ตำรวจภูธรภาค 4 แถลงผลจับกุมผู้ต้องหาคดีชิงทองในพื้นที่ จ.ขอนแก่น หลังสืบสวนต่อเนื่องจนตามรวบตัวอดีตนายหน้าและพ่อค้าบะหมี่วัย 47 ปีได้สำเร็จ ผู้ต้องหารับว่าเครียดเรื่องหนี้สินและค่าใช้จ่ายในบ้าน จึงลงมือชิงทอง 26 บาท ก่อนกลับไปนอนอยู่บ้าน ติดตามข่าวการทำงานของ ตำรวจ ผ่านโซเชียล ขณะนี้ยึดทองคืนได้แล้ว 21 บาท เหลืออีก 5 บาทที่ยังต้องเร่งติดตาม
เวลา 11.00 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 พร้อมผู้บังคับบัญชาและชุดสืบสวน ร่วมแถลงข่าวจับกุม นายชลธิป (เก๋) สาระคำ อายุ 47 ปี ชาวจังหวัดขอนแก่น
ตำรวจแจ้งข้อหา ชิงทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดขวางเพื่อคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ และใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือหลบหนี โดยมีของกลาง เช่น ไม้หน้าสามยาวประมาณ 1 เมตร เหล็กกล่องปากแฉก และทองรูปพรรณ 9 เส้น รวมน้ำหนัก 21 บาท
คดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 คนร้ายชาย 1 คนบุกชิงทองรูปพรรณ 11 เส้น น้ำหนักรวม 26 บาท มูลค่าประมาณ 1.9 ล้านบาท จากห้างทองกรุงเทพเยาวราช พื้นที่หมู่ 12 ตำบลบ้านทุ่ม อำเภอเมืองขอนแก่น แล้วหลบหนีไป
หลังเกิดเหตุ ตำรวจสืบภาค 4 ตำรวจสืบสวนจังหวัดขอนแก่น และ สภ.บ้านเป็ด ลงพื้นที่ไล่กล้องและหาเบาะแสต่อเนื่อง พร้อมประกาศรางวัลนำจับ 100, 000 บาท สำหรับผู้ให้ข้อมูล
แกะรอยจากรถไม่ติดป้าย และสติกเกอร์ “VIP”
แนวทางสืบสวนพบว่า คนร้ายจอดรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีเทา ไม่ติดทะเบียน ไว้ในซอยใกล้ร้านทองประมาณ 20 เมตร แล้วใช้รถคันดังกล่าวหลบหนี
ต่อมา ตำรวจตรวจสอบเส้นทางที่คาดว่าจะใช้หลบหนี และพบข้อมูลสำคัญจากจุดเติมน้ำมันริมถนนเหล่านาดี คนร้ายเติมน้ำมัน 40 บาท อีกทั้งที่ท้ายรถมีสติกเกอร์สีเหลืองเขียนว่า “VIP” ทำให้ชุดสืบเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในพื้นที่ใกล้เคียง
จากนั้นตำรวจจึงกระจายกำลังหาข้อมูลตามชุมชนและหมู่บ้าน จนไปเชื่อมโยงถึงพื้นที่สวนและป่ายางพาราแถวบ้านป่าสังข์ ต.ดอน ช้าง อ.เมืองขอนแก่น ก่อนมีชาวบ้านให้เบาะแสว่ารถลักษณะดังกล่าวเป็นของ “นายเก๋” พ่อค้าบะหมี่ที่เปิดร้านอยู่ริมถนนเหล่านาดี
ตำรวจติดตามพฤติกรรมนายเก๋ พบว่ามีช่วงที่ออกจากบ้านในบ้านเหล่าโพนทอง แล้วเดินทางไปสวนในพื้นที่บ้านป่าสังข์
กระทั่งเย็นวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 นายเก๋ขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างออกไปขายบะหมี่ ตำรวจจึงเข้าพบ พร้อมแสดงภาพและคลิปจากวันเกิดเหตุ รวมถึงภาพช่วงเติมน้ำมันและภาพหลบหนี ผู้ต้องหามีอาการตกใจและยอมรับว่าเป็นคนก่อเหตุจริง จึงเชิญตัวไปสอบสวนที่ บก.สส.ภ.4
สารภาพชนวนเหตุ หนี้รุมและต้องเลี้ยงลูก
จากคำให้การ นายเก๋บอกว่าเคยทำอาชีพนายหน้าซื้อขายที่ดิน มีครอบครัวและมีรายได้ดี แต่มีหนี้สะสม ต่อมาภรรยามีคดีและหนีไป ทำให้ตนต้องเลี้ยงลูกและรับภาระหนี้เพียงลำพัง รายได้ไม่พอหมุน จึงคิดแผนชิงทองเพื่อเอาไปขายใช้หนี้และส่งลูกเรียน
ผู้ต้องหาเล่าว่า ซื้อรถฮอนด้าเวฟมือสองสภาพเก่า ไม่มีทะเบียน ราคา 5,000 บาท แล้วพ่นสีเป็นบลอนด์เทา เตรียมเหล็กกล่องยาวเพื่อนำมาทำเป็นอุปกรณ์สำหรับเกี่ยวทอง และเตรียมไม้หน้าสามไว้ค้ำประตู เพราะสังเกตว่าร้านทองหลายแห่งใช้ประตูอัตโนมัติที่ปิดเอง และอาจล็อกเมื่อเกิดเหตุ
อีกด้านหนึ่ง เขาบอกว่าศึกษาข่าวคดีชิงทองจากสื่อ จนคิดว่าถ้าวางแผนดีน่าจะรอด และเลือกไม่ใช้เส้นทางหลักเพราะ กล้องวงจรปิด หน้าบ้านมีมาก จึงตั้งใจหนีตามถนนรอง ถนนทุ่งนา และทางสวนที่เชื่อมไปยังหมู่บ้านต่างๆ
วันลงมือ ใช้ไม้ค้ำประตู แล้วหนีเข้าทางสวนยาง
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เขาไปดูเป้าหมายแต่ยังไม่ลงมือ จนวันที่ 15 กุมภาพันธ์จึงกลับมาอีกครั้ง และลงมือชิงทองตามแผน โดยใช้ไม้หน้าสามขวางประตูให้ปิดไม่สนิท ทำให้สามารถออกจากร้านได้
หลังได้ทอง เขาใส่กระเป๋าสีขาว แล้วขี่รถวนตามสวนยางในพื้นที่ ต.ดอนช้าง จนค่ำจึงกลับบ้าน จากนั้นใช้ลวดร้อยทองรวมกัน แล้วย่อนซ่อนไว้ในเสาเหล็กกล่องสี่เหลี่ยมที่เป็นเสาค้ำระเบียงบ้าน
ต่อมา ผู้ต้องหานำรถที่ใช้ก่อเหตุไปทิ้งหนองน้ำแถวบ้านหนองเต่า ห่างจากบ้านราว 2 กิโลเมตร แล้วนำเสื้อผ้าและหมวกกันน็อกที่ใช้วันเกิดเหตุไปเผาทิ้งในสวนพื้นที่บ้านป่าสังข์
ช่วงหลังเกิดเหตุ ผู้ต้องหาเล่าว่านอนอยู่บ้าน ไม่ออกไปขายบะหมี่ และคอยติดตามข่าวการสืบสวนของตำรวจตลอด รู้สึกกดดันจนไม่กล้านำทองออกไปขาย จนคิดว่าเรื่องเริ่มเงียบจึงกลับไปเปิดร้าน แต่สุดท้ายตำรวจตามตัวเจอและจับกุมได้
ยึดทองคืนได้ 21 บาท เหลืออีก 5 บาทต้องตามต่อ
ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องหาไม่ได้ใช้อาวุธปืนหรือมีดเพื่อข่มขู่ แต่ทำทีเหมือนมีอาวุธ เจ้าของร้านทองเข้าตรวจสอบของกลางแล้ว ยืนยันว่าเป็นทองของร้านจริง เพราะมีตราปั๊มสัญลักษณ์ของร้านและบริษัทผู้ผลิต
อย่างไรก็ตาม ทองที่ถูกชิงไปมีทั้งหมด 11 เส้น น้ำหนักรวม 26 บาท ขณะนี้ยึดคืนได้ 9 เส้น น้ำหนักรวม 21 บาท ยังขาดอีก 5 บาท เป็นทองเส้นน้ำหนัก 3 บาท และ 2 บาท โดยมอบให้ตำรวจ สภ.บ้านเป็ด สืบสวนต่อว่าได้นำไปขายแล้วหรือยังซ่อนอยู่ที่ใด
ขณะนี้ตำรวจควบคุมตัวนายเก๋ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านเป็ด ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
โจรขโมยทองจากกรุงเทพฯ ถูกจับกุมที่อำเภอแม่สุ่ย จังหวัดเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน
จันทบุรี– เจ้าหน้าที่ ตำรวจ จันทบุรีได้รวบตัวหนุ่มแสบในคดีโรแมนซ์สแกมสุดอุกอาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภัยเงียบรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ผู้ต้องหารายนี้ใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการ หลอกลวง เหยื่อจนสูญเงินมหาศาล คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะคนร้ายนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปลอมแปลงเอกสารสำคัญ ทำให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างสนิทใจจนสูญเงินกว่า 21 ล้านบาท
ตามรายงานจาก ข่าวไทยรัฐออนไลน์ พฤติการณ์ของคนร้ายเริ่มจากการทำความรู้จักกับผู้เสียหายที่ร้านนวดใน กรุงเทพมหานคร เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไปในเชิงชู้สาว ผู้ต้องหาจึงเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ AI ดัดแปลงภาพเอกสารธนาคารปลอม เขาอ้างว่าตนเองมีเงินเก็บมากถึง 14 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายตายใจและยอมโอนเงินให้หลายร้อยครั้ง
ประเด็นสำคัญ
- ใช้ AI ปลอมเอกสารเนียน:คนร้ายใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ สร้างหน้าบัญชีเงินฝากและเอกสารตำรวจปลอม เพื่อหลอกว่าตนเองมีฐานะดีและกำลังเดือดร้อน
- สูญเงินมหาศาลกว่า 21 ล้านบาท:เหยื่อหลงเชื่ออย่างหนัก จึงยอมโอนเงินและมอบทรัพย์สินให้ผู้ต้องหามากถึง 623 ครั้ง ภายในเวลาเพียงปีกว่า
- เงินหายไปกับการ พนันออนไลน์ :ตำรวจสืบพบว่าเงินทั้งหมดไม่ได้ถูกนำไปลงทุน แต่ถูกนำไปเล่นสล็อตออนไลน์และใช้หนี้นอกระบบจนเกือบหมด
พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยรายละเอียดการสืบสวนที่น่าตกใจ คนร้ายไม่ได้ปลอมแค่ยอดเงินในบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ยังเหิมเกริมปลอมเอกสารจากสถานีตำรวจเมืองนนทบุรีอีกด้วย โดยผู้ต้องหาอ้างว่าแม่ถูกจับคดีหวยใต้ดินและต้องใช้เงินด่วนเพื่อเสียค่าปรับ
เทคนิคการใช้ AI ปรับแต่งตัวเลขบนเอกสาร ทำให้ภาพถ่ายที่ส่งผ่านไลน์ดูสมจริงจนแทบแยกไม่ออก นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ถึงกันยายน 2569 จนกระทั่งผู้เสียหายเริ่มสงสัยและปรึกษาครอบครัว จึงนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด
บุกค้น 4 จุดหลักและเส้นทางการเงินที่หายไป
เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างรัดกุม ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมนายพงศ์ธรที่พักย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร การปฏิบัติการครั้งนี้ยังขยายผลเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุดหลัก ซึ่งรวมถึงคอนโดมิเนียมย่านอโศกและบ้านพักในจังหวัดนครปฐม เพื่อหาหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงินเพิ่มเติม
จากการแกะรอยเส้นทางการเงิน พบความจริงว่าเงินกว่า 21 ล้านบาทไม่ได้ถูกนำไปสร้างเนื้อสร้างตัวเลย ผู้ต้องหารับสารภาพว่านำเงินไปชำระหนี้นอกระบบและใช้จ่ายส่วนตัว แต่เงินก้อนใหญ่ที่สุดถูกนำไปทิ้งกับเว็บพนันออนไลน์ โดยเฉพาะการเล่นเกมสล็อตที่สูบเงินไปอย่างมหาศาล
บทเรียนราคาแพงและวิธีป้องกันภัยโรแมนซ์สแกม
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชิ้นโตสำหรับคนที่กำลังมองหาความรักผ่านโลกออนไลน์หรือแอปพลิเคชันหาคู่ มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้มาในรูปแบบของการข่มขู่ แต่มาพร้อมกับคำหวานและการสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การใช้ AI สร้างเอกสารปลอมถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แพร่ระบาดหนักในขณะนี้ ซึ่งทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะรู้เท่าทันและระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์แนะนำว่า การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือการตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ หากคนรักออนไลน์ของคุณเริ่มพูดถึงเรื่องเงินหรือขอความช่วยเหลือทางการเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง คุณไม่ควรด่วนตัดสินใจโอนเงินให้คนที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง แม้ว่าเขาจะดูมีฐานะดีแค่ไหนก็ตาม
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังฝากข้อคิดเตือนใจว่า แม้เอกสารที่มิจฉาชีพนำมาแสดงจะดูน่าเชื่อถือและมีตราประทับราชการชัดเจน ขอให้มีสติและโทรศัพท์ตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรงก่อนเสมอ การโอนเงินไปแล้วมักติดตามคืนได้ยากมาก ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความรักหรือความสงสารชั่ววูบมาทำลายเงินเก็บทั้งชีวิตของคุณ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
นายกเทศมนตรีจังหวัดเชียงรายหารือเกี่ยวกับการยกระดับทิศทางการศึกษาสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ
กาญจนบุรี– เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและ ทำร้ายร่างกาย ผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์ กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย– เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด ">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด

