ลำปาง – ชายหนุ่มอายุ 26 ปี ขับรถเก๋งคันใหม่เอี่ยมพร้อมครอบครัวจากสมุทรปราการไปเชียงราย เกิดง่วงนอนระหว่างทาง ทำให้รถเสียหลักพุ่งลงไปในร่องน้ำข้างทาง และชนต้นไม้อย่างรุนแรง มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย โดยเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล 1 ราย
เหตุเกิดวันที่ 14 ก.พ.2569 ร.ต.อ.อุดม ตาใจ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เกาะคา รับแจ้งรถยนต์ชนต้นไม้บนเกาะกลางถนน บริเวณกิโลเมตรที่ 678-679 พื้นที่บ้านนาแก้วตะวันออก หมู่ 3 ต.นาแส่ง อ.เกาะคา จ. ลำปาง จากนั้นรีบไปตรวจสอบ
เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์อีซูซุ สีขาว ป้ายแดง ทะเบียน จ. ชลบุรี ด้านหน้าพังเสียหายหนัก รถตกอยู่ในร่องน้ำบนเกาะกลางถนน คนขับทราบชื่อ นายวุฒิชัย พลศิริ อายุ 26 ปี โดยมีผู้โดยสารอีก 3 คน คือ นายพิทยา พลศิริ อายุ 56 ปี นางสาวภิฎฎีญา พลศิริ อายุ 23 ปี และนางฤดี พลศิริ อายุ 48 ปี รวมทั้งหมด 4 คน
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทุกคนเดินทางจาก จ. สมุทรปราการ เพื่อไป จ. เชียงราย แต่พอถึงช่วงเกิดเหตุ คนขับมีอาการง่วง ทำให้รถหลุดการควบคุม ไถลลงร่องน้ำเกาะกลางถนนก่อนพุ่งชนต้นไม้แรงมาก อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้บาดเจ็บทั้ง 4 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งนำส่งโรงพยาบาลเกาะคา
อย่างไรก็ตาม ต่อมานายพิทยา อายุ 56 ปี เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนผู้บาดเจ็บที่เหลือยังรักษาตัวอยู่
ตำรวจ เตรียมสอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะคนที่ต้องขับทางไกล ควรพักผ่อนให้พอ และหยุดพักเป็นระยะ เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการง่วงขณะขับรถ
คนขับรถหลับในระหว่างขับรถในประเทศไทย
การขับรถขณะง่วง หรือหลับในหลังพวงมาลัย เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดซ้ำบนถนนไทยมานาน ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงติดอันดับโลก และมีผู้เสียชีวิตปีละหลายพันคน โดยความอ่อนล้าและอาการง่วงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ
จากรายงานล่าสุดที่อ้างถึงข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (MOPH) และองค์การอนามัยโลก (WHO ) ในประเทศไทย ระบุว่า “การขับรถง่วง” เป็นสาเหตุอันดับ 3 ของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในประเทศ โดยอ้างอิงจากสถิติของตำรวจ ประเด็นนี้ถูกหยิบย้ำอีกครั้งในช่วงเปิดตัวแคมเปญระดับชาติ “อย่าขับรถขณะง่วงนอน – ตื่นตัวอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต”เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ก่อนเทศกาลเดินทางปีใหม่ แคมเปญสื่อสารชัดว่า ความเหนื่อยล้าทำให้การตัดสินใจช้าลง และปฏิกิริยาตอบสนองแย่ลง คล้ายผลของแอลกอฮอล์ แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการพักผ่อนให้พอ เพิ่มความตระหนักรู้ และตรวจความพร้อมด้านสุขภาพก่อนขับขี่
งานศึกษาและแบบสำรวจหลายชิ้น (รวมถึงข้อมูลเก่าที่เคยสำรวจกลุ่มคนขับเชิงพาณิชย์) พบความชุกของอาการง่วงระหว่างขับค่อนข้างสูง ตัวอย่างเช่น คนขับรถบัสและรถบรรทุกจำนวนมากยอมรับว่าเคยง่วงจัดหรือเกิดอาการหลับวูบ (microsleep) ขณะทำงาน อีกทั้งยังพบภาวะง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวันในสัดส่วนที่ไม่น้อยด้วย นอกจากนี้ บางการวิเคราะห์ชี้ว่า เมื่อมีความง่วงเป็นปัจจัยร่วม ความเสี่ยงบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอาจเพิ่มขึ้นราว 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความอ่อนล้า
เหตุการณ์ล่าสุด
ข่าวอุบัติเหตุมักรายงานกรณีที่คนขับหลับใน โดยพบได้ทั้งรถบัส รถบรรทุก รถตู้ และรถส่วนบุคคล เหตุการณ์มักเกิดในทริประยะไกล หรือช่วงดึกถึงเช้ามืดที่ร่างกายล้าเป็นพิเศษ เช่น
