น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ– เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา ณ สน.สำเหร่ กลุ่ม นักเรียน ชาวอิตาลีและผู้ดูแลได้เข้าพบเพื่อขอโทษคุณซูกัส ผู้เสียหายชาวไทย หลังเกิดเหตุโต้เถียงกันบนรถไฟฟ้า BTS เพื่อปรับความเข้าใจและรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ได้ทำการเปรียบเทียบปรับกลุ่มผู้ก่อเหตุตามกฎหมาย ในขณะที่ผู้เสียหายยินดีรับคำขอโทษและวอนสังคมไทยยุติการคุกคาม เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้สามารถศึกษาดูงานในไทยต่อไปได้ตามกำหนดการ
เรื่องราวความขัดแย้งบนรถไฟฟ้า BTS ได้จบลงด้วยดีแล้วในขณะนี้ เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อนางสาวซูกัส ผู้เสียหายชาวไทย ได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มเยาวชนชาวอิตาลี การแจ้งความเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา และสร้างความสนใจให้กับสังคมออนไลน์อย่างมาก
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำเหร่ ได้ทำงานอย่างรวดเร็ว โดยเชิญเยาวชนชาวอิตาลี 5 คน และผู้ดูแลอีก 1 คน มาพูดคุยที่สถานีตำรวจ การเจรจาครั้งนี้มีล่ามแปลภาษาคอยช่วยเหลือ โดยทั้งหมดได้เข้าพบพนักงานสอบสวนและนางสาวซูกัสเมื่อเวลาประมาณ 22.30 น.
ประเด็นสำคัญ
- การยอมรับผิดและขอโทษ:กลุ่มนักเรียนชาวอิตาลีและผู้ดูแลรู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริง และได้กล่าวขอโทษผู้เสียหายชาวไทยอย่างเป็นทางการ
- การจัดการทางกฎหมายที่ชัดเจน:เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปรียบเทียบปรับผู้ก่อเหตุในข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้า และข้อหากระทำการอันควรขายหน้าต่อสาธารณะ
- การให้อภัยจากผู้เสียหาย:ครอบครัวผู้เสียหายรับคำขอโทษ และขอให้ชาวไทยหยุดโจมตี เพื่อให้นักเรียนกลุ่มนี้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและศึกษาดูงานต่อ
การเจรจาเพื่อปรับความเข้าใจ
การพูดคุยที่สถานีตำรวจใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะแก้ปัญหา กลุ่มนักเรียนและผู้ดูแลได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พวกเขากล่าวขอโทษนางสาวซูกัส และยอมรับว่าพฤติกรรมที่แสดงออกไปนั้นไม่เหมาะสมและขาดความยั้งคิด
ทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยจนตกลงกันได้ และเลือกที่จะยุติข้อพิพาททั้งหมดด้วยความเข้าใจ พวกเขาตกลงที่จะไม่ติดใจเอาความ หรือดำเนินคดีใดๆ ต่อกันอีกในอนาคต นอกจากนี้ ทุกคนยังยินยอมที่จะลบภาพและคลิปวิดีโอของเหตุการณ์ออกจากโทรศัพท์ และลบออกจากสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหมดร่วมกัน
หนึ่งในผู้ดูแลของคณะนักเรียนอิตาลีกล่าวว่า เขารู้สึกเสียใจและตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างมาก เขายืนยันว่าทางกลุ่มมีความเคารพและชื่นชมต่อวัฒนธรรมไทยเสมอมา เหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้จะเป็นบทเรียนครั้งสำคัญสำหรับทุกคนในกลุ่ม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต
ผู้ดูแลยังเน้นย้ำว่าจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งลักษณะนี้ขึ้นอีก เขาและเด็กๆ ทั้ง 5 คนที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ รู้สึกสำนึกผิดอย่างแท้จริงต่อการกระทำของตนเอง และพร้อมที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น
การให้อภัยและบทสรุปทางกฎหมาย
ทางด้านนางสาวซูกัส ผู้เสียหาย กล่าวว่าเธอสามารถสัมผัสได้ถึงความสำนึกผิดอย่างจริงใจของอีกฝ่าย เธอเชื่อว่าบุคคลที่กล้ายอมรับผิดและเอ่ยคำขอโทษ สมควรได้รับโอกาสในการแก้ไขตัวเองเสมอ
เธออธิบายเพิ่มเติมว่า การเดินทางมาแจ้งความในครั้งนี้ ทำไปเพื่อปกป้องสิทธิ์และศักดิ์ศรีของตนเองในฐานะคนไทย เธอต้องการส่งข้อความว่า ผู้ที่มาเยือน ประเทศไทย ควรเคารพสิทธิและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นด้วย เมื่ออีกฝ่ายเข้าใจข้อนี้แล้ว เธอจึงยินดีที่จะจบเรื่องราวทั้งหมดลง
นายประพัทธ์ พ่อของนางสาวซูกัส กล่าวว่า ในระหว่างการพูดคุย เขาได้อธิบายให้กลุ่มนักเรียนเข้าใจถึงมารยาทอันดีงามและวัฒนธรรมของสังคมไทย เขาขอขอบคุณทุกกำลังใจจากชาวไทยที่ส่งมาให้ครอบครัวอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่างๆ (สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ Thairath News )
นายประพัทธ์ยังฝากคำขอร้องถึงคนไทยทุกคน ว่าอย่าคุกคามหรือต่อว่ากลุ่มนักเรียนกลุ่มนี้อีกต่อไป เพราะทุกคนได้สำนึกผิดแล้วอย่างแท้จริง นอกจากนี้ พวกเขายังมีความจำเป็นต้องทำกิจกรรมศึกษาดูงานในประเทศไทยต่อไปอีกหลายวันตามกำหนดการเดิม
ในส่วนของการดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา “ดูหมิ่นซึ่งหน้า” แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 5 คน พร้อมสั่งปรับเป็นเงินคนละ 1,000 บาท ส่วนผู้ที่แสดงสัญลักษณ์ชูนิ้วกลาง ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีกหนึ่งข้อหาเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย
ข้อหาเพิ่มเติมคือ การกระทำการอันควรขายหน้าต่อธารกำนัล ทำให้ผู้ที่ชูนิ้วกลางถูกเปรียบเทียบปรับรวมเป็นเงิน 2,000 บาท หลังจากการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเสร็จสิ้น ทั้งสองฝ่ายก็จับมือและยุติเรื่องราวทั้งหมดอย่างเป็นทางการ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจไซเบอร์ยึดบุหรี่ไฟฟ้า 50,000 เครื่องและเงินสดจำนวนมากจากบ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ
เกิดเหตุการณ์ดราม่าสุดเดือดบนรถไฟฟ้า BTS! หญิงชาวไทยปะทะคารมอย่างดุเดือดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติเรื่องเสียงดัง
ข่าว - News
สลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม
เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นที่ จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ มีคนตกลงไปในหลุมลึกบริเวณใกล้น้ำตกป่าหวาย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่มรื่นและสวยงาม จุดเกิดเหตุเป็นทางเดินชมธรรมชาติที่ นักท่องเที่ยว คุ้นเคย แต่กลับกลายเป็นสถานที่จบชีวิต เมื่อมีชายคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดลงไปในหลุมลึกต่อหน้าผู้คน
หลุมดังกล่าวมีความลึกมากถึง 50-60 เมตร และยังมีกระแสน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก หลังจากชายคนนี้ตกลงไป เขาไม่ได้กลับขึ้นมาอีกเลย เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จึงคาดการณ์ตั้งแต่ต้นว่าเขาอาจจะเสียชีวิตแล้ว หน่วยกู้ภัย สภ.พบพระ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ทันที
ประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 30 ปี เสียชีวิตจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง หลังกระโดดลงหลุมลึกกว่า 50 เมตร ที่น้ำตกป่าหวาย
- สาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากปัญหาความรักที่ไม่สมหวัง เนื่องจากทั้งคู่เป็นญาติใกล้ชิดที่มีนามสกุลเดียวกัน
- ทีมกู้ภัยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเชือกสลิงยาวพิเศษ เพื่อโรยตัวลงไปกู้ร่างผู้เสียชีวิตด้วยความยากลำบาก
การนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย นายกุล เครือวีระ นายกเทศมนตรีนคร แม่สอด ได้สั่งการด่วนให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยเข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์กู้ภัยเคลื่อนที่เร็วและอุปกรณ์กู้ชีพครบมือ มาร่วมภารกิจกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตาก สาขาแม่สอด การทำงานเต็มไปด้วยความตึงเครียดเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่อันตราย
นอกจากนี้ ทีมงานต้องใช้ผู้ที่ชำนาญการปีนเขา โรยตัวลงไปในหลุมลึกพร้อมกับเชือกสลิงยาว พวกเขาทำงานด้วยความระมัดระวัง จนในที่สุดก็สามารถนำเปลรัดร่างของผู้เสียชีวิตดึงขึ้นมาได้สำเร็จ ผู้ตายเป็นชายหนุ่มอายุ 30 ปี ชาวตำบลคีรีราษฎร์ สวมเสื้อยืดและกางเกงสีน้ำเงิน สภาพศพบ่งบอกถึงการกระแทกกับพื้นหลุมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงนำร่างส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตรพลิกศพต่อไป
ปมรักต้องห้ามที่จบลงด้วยน้ำตา
จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือเรื่องราวความรักที่แสนเศร้า ผู้ตายมีความรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ไม่สามารถคบกันได้ เนื่องจากทั้งคู่มีนามสกุลที่ใกล้เคียงกันและเป็นญาติใกล้ชิดกัน ทั้งสองคนจึงพากันมาเที่ยวที่อุทยานฯ เพื่อพูดคุยปรับทุกข์เกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักที่ไม่มีทางออก
เชื่อกันว่าทั้งคู่ตัดสินใจจบชีวิตด้วยกันเพื่อหนีปัญหา ฝ่ายชายกระโดดลงไปในหลุมลึกและเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงไม่ได้ตามลงไป เธอทำได้เพียงร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกอยู่ริมหลุมและรีบขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับทุกคน ความผิดหวังในเรื่องความรักเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่างไรก็ตาม การหาทางออกด้วยการจบชีวิตไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดต่อไป เพื่อปิดคดีและมอบความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
ข่าว - News
ช็อก! ลาวบุกยึดเจ็ตส่วนตัว ซุกไอซ์กว่าครึ่งตันที่สนามบิน
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญเกิดขึ้นที่ สปป.ลาว เมื่อเจ้าหน้าที่ ตำรวจ เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ สกัดจับแก๊งค้า ยาเสพติด ข้ามชาติรายใหญ่ กลุ่มคนร้ายเหิมเกริมถึงขั้นใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมารับ ยาไอซ์ น้ำหนักกว่าครึ่งตัน พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะบินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางแบบไร้ร่องรอย
ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการจับกุมครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้ทั้งเครื่องบินและยาเสพติดมูลค่ามหาศาล พร้อมรวบตัวผู้ต้องหาได้ถึง 13 ราย ข้อมูลเชิงลึกจาก MGR Online ระบุว่ามีทั้งนักบินและเจ้าหน้าที่สนามบินเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วย
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจลาวบุกยึดเครื่องบินส่วนตัวที่ ลักลอบขนยา ไอซ์กว่า 521 กิโลกรัม ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางถึง 21 ใบ
- เจ้าหน้าที่รวบตัวผู้ต้องหาได้ 13 ราย ประกอบด้วยนักบิน ชาวต่างชาติ และพนักงานของท่าอากาศยานหลวงพระบาง
- เบาะแสสำคัญมาจากพลเมืองดีที่แจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้ตำรวจสามารถซ้อนแผนจับกุมได้ทันก่อนเครื่องบินขึ้น
เบาะแสสำคัญจากพลเมืองดี
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการจับกุมครั้งนี้มาจากข้อมูลลับของพลเมืองดี เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจแขวงหลวงพระบางได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญ ข้อมูลระบุชัดเจนว่าจะมีการ ลักลอบขนยาเสพติด ล็อตใหญ่ผ่านเส้นทางอากาศ
ขบวนการนี้วางแผนใช้เครื่องบินส่วนตัวบินตรงจากประเทศมาเลเซีย เพื่อมารับยาเสพติดที่เมืองหลวงพระบาง ตอนแรกคนร้ายกำหนดวันก่อเหตุไว้ในวันที่ 26 กันยายน แต่ต่อมาได้เลื่อนแผนการเป็นวันที่ 1 ตุลาคมแทน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ลดความพยายามลงแต่อย่างใด
ตำรวจลาวได้จัดกำลังเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลการบินอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งสืบทราบว่าเครื่องบินเป้าหมายรหัส N73GP จะเดินทางออกจากต้นทางในเวลา 11.30 น. และมีกำหนดการเดินทางมาถึงสนามบินหลวงพระบางในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 13.30 น.
นาทีจับกุมกลางรันเวย์
เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวร่อนลงจอดตามเวลาที่คาดการณ์ไว้ เหตุการณ์ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงตึงเครียด รถบรรทุกขนาดใหญ่จำนวน 2 คันได้ขับมาจอดที่บริเวณด้านหน้าของท่าอากาศยาน จากนั้นพนักงานของสนามบินได้ช่วยกันนำกระเป๋าเดินทางจำนวน 23 ใบลงจากรถ
กระเป๋าทั้งหมดถูกเข็นผ่านเครื่องเอกซเรย์ของสนามบินอย่างแนบเนียน ก่อนจะถูกลำเลียงขึ้นไปบนเครื่องบินส่วนตัวที่จอดติดเครื่องรออยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อโหลดสัมภาระเสร็จสิ้น รถบรรทุกทั้งสองคันก็รีบขับออกไปจากพื้นที่สนามบินทันที
เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยพิเศษจากกองบัญชาการตำรวจแขวงหลวงน้ำทาจึงไม่รอช้า พวกเขาตัดสินใจนำกำลังบุกเข้าตรวจค้นกระเป๋าทั้งหมดบนเครื่องบิน ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นแบบฉิวเฉียดก่อนที่เครื่องบินเจ็ตลำดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ผลการตรวจค้นทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงกับสิ่งที่พบซ่อนอยู่ด้านใน เมื่อพบว่าในกระเป๋าจำนวน 21 ใบเต็มไปด้วยถุงพลาสติกสีน้ำเงิน ถุงเหล่านี้ถูกประทับด้วยโลโก้รูปปลาทองเหมือนกันทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบ
เปิดกระเป๋าเจอยานรกล็อตใหญ่
เมื่อเปิดดูภายในถุง พบว่าเป็นยาเสพติดประเภทไอซ์รวมจำนวนทั้งหมด 500 ห่อ ยาเสพติดล็อตนี้มีน้ำหนักรวมกันสูงถึง 521 กิโลกรัม ส่วนกระเป๋าเดินทางอีก 2 ใบที่เหลือเป็นเพียงของใช้ส่วนตัวทั่วไปที่นำมาเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
หลักฐานที่ชัดเจนและมัดตัวแน่นหนานี้ ทำให้ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แบบคาหนังคาเขา เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด 13 คนในที่เกิดเหตุ กลุ่มผู้ต้องหามีทั้งนักบิน ผู้ช่วยนักบิน และนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติอีกหนึ่งคน
นอกจากนี้ยังมีพนักงานบริษัทที่เกี่ยวข้องถูกจับกุมอีก 3 คน และที่น่าตกใจที่สุดคือมีพนักงานของท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางร่วมขบวนการด้วยถึง 7 คน ทุกคนถูกนำตัวไปสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยงของเครือข่าย
นอกเหนือจากยาไอซ์กว่าครึ่งตันและเครื่องบินส่วนตัวแล้ว ตำรวจยังสามารถติดตามยึดรถกระบะสีขาวได้อีก 1 คันเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญ การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการลาวในการกวาดล้างยาเสพติด และจะมีการเร่งขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ลาวส่งตัวชาวไทย 76 คนจากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์กลับไปยังเชียงราย พร้อมจับกุม 8 คนที่มีหมายจับ
ข่าว - News
เจ้าหน้าที่กู้ภัยตกตะลึงหลังจากสุนัขที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพ
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญและน่าเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นที่จังหวัด น้ำท่วม กำแพงเพชรวิกฤต! น้ำล้นคลองซัดบ้านจม คนหนีขึ้นหลังคา">กำแพงเพชร เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปช่วยเก็บซากสุนัขที่เสียชีวิตแล้ว แต่สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างไม่คาดคิด เมื่อสุนัขตัวดังกล่าวฟื้นคืนชีพขึ้นมาบนรถกู้ภัย คลิปวิดีโอนี้ถูกโพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “น้ำตา คนเลว” พร้อมข้อความว่า “#ช่วยด้วย!ระทึกกลางวันแสกๆกู้ภัยโดนผีหลอก” วิดีโอดังกล่าวกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว โดยมียอดเข้าชมสูงถึง 4 ล้านครั้งภายในชั่วข้ามคืน
นายธีระ พึ่งพัฒน์ อายุ 53 ปี อาสาสมัครกู้ภัย เล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. บริเวณหมู่ 1 ด้านหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ทีมงานได้รับแจ้งจากชาวบ้านให้ช่วยนำร่างสุนัขเพศผู้ที่นอนตายนอกบ้านไปฝัง เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่าสุนัขตัวอ่อนปวกเปียกและไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงเชื่อว่าเสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน และเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนของ หน่วยกู้ภัยข่าวภาพกำแพงเพชร ต่อไป
ประเด็นสำคัญ
- กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปเก็บร่างสุนัขที่เชื่อว่าเสียชีวิตแล้วเพื่อนำไปฝังตามธรรมชาติ
- สุนัขฟื้นคืนชีพและลุกขึ้นยืนบนรถกู้ภัยหลังจากถูกห่อด้วยผ้าขาวเพียง 5 นาที
- คลิปเหตุการณ์กลายเป็นไวรัล มียอดผู้เข้าชมทะลุ 4 ล้านครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสภาพสุนัข พวกเขาได้ใช้ผ้าขาวดิบห่อร่างของมันอย่างมิดชิด จากนั้นจึงยกขึ้นท้าย รถกระบะ เพื่อเตรียมนำไปฝัง แต่หลังจากรถออกเดินทางไปได้เพียง 5 นาที เหตุการณ์ชวนขนลุกก็เกิดขึ้น จู่ๆ สุนัขที่ถูกห่อผ้าไว้ก็ฟื้นลุกขึ้นมายืนบนรถโดยไม่มีใครทราบสาเหตุ วินาทีนั้นอาสาสมัครกู้ภัยที่นั่งอยู่ท้ายรถต่างตกใจสุดขีด
กระแสไวรัลและการตอบรับจากโซเชียล
หลายคนยอมรับว่าตกใจจนคิดว่าโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ จึงรีบตะโกนบอกให้คนขับจอดรถทันที เมื่อคนขับจอดรถและเดินมาเปิดท้ายกระบะ สุนัขตัวดังกล่าวก็กระโดดลงจากรถแล้ววิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์นี้สร้างความงุนงงและตกตะลึงให้กับทีมงานทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะต่างมั่นใจว่าสุนัขหยุดหายใจไปแล้วก่อนหน้านี้
นายธีระยอมรับว่า นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในชีวิตการทำงานกู้ภัยที่เจอเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้ หลังจากตั้งสติได้ ทีมงานจึงนำคลิปวิดีโอจากมือถือไปโพสต์ลงในกลุ่มโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลามและแชร์คลิปออกไปอย่างกว้างขวาง
บางคนรู้สึกขบขันกับปฏิกิริยาตกใจสุดขีดของกู้ภัย ในขณะที่หลายคนรู้สึกยินดีที่สุนัขตัวดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับประชาชนทั่วไป หากพบสัตว์ที่ดูเหมือนเสียชีวิต ควรตรวจสอบการหายใจให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนเสมอ ท้ายที่สุดนี้ ทีมกู้ภัยก็ยังคงได้รับคำชื่นชมในความทุ่มเทช่วยเหลือสังคมแม้จะต้องเจอกับเรื่องชวนตกใจก็ตาม





