เทคโนโลยี - Tech

ก้าวสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์: เจาะลึกแผนยุทธศาสตร์ “การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์” ของประเทศไทย

กรุงเทพฯ – จากห้องเรียนสู่แพลตฟอร์มระดับชาติ เจาะลึกความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อสร้างพลเมืองดิจิทัลที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่ ในโลกปัจจุบันนี้ เราคงไม่ต้องตั้งคำถามอีกต่อไปว่า “เมื่อไหร่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI…

Published

on

น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ – จากห้องเรียนสู่แพลตฟอร์มระดับชาติ เจาะลึกความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อสร้างพลเมืองดิจิทัลที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่

ในโลกปัจจุบันนี้ เราคงไม่ต้องตั้งคำถามอีกต่อไปว่า “เมื่อไหร่เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรา?” เพราะคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่า AI ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะในสมาร์ทโฟน ไปจนถึงโปรแกรมที่ช่วยเราเขียนอีเมลหรือวิเคราะห์ข้อมูลการทำงาน

เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปี 2026 อย่างเต็มตัว คำถามใหม่ที่ ประเทศไทย กำลังเผชิญหน้าก็คือ “คนไทยพร้อมรับมือกับยุค AI แล้วหรือยัง?”

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการสร้างวิศวกรคอมพิวเตอร์หน้าใหม่ แต่คือเรื่องของ “ความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์” หรือที่เรียกกันว่า AI Literacyซึ่งกำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญไม่แพ้การอ่านออกเขียนได้ วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่า ประเทศไทยกำลังผลักดันโครงการและยุทธศาสตร์อะไรบ้าง เพื่อให้แน่ใจว่าคนไทยทุกคนจะสามารถก้าวทันเทคโนโลยีและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ทำไมความเข้าใจเรื่อง AI (AI Literacy) ถึงเป็น “ทักษะที่ขาดไม่ได้”?

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า AI Literacy ไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนต้องเขียนโค้ดหรือสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็น แต่หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจ ใช้งาน และตั้งคำถามกับเครื่องมือ AI ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้ภายในไม่กี่วินาที ทักษะนี้ครอบคลุมไปถึง:

  • การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยลดภาระงาน
  • การเข้าใจข้อจำกัดของเครื่องมือเหล่านั้น เช่น ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
  • การมีวิจารณญาณในการแยกแยะข้อมูลจริงกับข้อมูลที่ AI สร้างขึ้น
  • การตระหนักถึงประเด็นด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและจริยธรรม

ทักษะเหล่านี้กำลังถูกบรรจุเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อยกระดับให้คนไทยกลายเป็น “พลเมืองดิจิทัล” ที่มีคุณภาพและพร้อมแข่งขันในเวทีโลก

ยุทธศาสตร์ชาติ: แผนปฏิบัติการ AI ของประเทศไทย

ภาพรวมของการพัฒนาด้านนี้ถูกขับเคลื่อนภายใต้ แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ปี 2022 – 2027) ซึ่งกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและท้าทายอย่างมาก เป้าหมายหลักไม่ใช่แค่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” อย่างจริงจัง

ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI กว่า 30,000 คน และที่สำคัญกว่านั้นคือ การตั้งเป้าให้ประชาชนไทยมากกว่า 600,000 คน มีความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎหมายและจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ยุทธศาสตร์ชาตินี้ได้วางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกภาคส่วนสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

พลิกโฉมห้องเรียนไทย: โครงการ THAI Academy

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดเริ่มต้นที่ห้องเรียน ในปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และบริษัทระดับโลกอย่าง ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เปิดตัวโครงการริเริ่มครั้งใหญ่ที่ชื่อว่า THAI Academy – AI in Education

โครงการนี้เป็นการนำวิสัยทัศน์ของรัฐบาลมาลงมือทำจริง ผ่านนโยบาย “3+1 ภาษา”ซึ่งได้แก่ ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และภาษาที่ 4 ซึ่งก็คือ ภาษาดิจิทัล (Digital Literacy)

จุดเด่นของโครงการนี้คือ:

  • เป้าหมายที่ชัดเจน:ในระยะแรก โครงการมุ่งเป้าไปที่การให้ความรู้แก่ นักเรียน ระดับมัธยมศึกษากว่า 600,000 คนทั่วประเทศ
  • แพลตฟอร์มการเรียนรู้ระดับชาติ:การนำเนื้อหาเกี่ยวกับ AI เข้าสู่แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลแห่งชาติ (National Digital Learning Platform – NDLP) ทำให้นักเรียนสามารถเลือกเรียนหลักสูตรที่ตรงกับความสนใจได้ทุกที่ทุกเวลา
  • เครื่องมือสำหรับครูผู้สอน:ไม่เพียงแค่นักเรียนเท่านั้น โครงการนี้ยังมีการนำเครื่องมือผู้ช่วย AI เข้ามาช่วยครูในการออกแบบแผนการสอน เพื่อลดภาระงานเอกสารและช่วยให้ครูมีเวลาโฟกัสกับนักเรียนมากขึ้น

เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือนี้คือ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้แบบไร้รอยต่อ ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุหรือสถานที่อีกต่อไป

สถาบันอุดมศึกษาขานรับ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับการสร้างบรรทัดฐานใหม่

เมื่อนักเรียนก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย การเรียนรู้เรื่อง AI ก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในสถาบันแรกๆ ที่ออกมารับมือกับการมาถึงของเครื่องมืออย่าง ChatGPT แทนที่จะห้ามนิสิตใช้งาน มหาวิทยาลัยกลับเลือกที่จะบูรณาการ AI เข้าสู่ระบบการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจว่า AI Literacy จะเป็น 1 ใน 3 สมรรถนะสำคัญที่มนุษย์แห่งอนาคตต้องมี โดยทางมหาวิทยาลัยได้ออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น:

  • ใช้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ตัวแทน:สนับสนุนให้นิสิตใช้ AI เพื่อลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซาก แต่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ในการต่อยอด
  • ปรับเปลี่ยนวิธีการประเมินผล:อาจารย์ผู้สอนต้องปรับวิธีการให้คะแนน โดยไม่ควรมอบหมายงานที่ AI สามารถตอบได้โดยตรง แต่ควรเน้นที่การวิเคราะห์เชิงลึกและการคิดเชิงวิพากษ์
  • ความโปร่งใส:หากมีการใช้ AI ในการทำงาน นิสิตจะต้องระบุแหล่งที่มาและขอบเขตการใช้งานอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากสื่อมวลชนอย่าง Bangkok Post ที่ระบุว่า มหาวิทยาลัยในไทยเริ่มเปิดหลักสูตรใหม่ๆ เช่น การบูรณาการ AI เข้ากับการประชาสัมพันธ์และการโฆษณา โดยเน้นสอนให้นักศึกษา “รู้จักตั้งคำถามกับ AI” เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและรักษาจริยธรรมในการสื่อสาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคการศึกษาไทยกำลังปรับตัวอย่างรวดเร็ว

ภาคเอกชนผนึกกำลังภาครัฐ: ขยายการเข้าถึงแบบไร้ขีดจำกัด

รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศได้ ภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของไทย จึงได้เข้ามาร่วมผลักดันแคมเปญระดับชาติในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา

1. AIS จับมือ อว. และจุฬาฯ ดันหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์”

AIS ได้เปิดตัวแคมเปญ “Aunjai Cyber: AI Literacy” ซึ่งต่อยอดมาจากโครงการส่งเสริมทักษะดิจิทัลที่มีผู้เรียนแล้วกว่าล้านคน หลักสูตรใหม่นี้ออกแบบมาให้เข้าใจง่าย สอนให้คนไทยมอง AI เป็น “คู่คิด” หรือ Buddy ที่สามารถใช้งานได้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์ม Thai MOOC ซึ่งตั้งเป้าที่จะเข้าถึงคนไทยกว่า 1.8 ล้านคน

2. True ผนึกกำลัง Google เปิดตัว “Gemini Academy”

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน True Corporation ได้ร่วมมือกับ Google เปิดตัวหลักสูตร “Gemini Academy for Students” และโมดูลความปลอดภัยด้าน AI โครงการนี้เน้นไปที่การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเยาวชนไทย และเพื่อขจัดอุปสรรคในการเข้าถึงเทคโนโลยี ทรูได้มอบสิทธิพิเศษอินเทอร์เน็ตฟรีไม่จำกัดปริมาณให้กับลูกค้าตลอดการเข้าร่วมหลักสูตร เพื่อให้มั่นใจว่าปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ตจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้

ลดความเหลื่อมล้ำ: ความท้าทายที่ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แม้เราจะมีโครงการที่ดีมากมาย แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือปัญหา “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล”

จากรายงานล่าสุดขององค์กร EdTech Hub ชี้ให้เห็นว่า นิยามของความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลได้เปลี่ยนไปแล้ว ปัจจุบันปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “การเข้าถึงอุปกรณ์” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ความฉลาดรู้ด้านเทคโนโลยี” ต่างหาก รายงานระบุว่าในบางพื้นที่ แม้เด็กจะไม่มีคอมพิวเตอร์ของตัวเอง แต่พวกเขาก็ยังสามารถใช้งาน AI ผ่านสมาร์ทโฟนได้

ในประเทศไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การแจกซิมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฟรีให้กับนักเรียนที่ขาดแคลนกว่า 400,000 คน อย่างไรก็ตาม บทสรุปที่สำคัญคือ การให้แค่เครื่องมือยังไม่พอ รัฐและโรงเรียนจะต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อสอนให้เด็กๆ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รู้จักวิธีปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและใช้งาน AI อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ถูกแสวงหาผลประโยชน์จากโลกออนไลน์

ยุคปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่กระแสแฟชั่นที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก การที่ประเทศไทยเร่งเครื่องพัฒนาโครงการ AI Literacy อย่างรอบด้าน ทั้งนโยบายระดับชาติ การปรับหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการสนับสนุนเครื่องมือจากภาคเอกชน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นเพียงแค่ “ผู้บริโภคเทคโนโลยี” อีกต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยี AI ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่มนุษย์ แต่ถูกสร้างมาเพื่อท้าทายให้มนุษย์พัฒนาศักยภาพของตนเองไปอีกขั้น ผู้ที่จะอยู่รอดและเติบโตในยุคนี้ ไม่ใช่คนที่มี AI ที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่ “เข้าใจ” และ “ร่วมมือ” กับ AI ได้ดีที่สุดต่างหาก วันนี้ การเรียนรู้เพื่อก้าวสู่อนาคตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และประตูสู่ความรู้ก็เปิดกว้างสำหรับคนไทยทุกคน

ข่าวเด่นประจำวันของประเทศไทย

AI กำลังเปลี่ยนการศึกษาไทยอย่างไรในปี 2026

การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Allbirds กับกระแส AI ที่ทำหุ้นพุ่งกระฉูด 600%

พลิกโฉมการศึกษาไทย! เจาะลึก 10 สุดยอดเครื่องมือ EdTech ที่กำลังเปลี่ยนโลกการเรียนออนไลน์

เทคโนโลยี - Tech

AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY

Thanawat Chaiyaporn

Published

on

ตำรวจ ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตั้งด่านตรวจและจับกุมชายอายุ 33 ปี ในข้อหาครอบครองยาบ้า">เชียงราย– AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมโทรคมนาคมของประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เดินหน้ายกระดับระบบนิเวศ ฟุตบอล ไทย">ฟุตบอลไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยประกาศสนับสนุนโครงข่ายสื่อสารให้กับสโมสรฟุตบอล ไทยลีก 1-3 ทั่วประเทศรวม 102 ทีม การสนับสนุนครั้งยิ่งใหญ่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว

เป้าหมายหลักคือการอำนวยความสะดวกแก่บุคลากรประจำทีมระหว่างการแข่งขันจริง การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรช่วยให้การทำงานคล่องตัวและราบรื่นในทุกพื้นที่ของสนามแข่ง สิ่งนี้สามารถรองรับรูปแบบการทำงานในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการส่งข้อมูลแทคติกหรือการวิเคราะห์เกมแบบเรียลไทม์

ประเด็นสำคัญ 

  • AIS สนับสนุนโครงข่ายสื่อสารให้สโมสรฟุตบอลไทยลีก 1-3 รวม 102 ทีม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
  • เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมงานและโค้ชด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระหว่างการแข่งขัน
  • แฟนบอลสามารถรับชมการถ่ายทอดสดตลอดฤดูกาล 2026/27 ผ่านโครงข่าย 5G บนแพลตฟอร์ม AIS PLAY

วิสัยทัศน์ผู้บริหาร AIS สู่การพัฒนาวงการลูกหนัง

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กรของ AIS ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นในโปรเจกต์นี้ เธอกล่าวว่า AIS ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวงการฟุตบอลไทยเสมอมา ทางบริษัทมองว่าการสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทุกสโมสร

การมอบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นปีที่ 2 จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัท AIS ต้องการอยู่เคียงข้างสโมสรและบุคลากรลูกหนังไทยอย่างแท้จริง พร้อมนำศักยภาพของโครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมการทำงานให้รวดเร็วและไร้รอยต่อ สิ่งนี้ตอบโจทย์การใช้งานของทีมงานให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

โค้ชและทีมงานสามารถอัปเดตข้อมูลนักเตะได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นสถิติการวิ่งหรือภาพช้าเพื่อวิเคราะห์เกม การมีเครือข่ายที่เชื่อถือได้ทำให้การตัดสินใจข้างสนามแม่นยำขึ้นมาก นวัตกรรมเหล่านี้คือเบื้องหลังความสำเร็จของฟุตบอลยุคใหม่ที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว

ยกระดับประสบการณ์แฟนบอล ถ่ายทอดสดคมชัด

ขณะเดียวกัน AIS ยังเดินหน้าเสริมศักยภาพโครงข่าย 5G และระบบไฟเบอร์ออปติกอย่างเต็มกำลัง การอัปเกรดครั้งนี้ครอบคลุมสนามแข่งขันฟุตบอลทั่วประเทศอย่างทั่วถึง เพื่อรองรับการส่งสัญญาณถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มหลักของบริษัทให้มีเสถียรภาพและรวดเร็วที่สุด

การพัฒนาเครือข่ายนี้ช่วยเติมเต็มความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศฟุตบอลไทยในครบทุกมิติ เริ่มตั้งแต่การเพิ่มความพร้อมให้สโมสรและบุคลากรในวันแข่งขัน ไปจนถึงการส่งมอบประสบการณ์การรับชมฟุตบอลที่มีคุณภาพสูงสุด แฟนบอลทั่วประเทศจะได้สัมผัสความคมชัดโดยไม่มีสะดุด

ความคาดหวังในฤดูกาล 2026/27

ฤดูกาล 2026/27 ถือเป็นปีที่แฟนบอลชาวไทยตั้งตารอคอยอย่างมาก หลายสโมสรมีการเสริมทัพนักเตะดาวรุ่งและโค้ชฝีมือดีเข้ามามากมาย การแข่งขันในลีกสูงสุดจนถึงลีกล่างจึงมีความเข้มข้นและสูสีมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด

ด้วยโครงข่ายการสื่อสารที่ทรงพลังจาก AIS การรายงานข่าวสารและผลการแข่งขันจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว สื่อมวลชนและแฟนบอลสามารถโต้ตอบกันบนโลกออนไลน์ได้ทันที เทคโนโลยีนี้ช่วยสร้างคอมมูนิตี้คนรักฟุตบอลไทยให้เติบโตและเหนียวแน่นยิ่งขึ้น

แฟนลูกหนังสามารถร่วมส่งเสียงเชียร์ทีมรักในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ฤดูกาล 2026/27 แบบจุใจ คุณสามารถชมการแข่งขันสดครบทุกลีก รวมถึงรับชมไฮไลต์และแมตช์รีรันแบบจัดเต็มได้ทุกที่ แฟนๆ สามารถสมัครแพ็กเกจ PLAY ALL และติดตามรายละเอียดการรับชมเพิ่มเติมได้ที่ AIS PLAY