- เดือนมิถุนายน 2025 รถทัวร์ชนบนถนนเพชรเกษม มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 13 ราย หลังคนขับหลับใน
- เดือนมกราคม 2026 รถยนต์ทะเบียนมาเลเซียในภาคใต้ชนคนเดินเท้าอายุ 75 ปีเสียชีวิต ตำรวจสงสัยว่าคนขับหลับใน จากภาพกล้องหน้ารถที่เห็นรถค่อย ๆ ไหลออกนอกเลน
- เดือนเมษายน 2025 คนขับรถส่งของอายุ 26 ปีหลับใน พุ่งชนพนักงานทำความสะอาดถนนเสียชีวิต
- ยังมีอีกหลายกรณี เช่น รถบรรทุกชนแบริเออร์หรือพุ่งเลนสวน รถทัวร์เสียหลักออกนอกเส้นทาง และรถตู้ผู้โดยสารตกไหล่ทาง ซึ่งมักเชื่อมโยงกับความอ่อนล้า
เหตุลักษณะนี้พบได้บ่อยในพื้นที่ท่องเที่ยว (เช่น พัทยา ภูเก็ต) และตามทางหลวง เพราะการเดินทางไกลและการทำงานเป็นกะทำให้พักผ่อนไม่พอ
ภาพรวมที่ควรรู้
ถนนไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุราว 20,000 คนต่อปี เฉลี่ยมากกว่า 50 คนต่อวัน โดยสาเหตุหลักอื่น ๆ ยังรวมถึงการขับเร็ว เมาแล้วขับ และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มพอ ช่วงวันหยุดยาวอย่างปีใหม่ (ที่มักเรียกว่า “7 วันอันตราย”) หน่วยงานจะเพิ่มการตรวจเข้มหลายด้าน รวมถึงการเฝ้าระวังการขับรถง่วง พร้อมรณรงค์ให้ใช้จุดพักรถและด่านตรวจให้เป็นประโยชน์
โดยทั่วไป ความง่วงมักสัมพันธ์กับการทำงานหลายชั่วโมง (พบบ่อยในคนขับเชิงพาณิชย์) การนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง การขับตอนกลางคืน และปัญหาสุขภาพบางอย่าง
เพื่อความปลอดภัยระหว่างเดินทาง
- พักทุก ๆ 2 ชั่วโมง หรือเร็วกว่านั้นทันทีถ้าเริ่มล้า
- เลี่ยงการขับช่วงประมาณ 01.00 ถึง 05.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ความตื่นตัวลดลงตามธรรมชาติ
- นอนให้พอ งดแอลกอฮอล์ และระวังยาที่ทำให้ง่วง ถ้าง่วงให้จอดพักทันที เพราะปลอดภัยกว่าฝืนขับมาก
ถ้าคุณอยู่เชียงราย หรือมีแผนขับรถในภาคเหนือ ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะบางงานศึกษาชี้ว่าพื้นที่ลาดชันหรือเส้นทางภูมิประเทศแบบภาคเหนืออาจเพิ่มความเสี่ยงเมื่อรวมกับความเหนื่อยล้า ขับอย่างมีสติ และพักให้พอทุกครั้งก่อนออกเดินทาง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยิงตัวเองที่ศีรษะด้วยปืนพกขนาด .38 ที่วัดชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน
จันทบุรี– เจ้าหน้าที่ ตำรวจ จันทบุรีได้รวบตัวหนุ่มแสบในคดีโรแมนซ์สแกมสุดอุกอาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภัยเงียบรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ผู้ต้องหารายนี้ใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการ หลอกลวง เหยื่อจนสูญเงินมหาศาล คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะคนร้ายนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปลอมแปลงเอกสารสำคัญ ทำให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างสนิทใจจนสูญเงินกว่า 21 ล้านบาท
ตามรายงานจาก ข่าวไทยรัฐออนไลน์ พฤติการณ์ของคนร้ายเริ่มจากการทำความรู้จักกับผู้เสียหายที่ร้านนวดใน กรุงเทพมหานคร เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไปในเชิงชู้สาว ผู้ต้องหาจึงเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ AI ดัดแปลงภาพเอกสารธนาคารปลอม เขาอ้างว่าตนเองมีเงินเก็บมากถึง 14 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายตายใจและยอมโอนเงินให้หลายร้อยครั้ง
ประเด็นสำคัญ
- ใช้ AI ปลอมเอกสารเนียน:คนร้ายใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ สร้างหน้าบัญชีเงินฝากและเอกสารตำรวจปลอม เพื่อหลอกว่าตนเองมีฐานะดีและกำลังเดือดร้อน
- สูญเงินมหาศาลกว่า 21 ล้านบาท:เหยื่อหลงเชื่ออย่างหนัก จึงยอมโอนเงินและมอบทรัพย์สินให้ผู้ต้องหามากถึง 623 ครั้ง ภายในเวลาเพียงปีกว่า
- เงินหายไปกับการ พนันออนไลน์ :ตำรวจสืบพบว่าเงินทั้งหมดไม่ได้ถูกนำไปลงทุน แต่ถูกนำไปเล่นสล็อตออนไลน์และใช้หนี้นอกระบบจนเกือบหมด
พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยรายละเอียดการสืบสวนที่น่าตกใจ คนร้ายไม่ได้ปลอมแค่ยอดเงินในบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ยังเหิมเกริมปลอมเอกสารจากสถานีตำรวจเมืองนนทบุรีอีกด้วย โดยผู้ต้องหาอ้างว่าแม่ถูกจับคดีหวยใต้ดินและต้องใช้เงินด่วนเพื่อเสียค่าปรับ
เทคนิคการใช้ AI ปรับแต่งตัวเลขบนเอกสาร ทำให้ภาพถ่ายที่ส่งผ่านไลน์ดูสมจริงจนแทบแยกไม่ออก นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ถึงกันยายน 2569 จนกระทั่งผู้เสียหายเริ่มสงสัยและปรึกษาครอบครัว จึงนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด
บุกค้น 4 จุดหลักและเส้นทางการเงินที่หายไป
เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างรัดกุม ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมนายพงศ์ธรที่พักย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร การปฏิบัติการครั้งนี้ยังขยายผลเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุดหลัก ซึ่งรวมถึงคอนโดมิเนียมย่านอโศกและบ้านพักในจังหวัดนครปฐม เพื่อหาหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงินเพิ่มเติม
จากการแกะรอยเส้นทางการเงิน พบความจริงว่าเงินกว่า 21 ล้านบาทไม่ได้ถูกนำไปสร้างเนื้อสร้างตัวเลย ผู้ต้องหารับสารภาพว่านำเงินไปชำระหนี้นอกระบบและใช้จ่ายส่วนตัว แต่เงินก้อนใหญ่ที่สุดถูกนำไปทิ้งกับเว็บพนันออนไลน์ โดยเฉพาะการเล่นเกมสล็อตที่สูบเงินไปอย่างมหาศาล
บทเรียนราคาแพงและวิธีป้องกันภัยโรแมนซ์สแกม
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชิ้นโตสำหรับคนที่กำลังมองหาความรักผ่านโลกออนไลน์หรือแอปพลิเคชันหาคู่ มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้มาในรูปแบบของการข่มขู่ แต่มาพร้อมกับคำหวานและการสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การใช้ AI สร้างเอกสารปลอมถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แพร่ระบาดหนักในขณะนี้ ซึ่งทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะรู้เท่าทันและระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์แนะนำว่า การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือการตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ หากคนรักออนไลน์ของคุณเริ่มพูดถึงเรื่องเงินหรือขอความช่วยเหลือทางการเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง คุณไม่ควรด่วนตัดสินใจโอนเงินให้คนที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง แม้ว่าเขาจะดูมีฐานะดีแค่ไหนก็ตาม
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังฝากข้อคิดเตือนใจว่า แม้เอกสารที่มิจฉาชีพนำมาแสดงจะดูน่าเชื่อถือและมีตราประทับราชการชัดเจน ขอให้มีสติและโทรศัพท์ตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรงก่อนเสมอ การโอนเงินไปแล้วมักติดตามคืนได้ยากมาก ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความรักหรือความสงสารชั่ววูบมาทำลายเงินเก็บทั้งชีวิตของคุณ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
นายกเทศมนตรีจังหวัดเชียงรายหารือเกี่ยวกับการยกระดับทิศทางการศึกษาสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ
กาญจนบุรี– เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและ ทำร้ายร่างกาย ผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์ กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย– เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด ">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด

