกไปซื้อของใช้ส่วนตัว
- จากนั้นได้ทำการหลอกล่อและพาเหยื่อไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยอ้างว่าจะทำการ “ทำพิธีสะเดาะเคราะห์” ให้เป็นการส่วนตัว
- ท้ายที่สุดกลับฉวยโอกาสลงมือข่มขืนเหยื่อถึง 4-5 ครั้ง
- ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ต้องหายังใช้พฤติกรรมการพกพาอาวุธปืน ข่มขู่เหยื่อไม่ให้ปริปากบอกใคร ทำให้หญิงสาวต้องทนทุกข์ทรมานใจและหวาดกลัวมาตลอด
ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ: บุกรวบถึงตำหนักพร้อมของกลางเพียบ
หลังจากได้รับแจ้งความและรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หางดง นำโดย พ.ต.อ.จักรียุทธ โชติวชิระพงศ์ ผู้กำกับการ สภ.หางดง พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและปราบปราม ได้นำหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1250/2569 เข้าทำการปิดล้อมและบุกค้นตำหนักของผู้ต้องหา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
จากการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนายกมลเทพได้ พร้อมทั้งพบของกลางที่น่าตกใจอีกหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- อาวุธปืนและเครื่องกระสุน:พบทั้งอาวุธปืนสั้นและปืนลมยาว ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของเหยื่อที่ระบุว่าผู้ต้องหามักพกปืนเพื่อข่มขู่
- ยาเสพติด:เจ้าหน้าที่ตรวจพบยาบ้าจำนวน 8 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณหน้าบ้านพักของผู้ต้องหา
คำให้การสุดอึ้ง: พกปืนไว้ “ยิงภูตผีปีศาจ” ในป่าช้า
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการจับกุม นายกมลเทพยังคงให้การปฏิเสธเสียงแข็งในทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุผลสารพัดเพื่อปัดความผิด ตัวอย่างเช่น เขาอ้างว่าหากมีลูกศิษย์ผู้หญิงมาขอให้ทำพิธี ตนเองจะหลีกเลี่ยงการแตะต้องตัวโดยเด็ดขาด แม้กระทั่งการแปะทองคำเปลว ก็จะให้ผู้ช่วยหรือคนอื่นเป็นคนทำแทน นอกจากนี้ยังอ้างว่าสำนักของตนไม่ค่อยรับลูกค้าชาวไทย แต่จะเน้นให้บริการชาวต่างชาติมากกว่า
ส่วนประเด็นที่พบอาวุธปืนในครอบครองนั้น ผู้ต้องหาได้ให้คำชี้แจงที่เหนือความคาดหมาย โดยอ้างว่าตนเองเป็นคนชื่นชอบกีฬายิงปืน และมักจะพกอาวุธปืนเหล่านี้ไปทำพิธีกรรมในป่าช้ายามวิกาล โดยมีการลงอักขระยันต์ไว้บนกระบอกปืนเพื่อใช้สำหรับ “ยิงภูตผีปีศาจ” ตามความเชื่อทางไสยศาสตร์ของตนเอง
ย้อนประวัติ “อาจารย์เสือ” จอมขมังเวทระดับอินเตอร์
สำหรับประวัติของ นายกมลเทพ หรือที่เหล่าลูกศิษย์ขนานนามว่า “อาจารย์เสือ” นั้น ไม่ได้เป็นเพียงหมอดูธรรมดาทั่วไป แต่เขาเป็นที่รู้จักในแวดวงความเชื่ออย่างกว้างขวาง โดยมักจะกล่าวอ้างตัวว่าเป็นศิษย์เอกของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีต วิชาที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขา ได้แก่ การทำพิธีสืบชะตา ทำนายดวงชะตา สะเดาะเคราะห์ สักยันต์อักขระ สักน้ำมัน รวมถึงการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง
ความน่าสนใจคือ ฐานลูกค้าของอาจารย์เสือมีความเป็นสากลอย่างมาก ภรรยาของผู้ต้องหาได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า เธอรู้จักกับอดีตสามีมานานกว่า 8 ปี ในฐานะลูกศิษย์ที่คอยช่วยเหลือทำพิธี ก่อนจะตกลงปลงใจจดทะเบียนสมรสกันเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา สำนักนี้โด่งดังมากในหมู่ชาวต่างชาติ โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักมาจากประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม ไต้หวัน จีน และฮ่องกง ซึ่งตัวผู้ต้องหาเองก็เคยเดินทางไปทำพิธีให้ลูกค้าในต่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง
บทเรียนและข้อเตือนใจจากกรณีศึกษา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวอาชญากรรมทั่วไป แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในสังคมที่มิจฉาชีพมักนำ “ความเชื่อ” มาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์และทำร้ายผู้อื่น เพื่อความปลอดภัย สังคมควรตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้:
- มีสติในการพึ่งพาความเชื่อ:การทำพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ ไม่ควรมีข้อเรียกร้องที่ต้องกระทำในที่ลับตาคน หรือมีการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หากพบพฤติกรรมดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจไม่ปลอดภัย
- ครอบครัวคือเกราะป้องกัน:กรณีนี้ผู้ก่อเหตุคือบุคคลใกล้ตัว การที่แม่สังเกตเห็นความผิดปกติของลูกสาวและพร้อมที่จะช่วยเหลือ ถือเป็นสิ่งที่กล้าหาญอย่างยิ่ง สถาบันครอบครัวต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานอยู่เสมอ
- การแจ้งความดำเนินคดี:หากตกเป็นเหยื่อ ไม่ควรเก็บเงียบเพราะความกลัว การรวบรวมความกล้าเข้าแจ้งความ จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับผู้อื่นได้
ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หางดง ได้ทำการควบคุมตัวนายกมลเทพ พร้อมด้วยของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เบื้องต้นผู้ต้องหาจะต้องเผชิญกับข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งในส่วนของการล่วงละเมิดทางเพศ การครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีนี้อย่างรัดกุมและให้ความเป็นธรรมกับฝั่งผู้เสียหายอย่างเต็มที่
ข่าวเชียงใหม่ยอดนิยม
ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์ชาวจีนถูกจับกุมในเชียงใหม่ฐานถ่ายทำผิดกฎหมาย
ระทึกกลางวัดดังเชียงใหม่! กิ่งโพธิ์ยักษ์อายุกว่า 100 ปี หักทับชาวบ้านขณะทำบุญ บาดเจ็บระนาว
เชียงใหม่ - Chiang Mai
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
เชียงใหม่– วันที่ 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ชุดปราบปราม อาชญากรรม ทางเทคโนโลยี">อาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 นำกำลังพร้อมหมายศาล บุกเข้าค้นบ้านหลังหนึ่งในอำเภอสันทราย ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังตำรวจสืบทราบว่า มีการลักลอบขายอาวุธปืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก ถือเป็นภัยอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ ตำรวจได้ล่อซื้อปืนจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ ใช้ชีวิต ให้คุ้มค่า ” ซึ่งโพสต์ขายปืนลมแรงดันสูงในกลุ่มที่มีสมาชิกกว่า 2,200 คน เมื่อทีมตรวจค้นไปถึงบ้านเป้าหมาย พบว่ามี สุนัข เฝ้าบ้าน 3 ตัว โดยหนึ่งในนั้นเป็นสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานที่ดุร้ายมาก เจ้าหน้าที่จึงต้องนำอาหารไปหลอกล่อให้สุนัขเชื่องและเดินออกไปก่อน จึงจะสามารถบุกเข้าไปในบ้านได้อย่างปลอดภัย
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจภาค 5 บุกค้นบ้านในจังหวัดเชียงใหม่ ทลายแหล่งผลิตอาวุธปืนเถื่อนออนไลน์
- เจ้าหน้าที่ต้องใช้อาหารล่อสุนัขดุร้าย 3 ตัว ก่อนเข้าจับกุมผู้ต้องหาวัย 50 ปีได้สำเร็จ
- ผู้ต้องหาสั่งอะไหล่จากอินเทอร์เน็ตมาประกอบปืนขาย สร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน
เมื่อเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ด้านหลังบ้าน ตำรวจก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกดัดแปลงเป็นโกดังผลิตอาวุธปืนเถื่อน เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัวนายดวงจันทร์ อายุ 50 ปี ชาวตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย ทันที พร้อมยึดของกลางเป็นปืนลมแรงดันสูง (PCP) จำนวน 4 กระบอก นอกจากนี้ยังพบกล้องเล็ง กระสุนหัวตะกั่ว กระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 17 นัด และอุปกรณ์ประกอบปืนอีกหลายรายการ
จากการสอบถามเบื้องต้น นายดวงจันทร์เล่าว่าตนเองเรียนจบแค่ชั้นมัธยมศึกษา แต่เป็นคนชอบศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เขาใช้ประสบการณ์ที่คลุกคลีกับการทำปืนเถื่อนมานานกว่า 15 ปีเป็นทุนเดิม โดยมักจะสั่งซื้อชิ้นส่วนต่างๆ ผ่านทางแอปพลิเคชันซื้อขายออนไลน์ชื่อดัง จากนั้นก็นำอะไหล่ทั้งหมดมานั่งประกอบชิ้นส่วนในห้องหลังบ้านของตนเอง
รายได้งามจากการขายอาวุธปืนออนไลน์
หลังจากประกอบปืนเสร็จ เขาจะนำสินค้าไปโพสต์ขายในกลุ่มเฟซบุ๊ก โดยตั้งราคาอยู่ที่กระบอกละ 9,500 ถึง 11,500 บาท นายดวงจันทร์รับสารภาพว่าเขาสามารถขายปืนได้ประมาณ 2 ถึง 5 กระบอกต่อเดือน ทำให้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ถึง 50,000 บาทเลยทีเดียว ขณะนี้ทาง ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแล้ว
เหตุการณ์จับกุมครั้งนี้ถือเป็นการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ การลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนทางอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องผิดกฎหมายและสร้างความไม่ปลอดภัยในสังคม เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเดินหน้าสืบสวนและกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อความสงบสุขของประชาชน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แผ่นดินไหวเชียงใหม่: อ.ฮอด สั่น 3 ครั้งรวด ไร้เจ็บ
ระดับสารหนูในแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับสูง
เชียงใหม่ - Chiang Mai
เมาแล้วขับ! ซิ่งเก๋งชนคนกวาดถนนเชียงใหม่ดับคาที่

เชียงใหม่ – เชียงใหม่เกิดเหตุการณ์น่าสลดใจขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 ตุลาคม 2569 อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากชายคนหนึ่งที่ เมาแล้วขับ รถเก๋งพุ่งชนพนักงานทำความสะอาดของเทศบาลนครเชียงใหม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่เธอกำลังปฏิบัติหน้าที่กวาดถนนอยู่รอบคูเมืองอย่างขยันขันแข็ง
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจอย่างมากให้กับเพื่อนร่วมงานที่ยืนเห็นเหตุการณ์ ตำรวจ และหน่วยกู้ภัยรีบเดินทางมาตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พวกเขาพบร่างของผู้เสียชีวิตติดอยู่ใต้ท้องรถยนต์และต้องเร่งนำตัวคนขับไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 48 ปี ขับรถเก๋งด้วยความเมา พุ่งชนพนักงานกวาดถนนของเทศบาลนครเชียงใหม่
- ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงอายุ 67 ปี เธอถูกชนและลากไปกับพื้นถนนจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที
- ผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของคนขับพุ่งสูงถึง 172 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด
จุดเกิดเหตุริมคูเมืองเชียงใหม่
เหตุการณ์สลดนี้เกิดขึ้นบนถนนบุญเรืองฤทธิ์ บริเวณหน้าร้านกาแฟชื่อดังในตัวเมืองเชียงใหม่ ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุและรีบลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบ พร้อมกับประสานงานหน่วยกู้ภัยมูลนิธิเพชรเกษม
เมื่อถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า ยาริส สีเทา จอดอยู่บริเวณข้างทาง นอกจากนี้ยังพบร่างของนางสาวสมจิตร จะอือ อายุ 67 ปี พนักงานกวาดขยะของเทศบาล ติดอยู่ใต้ท้องรถยนต์คันดังกล่าว
ทีมกู้ภัยพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำร่างของเธอออกมาและหวังจะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด แต่สุดท้ายเธอก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลงในที่สุด ท่ามกลางความตกใจและเสียใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์

ผลตรวจแอลกอฮอล์พุ่งสูงเกินกฎหมาย
จากการสอบสวนพบว่ารถยนต์คันก่อเหตุขับโดยนายชุมนัดภ์ มณีศิริ อายุ 48 ปี ในตอนที่เกิดเหตุเขามีอาการคล้ายคนเมาสุราอย่างหนัก เขาขับรถมาตามเส้นทางปกติก่อนจะเสียหลักพุ่งชนผู้เคราะห์ร้ายอย่างจัง
ตำรวจไม่ได้รอช้า รีบควบคุมตัวนายชุมนัดภ์ไปที่สถานีตำรวจเมืองเชียงใหม่ทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของเขา เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีต่อไป
ผลการตรวจวัดแอลกอฮอล์ออกมาสูงถึง 172 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้หลายเท่า ตำรวจจึงควบคุมตัวเขาไว้ดำเนินคดี ก่อนที่ทนายความของผู้ก่อเหตุจะเดินทางมายื่นเรื่องขอประกันตัวในเวลาต่อมา

ปัญหาเมาแล้วขับที่ยังแก้ไม่หาย
อุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับมักนำมาซึ่งความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้เสมอ ชุมชนในเชียงใหม่ต่างพากันแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนางสาวสมจิตรที่ต้องมาจบชีวิตลงขณะทำงานสุจริต หลายคนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวดมากขึ้น การขับรถขณะมึนเมาสุราไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตของผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังทำลายครอบครัวและอนาคตของผู้กระทำผิดด้วย
แนวทางป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน
เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยอยู่เสมอ ผู้คนบนท้องถนนไม่ควรต้องมาเสี่ยงชีวิตเพียงเพราะความประมาทของใครบางคน การปลูกฝังจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
หน่วยงานท้องถิ่นอาจต้องพิจารณาเพิ่มแสงสว่างและป้ายเตือนในจุดที่พนักงานต้องทำงานในเวลากลางคืนหรือเช้ามืด มาตรการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยในอนาคตได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แผ่นดินไหวเชียงใหม่: อ.ฮอด สั่น 3 ครั้งรวด ไร้เจ็บ
ระดับสารหนูในแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับสูง
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ตำรวจบุกช่วย นศ.เชียงใหม่ ถูกแก๊งคอลฯ หลอกขังตัวรีดเงิน
เชียงใหม่ – เชียงใหม่เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ งัดมุกใหม่มาใช้หลอกลวง มิจฉาชีพ กลุ่มนี้ได้หลอกนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้ไปขังตัวเองอยู่ภายในห้องพักโรงแรม จากนั้นก็บังคับให้แต่งเรื่องหลอกขอเงินจากพ่อแม่เพื่อนำไปโอนต่อเข้า บัญชีม้า
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเหยื่อได้รับสายโทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยปลายสายอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ พวกเขาข่มขู่ว่าบัตรประชาชนของนักศึกษาถูกนำไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งไปพัวพันกับคดี ยาเสพติด และการฟอกเงินรายใหญ่
ประเด็นสำคัญ
- แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข่มขู่เหยื่อว่าพัวพันคดีฟอกเงิน เพื่อสร้างความหวาดกลัวและบังคับให้ทำตามคำสั่ง
- มิจฉาชีพบังคับให้นักศึกษาแยกตัวไปอยู่โรงแรมคนเดียว และต้องเปิดกล้องวิดีโอคอลทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ตำรวจภูพิงคราชนิเวศน์แกะรอยจากเบาะแสที่เพื่อนแจ้งความคนหาย จนสามารถบุกเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย
วิธีการของแก๊งนี้ถือว่าแยบยลและเล่นกับความกลัวของเหยื่ออย่างมาก พวกเขาสั่งให้นักศึกษาแยกตัวออกจากเพื่อนฝูง ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด พร้อมทั้งให้ไปเช่าโรงแรมอยู่เพียงลำพัง นอกจากนี้ยังบังคับให้เหยื่อเปิดกล้องวิดีโอคอลทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหว
เมื่อเหยื่อถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มิจฉาชีพก็เริ่มแผนการขั้นต่อไป พวกเขาขู่ให้นำเงินมาวางประกันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากไม่มีเงิน ก็บังคับให้นักศึกษาแต่งเรื่องโกหกพ่อแม่เพื่อขอเงิน เช่น อ้างว่าสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เป็นค่ามัดจำบัญชี
เมื่อผู้ปกครองถูกหลอกและโอนเงินไปแล้ว กลุ่มมิจฉาชีพทางโทรศัพท์จะสั่งให้นักเรียนโอนเงินทั้งหมดไปยังบัญชีสำรองหลายบัญชี โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนการตรวจสอบทรัพย์สิน และเงินจะถูกคืนในภายหลัง
ตำรวจแกะรอยช่วยเหลือ บุกโรงแรมก่อนสูญเงิน
โชคดีที่เพื่อนของนักศึกษารายนี้สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงได้รีบไปแจ้งความคนหายตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อแกะรอยตามหาตัว จนกระทั่งทราบว่าเหยื่อไปเปิดห้องพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่
ทันทีที่ทราบพิกัด ตำรวจและผู้ปกครองได้บุกเข้าไปให้ความช่วยเหลือที่ห้องพัก เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในสายวิดีโอคอลเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่มาช่วย พวกเขาก็รีบกดยกเลิกข้อความทั้งหมดแล้วตัดสายหลบหนีไปทันที ทำให้นักศึกษาคนนี้รอดพ้นจากการสูญเสียเงินจำนวนมากได้อย่างหวุดหวิด
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากเตือนไปยังกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษาว่า หากมีสายแปลกโทรมาข่มขู่เรื่องคดีความ ให้รีบตั้งสติและตัดสายทิ้งทันที อย่าหลงเชื่อหรือทำตามคำสั่งใดๆ หากสงสัยให้รีบปรึกษาครอบครัวหรืออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน
สำหรับผู้ปกครอง หากบุตรหลานที่เรียนอยู่ต่างจังหวัดโทรมาขอเงินก้อนใหญ่กะทันหัน ขอให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น โดยเฉพาะการอ้างเรื่องทุนการศึกษา หรือมีพฤติกรรมเก็บตัวติดต่อยาก ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางมหาวิทยาลัยหรือเพื่อนสนิทของลูกให้แน่ใจก่อนโอนเงินเสมอ
ยุคนี้มิจฉาชีพมาในหลากหลายรูปแบบและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา หากท่านรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ หรือไม่สามารถติดต่อบุตรหลานได้ สามารถโทรแจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline.go.th เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที














