น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ– เกิดเหตุสลดขึ้นใจกลาง กรุงเทพมหานคร เมื่อหญิงสาววัย 21 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยจิตเวช ก่อเหตุ ฆาตกรรม พี่สาวแท้ๆ วัย 23 ปี อย่างโหดเหี้ยม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในคอนโดมิเนียมหรูย่านสาทร สร้างความตกใจให้กับผู้คนในสังคมและชาวบ้านในละแวกนั้นอย่างมาก เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นในครอบครัวเดียวกัน
เจ้าหน้าที่ ตำรวจ สน.ยานนาวา ได้รับแจ้งเหตุเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยจุดเกิดเหตุเป็นห้องพักบนชั้น 17 ของอาคารสูง 24 ชั้น สภาพศพของผู้เสียชีวิตพบร่องรอยถูกทำร้ายอย่างรุนแรง มีบาดแผลถูกแทงตามร่างกายด้วยอาวุธมีดมากกว่า 50 แผล
ประเด็นสำคัญ – Key Takeaways
- น้องสาววัย 21 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยจิตเวช ก่อเหตุใช้มีดทำครัวแทงพี่สาววัย 23 ปีที่เพิ่งเรียนจบ จนเสียชีวิตคาคอนโดหรู
- เจ้าหน้าที่ตำรวจและนิติเวชพบร่องรอยถูกแทงมากกว่า 50 แผล กระจายทั่วบริเวณหน้าอก คอ หลัง และแขนขวา
- สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากความโกรธแค้น ที่พี่สาวแอบดูโทรศัพท์มือถือและนำความลับเรื่องการทิ้งยาจิตเวชไปบอกพ่อแม่
นายเชง อายุ 69 ปี พ่อของผู้เสียชีวิต เป็นผู้พบศพคนแรกหลังจากกลับมาจากตลาด เขาเล่าว่าลูกสาวคนเล็กโทรศัพท์ให้แม่มารับไปเล่นสเกตน้ำแข็ง โดยบอกว่าไม่ต้องขึ้นมารับบนห้องเพราะพี่สาวยังนอนหลับอยู่ เธอจะลงไปรอที่ชั้นล่างเอง
เมื่อแม่มารับลูกสาวคนเล็กออกไป พ่อแม่พยายามโทรศัพท์ติดต่อลูกสาวคนโตแต่ไม่มีคนรับสาย จึงเอะใจและรีบขับรถกลับมาดูที่ห้องพัก เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน ก็ต้องช็อกกับภาพที่เห็น ร่างของลูกสาวคนโตนอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่ปลายเตียงติดหน้าต่าง
อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักข่าวไทยรัฐ สาเหตุหลักของคดีฆาตกรรมครั้งนี้ ตำรวจสันนิษฐานว่ามาจากความโกรธแค้นส่วนตัว น้องสาวให้การรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่า เธอรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่พี่สาวแอบดูโทรศัพท์มือถือส่วนตัว ซึ่งเธอมองว่าเป็นการล้ำเส้นความเป็นส่วนตัว
นอกจากนี้ พี่สาวยังนำความลับเรื่องที่เธอแอบทิ้งยาจิตเวชลงชักโครกไปฟ้องพ่อกับแม่ เรื่องนี้ทำให้เธอถูกครอบครัวดุด่าอย่างหนัก จึงเกิดเป็นความแค้นฝังใจ นำไปสู่การตัดสินใจลงมือฆ่าพี่สาวแท้ๆ ของตนเองในที่สุด
ก่อนหน้านี้ พ่อแม่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของลูกสาวคนเล็ก เนื่องจากเธอมีอาการทางจิตเวชที่รุนแรงมากขึ้น จึงตัดสินใจพาไปพบแพทย์เฉพาะทางอีกครั้ง หมอระบุชัดเจนว่านี่คืออาการของผู้ป่วยที่ขาดยาอย่างหนัก เมื่อถูกครอบครัวคาดคั้น เธอจึงยอมรับว่านำยาไปทิ้งชักโครกหมดแล้ว
วางแผนเตรียมการ อาศัยจังหวะพ่อแม่ไม่อยู่
สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าตกใจยิ่งขึ้นคือ การลงมือครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ผู้ก่อเหตุมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี โดยยอมรับว่าได้เดินทางไปซื้อมีดทำครัวความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร จากซูเปอร์มาร์เก็ตมาเตรียมไว้ล่วงหน้า
เมื่อถึงวันเกิดเหตุ เธอได้อาศัยจังหวะช่วงเช้าเวลาประมาณ 08.30 น. ที่พ่อกับแม่ออกไปเดินตลาดแถวเซนต์หลุยส์ เพื่อลงมือฆาตกรรมพี่สาวที่กำลังนอนหลับอยู่ หลังจากก่อเหตุเสร็จสิ้น เธอยังโทรศัพท์หาแม่ด้วยน้ำเสียงปกติเพื่อให้ออกมารับไปเที่ยว
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ ได้โทรศัพท์ติดต่อให้แม่พาน้องสาวกลับมาที่คอนโดมิเนียมเพื่อสอบปากคำ หญิงสาววัย 21 ปี เดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ร่องรอยของความตื่นตระหนก หรือความรู้สึกผิดใดๆ ทั้งสิ้น
การดำเนินคดีทางกฎหมาย และข้อหาหนัก
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาตัวผู้ก่อเหตุขึ้นไปบนห้องเพื่อชี้จุดซ่อนอาวุธ ซึ่งพบว่าเธอนำมีดเปื้อนเลือดไปซ่อนไว้บนชั้นหนังสือกลางห้องโถง เบื้องต้น ตำรวจ สน.ยานนาวา ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปสอบสวนเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจ
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ซึ่งถือเป็นความผิดที่มีบทลงโทษรุนแรงสูงสุดตามกฎหมายอาญา ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไปอย่างเด็ดขาด
ในส่วนของร่างผู้เสียชีวิตวัย 23 ปี ซึ่งเพิ่งเรียนจบและรับปริญญาไปไม่นาน เจ้าหน้าที่ได้มอบหมายให้อาสาสมัครนำส่งสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อทำการผ่าชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด และนำผลมาประกอบสำนวนคดีต่อไป
คดีสะเทือนขวัญนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจที่สำคัญ ให้สังคมตระหนักถึงการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในครอบครัวอย่างใกล้ชิด การสังเกตพฤติกรรมและการกินยาอย่างสม่ำเสมอ เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ข่าวล่าสุด! ศาลกรุงเทพฯ พิพากษาประหารชีวิตผู้ต้องสงสัย 2 ราย ในคดีวางระเบิดศาลพระเอรวัน
ตำรวจเร่งตามล่าชายชาวเมียนมาร์ หลังพบศพภรรยาถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ

กาญจนบุรี– เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและ ทำร้ายร่างกาย ผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์ กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย– เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด ">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบร้านหมาล่าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ร้านแห่งนี้ถูกจับกุมหลังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงรสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส” เพื่อกวาดล้างสิ่งเสพติดและคืนความสงบสุขสู่สังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
นโยบายนี้ตอบรับข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกชุมชน การลงพื้นที่นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย พวกเขาทำงานประสานกันเพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและตัดวงจร ยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการที่รวดเร็วเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้ทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- เจ้าหน้าที่บุกจับร้านหมาล่าในอำเภอเมืองเชียงรายที่ลอบขายน้ำกระท่อมให้เด็กและวัยรุ่น
- ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบมาขายน้ำกระท่อมปรุงรสเพียงอย่างเดียวในราคาถุงละ 85 บาท
- การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส”
สภาพร้านและพฤติการณ์การขาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบว่าร้านดังกล่าวมีป้ายขายหมาล่าและชานมบังหน้า แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขายสินค้าเหล่านั้นแล้ว ภายในร้านมีการต้มและผสมน้ำกระท่อมปรุงรสตามที่ลูกค้าวัยรุ่นต้องการอย่างเปิดเผย แหล่ง ข่าวท้องถิ่น รายงานว่าทางร้านจำหน่ายน้ำกระท่อมในราคาถุงละ 85 บาท ร้านแห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึง 23.00 น. ของทุกวัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทางร้านมีรายได้จากการขายน้ำกระท่อมเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะเดินทางมาซื้อในช่วงค่ำลากยาวไปจนถึงตอนดึก เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คนไว้สอบปากคำ พร้อมทั้งทำการยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นโยบายกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับสูง การทำงานร่วมกันระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานความมั่นคงแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชุมชนในจังหวัดเชียงรายจึงสามารถคาดหวังถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานได้อย่างแน่นอน