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ

กฟก.เชียงรายลุยแจกไก่พื้นเมือง หนุนชาวอำเภอพานสร้างรายได้

Continue Reading

เทคโนโลยี - Tech

GISTDA เผยภาพดาวเทียม เตือนพื้นที่สีแดงเสี่ยงน้ำท่วมสูง

Rebecca Kim

Published

on

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ได้เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุด เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำทั่ว ประเทศไทย อย่างใกล้ชิดแบบเรียลไทม์ ข้อมูลภูมิสารสนเทศดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง ที่กำลังเผชิญกับภาวะ น้ำท่วม ขังและมวลน้ำสะสมอย่างหนัก ภาพถ่ายเหล่านี้ช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบโดยตรง จากพายุฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งนำข้อมูลสำคัญนี้ ไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำและวางแผนช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ของ GISTDA พบว่ามีหลายพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดง หรือพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมระดับสูงสุด พื้นที่เฝ้าระวังเหล่านี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวาง ทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือ ตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประชาชนและเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในบริเวณจุดเสี่ยงดังกล่าว จำเป็นต้องติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด การรับรู้ข้อมูลเชิงลึกที่รวดเร็วและมีความแม่นยำสูง จะช่วยให้ทุกคนสามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที

GISTDA ประเด็นสำคัญ

  • ภาพดาวเทียมจาก GISTDA แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีพื้นที่สีแดงหลายแห่งทั่วประเทศที่กำลังเสี่ยงต่อน้ำท่วมขังในระดับสูง
  • ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เป็นกลุ่มพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำและฝนสะสมหนักที่สุด
  • ทางการขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมอพยพหรือขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเมื่อจำเป็น

เมื่อพิจารณาเจาะลึกจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมขังที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จังหวัดสำคัญอย่าง นครสวรรค์ พิจิตร ลพบุรี และสระบุรี ล้วนปรากฏภาพเป็นพื้นที่สีแดงบนแผนที่ ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ มวลน้ำสะสมยังเริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่อง ไหลบ่าลงมาถึงพื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี และครอบคลุมถึงบางส่วนของ กรุงเทพมหานคร อีกด้วย ข้อมูลเชิงลึกนี้ตรงกับรายงานข่าวจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่ระบุว่าพบจุดน้ำท่วมขังบนผิวถนน กระจายตัวอยู่ในหลายเส้นทางหลักทั่วภูมิภาค

ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาสะสมอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำคลองสาขาต่างๆ เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถนนและเส้นทางสัญจรหลายสายถูกน้ำท่วมขังจนรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ตามปกติ ทำให้การเดินทางในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เร่งลงพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง ผู้ใช้รถใช้ถนนจึงควรตรวจสอบสภาพเส้นทางอย่างรอบคอบ และหลีกเลี่ยงการขับขี่ผ่านจุดที่มีน้ำท่วมขังสูงเพื่อป้องกันอันตราย

ภาคอีสานเผชิญน้ำล้นตลิ่งเป็นวงกว้าง

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เนื่องจากระบบภาพดาวเทียมตรวจพบการสะสมของมวลน้ำจำนวนมหาศาล จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ต่างมีจุดเสี่ยงภัยระดับสูงกระจายตัวอยู่หนาแน่นตามแนวลุ่มน้ำต่างๆ ปริมาณน้ำที่ล้นตลิ่งได้ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและเขตพื้นที่ทางการเกษตร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนและไร่นาของเกษตรกรในวงกว้าง หากพายุฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่เหล่านี้อาจจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

ปัจจุบันหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำกำลังเร่งดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชน เพื่อลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนให้น้อยที่สุด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมขั้นสูง ช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถมองเห็นภาพรวมของมวลน้ำ และวางแผนเส้นทางระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ทางน้ำ ควรเร่งเก็บสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูง และย้ายยานพาหนะรวมถึงสัตว์เลี้ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้

แม้ว่าเทคโนโลยีอวกาศสมัยใหม่จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ และรับรู้ถึงความเสี่ยงของการเกิดอุทกภัยได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ แต่การเตรียมความพร้อมรับมือระดับบุคคลยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ทาง GISTDA ได้เน้นย้ำและขอร้องให้ประชาชนทุกคนที่อยู่ในเขตพื้นที่สีแดง ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ด้านภัยพิบัติอย่างเคร่งครัด การติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกคนมีสติในการรับมือ และขอให้ทุกคนปลอดภัยจากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

บิว ภูริพล ผงาดคว้าทอง 100 ม. เอเชียนเกมส์ ทุบสถิติ 9.90 วิ

โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทย อยู่ที่ไหนและต่างกันอย่างไร

Continue Reading

เทคโนโลยี - Tech

โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทย อยู่ที่ไหนและต่างกันอย่างไร

Thanawat Chaiyaporn

Published

on

ประเทศไทย มีโครงการเมืองอัจฉริยะอยู่ที่ไหนบ้าง? หากคุณนึกถึงแต่ น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ อาจพลาดทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางภูมิภาค และพื้นที่พัฒนาใหม่ในภาคตะวันออก โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยมีขอบเขตต่างกัน บางแห่งครอบคลุมจังหวัด บางแห่งเจาะจงเพียงย่านหรือเทศบาล

สิ่งที่ต้องดูควบคู่กับชื่อพื้นที่คือสถานะของโครงการเพราะการติดอันดับ การเข้าร่วมเครือข่าย และการได้รับการรับรองเป็นคนละเรื่องกัน อีกทั้งเมืองอัจฉริยะยังเกี่ยวกับการเดินทาง สิ่งแวดล้อม และชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่การติดตั้งเทคโนโลยี

ประเด็นสำคัญที่ควรรู้

  • ตัวอย่างโครงการเด่นอยู่ในกรุงเทพฯ ระยอง และ ภูเก็ต ขณะที่เมืองภูมิภาคอีกหลายแห่งมีแผนหรือกิจกรรมพัฒนาในรูปแบบของตนเอง
  • ภูเก็ตและขอนแก่นมีผลงานในดัชนีเมืองอัจฉริยะปี 2023 แต่ผลจัดอันดับไม่ได้บอกว่าทุกพื้นที่มีสถานะรับรองเหมือนกัน
  • เชียงราย ปรากฏในกิจกรรม DIGITAL INFINITY: SMART LIVING ที่อำเภอแม่ลาว จึงควรระบุชื่อพื้นที่และลักษณะกิจกรรมให้ชัด
  • กรอบเมืองอัจฉริยะไทยครอบคลุมเจ็ดด้าน โดยแต่ละเมืองเลือกแก้ปัญหาที่ต่างกัน
  • ก่อนนำรายชื่อไปอ้างอิง ควรตรวจสอบพื้นที่ ผู้ดำเนินโครงการ และสถานะล่าสุดจากข้อมูลของ depa

โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยอยู่ที่ไหนบ้าง

รายชื่อพื้นที่จะอ่านได้ถูกต้องก็ต่อเมื่อรู้ว่าแต่ละชื่อปรากฏในข้อมูลประเภทใด ดัชนีเมืองอัจฉริยะสะท้อนผลการประเมิน ส่วนเครือข่ายเทศบาลบอกถึงการเข้าร่วมพัฒนา ทั้งสองอย่างไม่ควรถูกนำไปรวมเป็นรายชื่อเมืองที่ได้รับการรับรองทั้งหมด

กรุงเทพฯ และพื้นที่พัฒนาเมืองในภาคตะวันออก

กรุงเทพฯ มีตัวอย่างระดับย่าน ได้แก่ Samyan Smart Cityและพื้นที่บริเวณ คลองผดุงกรุงเกษมทั้งสองแห่งปรากฏในกลุ่มเมืองเด่นประเภทพื้นที่เมืองของดัชนีปี 2023 ชื่อโครงการระบุพื้นที่เฉพาะ จึงไม่ควรตีความว่าทั้งกรุงเทพฯ อยู่ภายใต้โครงการเดียวกัน

ภาคตะวันออกมี Wang Chan Valleyในจังหวัดระยอง ซึ่งได้อันดับสูงสุดในกลุ่มพื้นที่เมืองของดัชนีดังกล่าว พื้นที่นี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรม ขณะที่ชลบุรีเป็นอีกจังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่มีความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาเมือง อย่างไรก็ดี คำว่า “พื้นที่ชลบุรี” ยังไม่บอกชื่อโครงการหรือสถานะ ต้องตรวจสอบรายพื้นที่ก่อนอ้างอิง

ภูเก็ต เชียงใหม่ และเมืองเด่นในภูมิภาค

ในกลุ่มพื้นที่ระดับจังหวัด ภูเก็ตได้อันดับหนึ่งของดัชนีปี 2023 ส่วน ขอนแก่นอยู่ในกลุ่มสามอันดับแรก รายงาน ผลจัดอันดับเมืองอัจฉริยะของไทยปี 2023 ยังแยกผลระดับจังหวัดออกจากระดับพื้นที่เมืองอย่างชัดเจน จึงไม่ควรนำอันดับของภูเก็ตไปเทียบตรง ๆ กับ Samyan Smart City

เชียงใหม่ปรากฏผ่านการเข้าร่วมเครือข่ายเทศบาล Smart City Charter ส่วน เชียงรายมีพื้นที่อำเภอแม่ลาวเข้าร่วมกิจกรรม DIGITAL INFINITY: SMART LIVING ที่ depa รายงานไว้ในปี 2023 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประยุกต์เทคโนโลยีด้านเกษตรกรรม ข้อมูลนี้บอกถึงกิจกรรมในพื้นที่ ไม่ได้ยืนยันว่าเชียงรายทั้งจังหวัดได้รับการรับรองเป็นเมืองอัจฉริยะ

เครือข่ายเทศบาลและพื้นที่ที่กำลังพัฒนา

Smart City Charter มีเทศบาลที่ depa ระบุชื่อไว้ เช่น แม่เหียะ ป่าตอง นครสวรรค์ อุดรธานี กระบี่ ทุ่งสง ชุมแพ และแก่งคอยรายชื่อยังรวมเทศบาลเมืองเชียงใหม่ ขอนแก่น ระยอง และเทศบาลนครรังสิตด้วย

การอยู่ในเครือข่ายหมายถึงเทศบาลเข้ามาร่วมแนวทางพัฒนา ไม่ได้บอกว่าโครงการครอบคลุมทั้งจังหวัดหรือผ่านการรับรองระดับเดียวกันทั้งหมด ในเชียงรายยังมี ความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของท้องถิ่น ที่สะท้อนความสนใจของหน่วยงานในพื้นที่ แต่ควรแยกข่าวการผลักดันออกจากผลรับรองอย่างเป็นทางการ

ชื่อจังหวัดเดียวกัน อาจหมายถึงโครงการคนละขนาด

เมื่อเห็นชื่อจังหวัดในข่าวเมืองอัจฉริยะ ให้ดูต่อว่าขอบเขตจริงอยู่ตรงไหน ชื่อ “ภูเก็ต” ในการจัดอันดับระดับจังหวัดต่างจากชื่อย่านอย่างสามย่าน หรือชื่อพื้นที่พัฒนาอย่าง Wang Chan Valley หากไม่แยกขนาดพื้นที่ ผู้อ่านอาจเข้าใจผิดว่าผลการประเมินครอบคลุมประชากรและบริการในระดับเดียวกัน

จังหวัด เมือง และย่านต้องอ่านแยกกัน

โครงการระดับย่านอาจมุ่งจัดการปัญหาที่เห็นชัดในบริเวณจำกัด เช่น การเดินทางหรือการใช้พื้นที่สาธารณะ ส่วนแผนระดับจังหวัดต้องประสานงานกับหลายท้องถิ่นและรองรับความต้องการที่หลากหลายกว่า ความต่างนี้มีผลต่อทั้งเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ และวิธีวัดความคืบหน้า

หากข่าวใช้ชื่อจังหวัดเป็นหัวเรื่อง แต่รายละเอียดระบุเพียงหนึ่งอำเภอ ให้ยึด ขอบเขตพื้นที่ในรายละเอียดโครงการเป็นหลัก กิจกรรมที่อำเภอแม่ลาวเป็นตัวอย่างที่ควรเรียกว่าโครงการในพื้นที่เชียงราย มากกว่าจะสรุปว่าเกิดขึ้นทั่วจังหวัด

อันดับ เครือข่าย และการรับรองตอบคนละคำถาม

อันดับจากดัชนีช่วยดูผลงานตามเกณฑ์ในปีที่ประเมิน เครือข่ายอย่าง Smart City Charter แสดงการมีส่วนร่วมของเทศบาล ส่วนสถานะรับรองต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

งานวิจัยที่ศึกษา การกำกับดูแลเมืองอัจฉริยะในภูเก็ตและขอนแก่น ช่วยให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองมีทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ดังนั้น แม้สองจังหวัดจะถูกกล่าวถึงภายใต้หัวข้อเดียวกัน ก็ยังต้องดูว่าใครดำเนินงานและขอบเขตงานอยู่ตรงไหน

เมืองอัจฉริยะไทยทำอะไรบ้าง นอกจากใช้เทคโนโลยี

กรอบเมืองอัจฉริยะของไทยครอบคลุม เจ็ดด้านได้แก่ เศรษฐกิจ การเดินทาง พลังงาน การดำรงชีวิต ผู้คน การบริหารภาครัฐ และสิ่งแวดล้อม แนวทาง เมืองอัจฉริยะที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยย้ำว่าจุดเริ่มต้นควรเป็นปัญหาของคนในพื้นที่ ไม่ใช่การเลือกอุปกรณ์ก่อนแล้วค่อยหาว่าจะนำไปใช้ทำอะไร

แต่ละโครงการจึงไม่จำเป็นต้องทำทุกด้านพร้อมกัน เมืองท่องเที่ยวอาจสนใจการเดินทางและคุณภาพชีวิต ส่วนพื้นที่ที่มีโจทย์เรื่องทรัพยากรอาจให้ความสำคัญกับพลังงานหรือสิ่งแวดล้อมมากกว่า

ข้อมูลดิจิทัล การเดินทาง และบริการเมือง

ด้านการบริหารภาครัฐเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลช่วยตัดสินใจและติดตามบริการสาธารณะ หากหน่วยงานเห็นปัญหาในพื้นที่ได้ชัดขึ้น ก็จัดลำดับงานและประสานผู้รับผิดชอบได้ตรงจุด ส่วนด้านการเดินทางมองถึงความสะดวกในการเข้าถึงสถานที่และบริการที่ประชาชนต้องใช้

ด้านเศรษฐกิจและผู้คนก็เกี่ยวข้องกัน เมืองต้องมองทั้งโอกาสของผู้ประกอบการและความสามารถของประชาชนในการใช้บริการใหม่ อย่างไรก็ดี การกล่าวว่าเมืองใดมีแพลตฟอร์มข้อมูลหรือระบบเดินทางเฉพาะ ต้องมีหลักฐานของโครงการนั้นรองรับก่อน

พลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

ด้านพลังงานมุ่งใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับปัญหาที่กระทบพื้นที่ เช่น น้ำและขยะ ส่วนด้านการดำรงชีวิตมองผลต่อความเป็นอยู่และการเข้าถึงบริการ

ตัวอย่างการใช้ข้อมูลกับปัญหาใกล้ตัวคือ การพัฒนาระบบจัดการคุณภาพน้ำในเชียงราย ซึ่งกล่าวถึงการรับแจ้งและติดตามปัญหาน้ำประปา ตัวอย่างนี้แสดงวิธีที่เทคโนโลยีช่วยงานท้องถิ่น แต่ไม่ใช่หลักฐานรับรองสถานะเมืองอัจฉริยะของจังหวัด

ดูความก้าวหน้าของโครงการจากอะไร

ชื่อโครงการและแผนงานเป็นจุดเริ่มต้น แต่คนในพื้นที่ย่อมอยากรู้ว่าสิ่งที่ประกาศไว้เกิดขึ้นจริงหรือยัง การติดตามจึงควรแยก กิจกรรมที่เริ่มดำเนินการออกจากผลที่ประชาชนได้รับ เพราะการจัดอบรม การเปิดตัวระบบ และการใช้งานต่อเนื่องเป็นคนละช่วงของงาน

สำหรับโครงการด้านบริการเมือง คำถามที่ใช้ได้คือประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไร และเมื่อแจ้งปัญหาแล้วใครรับผิดชอบต่อ หากเป็นโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ควรดูว่ามีการรายงานข้อมูลหรือผลดำเนินงานที่ตรวจสอบได้หรือไม่

อีกจุดหนึ่งคือความต่อเนื่องหลังจบกิจกรรมทดลอง พื้นที่นำร่องอาจช่วยทดสอบวิธีทำงาน ก่อนตัดสินใจว่าจะขยายผลอย่างไร การเห็นผลในพื้นที่เล็กจึงยังไม่เท่ากับการใช้ระบบได้ทั่วเมือง

ท้ายที่สุด ตัวชี้วัดควรสัมพันธ์กับปัญหาที่โครงการตั้งใจแก้ หากเป้าหมายคือบริการที่สะดวกขึ้น การนับจำนวนอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวบอกประสบการณ์ของประชาชนไม่ได้ ต้องดูผลการให้บริการประกอบด้วย

วิธีตรวจสอบสถานะและความคืบหน้าของแต่ละพื้นที่

ก่อนใช้รายชื่อโครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยเป็นข้อมูลอ้างอิง ให้เริ่มที่ Smart City Data Platform ของ depaแพลตฟอร์มนี้แสดงชื่อเมือง พื้นที่ ผู้ดำเนินโครงการ และประเภทเมือง รายละเอียดเหล่านี้ช่วยแยกโครงการระดับย่านออกจากพื้นที่ระดับเมืองหรือจังหวัดได้

จากนั้นตรวจชื่อผู้ดำเนินโครงการและช่วงเวลาของข้อมูล หากพบชื่อเดียวกันในข่าวประชาสัมพันธ์ ให้ดูว่าข่าวกล่าวถึงการเริ่มต้นโครงการ การเข้าร่วมเครือข่าย ผลการจัดอันดับ หรือการรับรองอย่างเป็นทางการ ข่าวแต่ละแบบตอบคำถามต่างกัน

เทียบข้อมูลหลายจุดก่อนสรุปสถานะ

เริ่มจากชื่อพื้นที่จริง ไม่ใช่ชื่อจังหวัดที่ใช้ในพาดหัว แล้วดูหน่วยงานรับผิดชอบและประเภทเมืองในฐานข้อมูล หากต้องการทราบความคืบหน้าล่าสุด ให้เทียบกับประกาศของเทศบาล จังหวัด หรือเจ้าของโครงการโดยตรง

การมีชื่อในดัชนีปี 2023 ไม่ได้บอกสถานะปัจจุบันทั้งหมด เช่นเดียวกับการมีข่าวเปิดตัวในปีหนึ่งที่ไม่ยืนยันว่าระบบยังดำเนินงานอยู่ในปีถัดมา วันที่เผยแพร่ข้อมูลจึงสำคัญพอ ๆ กับชื่อโครงการ

ใช้ตัวเลขและรายชื่อให้ตรงนิยาม

ก่อนนับจำนวนเมือง ให้กำหนดก่อนว่าจะนับพื้นที่ที่ได้รับการรับรอง พื้นที่โครงการ หรือเขตนำร่อง งานวิจัยเรื่อง การจัดชุดข้อมูลสำหรับกำกับดูแลเมืองอัจฉริยะ ใช้ข้อมูลจากเมืองที่ได้รับการรับรองตามขอบเขตการศึกษา ซึ่งไม่ใช่นิยามเดียวกับการรวมทุกเทศบาลและกิจกรรมนำร่อง

รายชื่อและสถานะเปลี่ยนได้เมื่อมีโครงการใหม่หรือปรับขอบเขตงาน หากจะเผยแพร่ข้อมูล ควรระบุทั้งประเภทพื้นที่และวันที่ตรวจสอบไว้ด้วย ผู้อ่านจะได้รู้ว่ารายชื่อนั้นสะท้อนข้อมูลช่วงใด

คำถามที่พบบ่อย

เมืองอัจฉริยะในไทยมีทั้งหมดกี่แห่ง

คำตอบขึ้นอยู่กับสิ่งที่นับ เมืองที่ได้รับการรับรอง พื้นที่โครงการ และเขตนำร่องอาจอยู่คนละชุดข้อมูล จึงไม่ควรนำตัวเลขจากข่าวต่างปีมาบวกกัน หากต้องใช้จำนวนล่าสุด ให้ตรวจฐานข้อมูลของ depa พร้อมดูนิยามและวันที่ข้อมูลได้รับการปรับปรุง

เมืองอัจฉริยะต้องมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง

ไม่มีชุดอุปกรณ์ที่ทุกเมืองต้องติดตั้งเหมือนกัน เครื่องมือดิจิทัลควรตอบเป้าหมายของพื้นที่ เช่น ช่วยจัดการข้อมูลเพื่อปรับบริการ หรือช่วยติดตามปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งสำคัญคือหน่วยงานใช้ข้อมูลนั้นแก้ปัญหาได้จริงและประชาชนเข้าถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น

โครงการเมืองอัจฉริยะมีเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือไม่

มีพื้นที่พัฒนาในหลายภูมิภาค ตัวอย่างในบทความนี้ครอบคลุมระยอง ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ และกิจกรรมในเชียงรายด้วย อย่างไรก็ตาม แต่ละชื่ออาจหมายถึงพื้นที่จัดอันดับ เทศบาลในเครือข่าย หรือกิจกรรมนำร่อง จึงไม่ควรเหมารวมว่าได้รับการรับรองสถานะเดียวกัน

ประชาชนตรวจสอบข้อมูลโครงการได้จากที่ไหน

เริ่มที่ Smart City Data Platform ของ depa เพื่อดูชื่อพื้นที่ ประเภทเมือง และผู้ดำเนินโครงการ จากนั้นตรวจเว็บไซต์หรือประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่ออยากรู้ว่ากิจกรรมล่าสุดเปิดให้ใช้บริการแล้วหรือยัง ควรดูวันที่ประกาศทุกครั้ง

เมืองอัจฉริยะต่างจากเมืองดิจิทัลอย่างไร

คำว่าเมืองดิจิทัลมักชวนให้นึกถึงบริการออนไลน์และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ส่วนเมืองอัจฉริยะมองการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเมืองหลายด้าน รวมถึงชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อม การมีบริการดิจิทัลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาได้ แต่ไม่ได้บอกด้วยตัวเองว่าเมืองดำเนินงานครบทุกด้าน

โครงการกระจายทั่วไทย แต่ต้องดูสถานะเป็นรายพื้นที่

โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยมีทั้งย่านในกรุงเทพฯ พื้นที่พัฒนาในภาคตะวันออก และเมืองภูมิภาค ขนาดพื้นที่ จุดเน้น และสถานะของแต่ละแห่งต่างกัน จึงอ่านชื่อโครงการเพียงอย่างเดียวไม่ได้

ก่อนนำรายชื่อไปอ้างอิง ให้ตรวจ ขอบเขตพื้นที่และสถานะล่าสุดจากข้อมูลทางการเสมอ วิธีนี้ช่วยให้เห็นภาพเมืองอัจฉริยะของไทยตามที่แต่ละพื้นที่ดำเนินงานอยู่จริง

Continue Reading
เชียงราย - Chiang Rai News 12 hours ago

ตำรวจในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตั้งด่านตรวจและจับกุมชายอายุ 33 ปี ในข้อหาครอบครองยาบ้า

ข่าวกีฬา Sports 12 hours ago

งานวิ่ง Phu Chi Fa Trail Run 2026 ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงราย

เชียงราย - Chiang Rai News 12 hours ago

ตำรวจเชียงรายเปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมแบบใยแมงมุม

จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน
ข่าวอาชญากรรม - Crime 19 hours ago

จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน

เชียงใหม่ - Chiang Mai 19 hours ago

ตำรวจชายแดนเชียงใหม่ยึดยาบ้าได้ 2.8 ล้านเม็ด

เชียงราย - Chiang Rai News 19 hours ago

ตำรวจยึดยาไอซ์ 350 กิโลกรัม ที่ด่านตรวจเชียงราย

ครูคนหนึ่งในจังหวัดเชียงรายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าพูดถูก หลังจากการสืบสวนสอบสวนนาน 10 ปี
เชียงราย - Chiang Rai News 2 days ago

ครูคนหนึ่งในจังหวัดเชียงรายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าพูดถูก หลังจากการสืบสวนสอบสวนนาน 10 ปี

เชียงราย - Chiang Rai News 2 days ago

เชียงรายเปิดค่าย STEAM 2026 หนุนเด็กสู่โลกนวัตกรรม

สุขภาพและการแพทย์ Health 2 days ago

Sriburin Health Expo 2026: เกษมราษฎร์ชวนเชียงรายตรวจสุขภาพ

เชียงราย - Chiang Rai News 2 days ago

เด็กหนุ่มจากเชียงรายคนนี้สุดยอดมาก! เขาได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นประจำปี 2027

ข่าวธุรกิจ Business 3 weeks ago

ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2: เช็กสิทธิและเงื่อนไขใหม่ล่าสุด

ข่าวอาชญากรรม - Crime 2 weeks ago

บาร์คาราโอเกะถูกบุกตรวจค้นเนื่องจากเปิดดึกและมีพนักงานต้อนรับที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

เชียงราย - Chiang Rai News 3 weeks ago

พบแล้ว! ชายที่หลงป่าเชียงรายเป็นเวลา 3 วันรอดชีวิตมาได้ แต่เหนื่อยล้ามาก

ราคาทองวันนี้ 15 ก.ย. 2026 แตะ 67,950 บาท แนวโน้มและวิเคราะห์
การเงิน -Finance 4 weeks ago

ราคาทองวันนี้ 15 ก.ย. 2026 แตะ 67,950 บาท แนวโน้มและวิเคราะห์

วัดร่องขุ่น เชียงราย: ค่าเข้าชม เวลาทำการ และการเดินทาง
คู่มือท่องเที่ยวเชียงราย - Guide 4 weeks ago

วัดร่องขุ่น เชียงราย: ค่าเข้าชม เวลาเปิด และวิธีไปให้ไม่พลาด

เชียงราย - Chiang Rai News 3 weeks ago

วัยรุ่นเชียงรายวัย 15 ปี อาการโคม่าหลังประสบอุบัติเหตุชนรุนแรง

เชียงราย - Chiang Rai News 2 weeks ago

สิงหคลาย เฮาส์ เชียงราย ขอนำเสนอ กลอรี่ อิน พีซ

พระสงฆ์ 3 รูปถูกจับกุมที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย หลังจากพบว่ามีการเสพยาเสพติด
เชียงราย - Chiang Rai News 4 weeks ago

พระสงฆ์ 3 รูปถูกจับกุมที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย หลังจากพบว่ามีการเสพยาเสพติดนกุฏิ

อัปเดตการจราจรเชียงราย: เริ่มใช้กฎการกลับรถใหม่ 20 กันยายนนี้
เชียงราย - Chiang Rai News 4 weeks ago

อัปเดตการจราจรเชียงราย: เริ่มใช้กฎการกลับรถใหม่ 20 กันยายนนี้

ข่าวอาชญากรรม - Crime 3 weeks ago

น่าตกใจ! พบระเบิดมือผูกติดอยู่กับประตูโกดังในจังหวัดเชียงราย คาดว่าเป็นการข่มขู่

Trending

Design a Mobile Site
View Site in Mobile | Classic
Share by: