โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น – การเมืองญี่ปุ่นพลิกภาพแบบคาดไม่ถึง เมื่อพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ คว้าชัยเลือกตั้งทั่วไปแบบฉับพลันในวันอาทิตย์อย่างขาดลอย จนได้เสียงข้างมากระดับสองในสามในสภาผู้แทนราษฎร ผลที่ NHK คาดการณ์และตัวเลขนับคะแนนช่วงต้นที่ยืนยันแล้ว ชี้ว่านี่คือชัยชนะที่เด็ดขาดที่สุดของพรรคเดียวในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหลังสงคราม และทำให้ทาคาอิจิ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ มีพื้นที่ทางการเมืองกว้างกว่าที่เคยในการผลักดันวาระอนุรักษนิยม
LDP เพียงพรรคเดียวได้ 316 ที่นั่งจากทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาล่าง ทิ้งห่างเกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดาที่ 233 ที่นั่ง และยังเกินเส้น 310 ที่นั่งที่ทำให้สภาล่างสามารถโหวตคว่ำมติสภาสูงได้ นี่คือการเพิ่มที่นั่งมากกว่า 100 จากก่อนเลือกตั้งที่มี 198 ที่นั่ง และถ้านับรวมพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรค Japan Innovation Party (JIP) ที่ได้ 36 ที่นั่ง กลุ่มรัฐบาลจะถือครองรวม 352 ที่นั่งเป็นตัวเลขที่แข็งแรงพอจะกำหนดทิศทางการเมืองญี่ปุ่นไปได้อีกนาน
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์เกิดขึ้นท่ามกลางหิมะตกหนักเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ และถูกประกาศขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2025 ต่อจากชิเงรุ อิชิบะที่ลาออก ช่วงของอิชิบะเต็มไปด้วยแรงกดดันจากความพ่ายแพ้ทางการเมือง รวมถึงการที่ LDP เสียเสียงข้างมากในทั้งสองสภา ท่ามกลางประเด็นเงินการเมืองที่ไม่รายงาน และความไม่พอใจของประชาชนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทาคาอิจิ นักการเมืองสายอนุรักษนิยมที่ขึ้นชื่อเรื่องท่าทีแข็งต่อประเด็นความมั่นคงและการปฏิรูปเศรษฐกิจ ตัดสินใจเสี่ยงยุบสภาเพื่อใช้ช่วงกระแสนิยมช่วงต้นวาระให้เกิดประโยชน์
ประชาชนตอบรับชัดเจน ผลสำรวจหลังคูหาและตัวเลขรวมบ่งชี้ว่า LDP ทำคะแนนนำทั้งในเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อ โดยได้ 249 ที่นั่งจากเขต และ 67 ที่นั่งจากสัดส่วน พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรค Constitutional Democratic Party และกลุ่มที่เหลือจากอดีตพันธมิตรโคเมโตะ สูญเสียที่นั่งจำนวนมาก หลายการคาดการณ์ระบุว่าฝ่ายค้านรวมกันได้ไม่ถึง 120 ที่นั่ง ผลลัพธ์สะท้อนการสนับสนุนนโยบายของทาคาอิจิที่เน้นลดภาษีเพื่อกระตุ้นการเติบโต เพิ่มงบกลาโหมในช่วงความตึงเครียดกับจีนและเกาหลีเหนือ และคุมเข้มเรื่องผู้อพยพ
เดิมพันที่ออกดอกเต็มที่
การยุบสภาเร็วตั้งแต่เริ่มเป็นนายกฯ ถูกมองว่าเสี่ยงสูง เพราะ LDP เพิ่งเสียศรัทธาจากคดีเงินลับที่กระทบความไว้วางใจ และคนจำนวนไม่น้อยไม่อยากเห็นการเลือกตั้งที่มาเร็วอีกครั้ง แต่แคมเปญของทาคาอิจิที่สื่อบางส่วนเรียกกันว่า “Sanamania” โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เดินเรื่องด้วยภาพการเปลี่ยน “ความกังวลให้เป็นความหวัง” เธอชูมาตรการเศรษฐกิจที่แรงขึ้น ทั้งการกระตุ้นการใช้จ่ายและการผ่อนกฎระเบียบบางส่วน พร้อมสื่อสารความเด็ดขาดด้านความมั่นคง
แม้หิมะหนักทำให้การเดินทางใน ภาคเหนือ สะดุด และเกิดการยกเลิกเที่ยวบินกับรถไฟหลายเส้นทาง แต่คนยังออกมาใช้สิทธิไม่น้อย ผลที่ออกมาจึงถูกตีความว่าเป็น “ไฟเขียว” ให้รัฐบาลเดินหน้าปรับทิศทางประเทศ ภายใต้ความต่อเนื่องของการเมืองแบบ LDP ที่กลับมายืนเหนือเกมได้อีกครั้งหลังช่วงที่ดูเปราะบาง
ผลต่อทิศทางนโยบายและภูมิภาค
เมื่อครองเสียงระดับสองในสามในสภาล่าง ทาคาอิจิสามารถดันกฎหมายผ่านได้ แม้เจอแรงต้านในสภาสูงที่ฝ่ายรัฐบาลยังไม่คุมเสียงได้ทั้งหมด ประเด็นที่ถูกจับตา ได้แก่ ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวของ LDP การเพิ่มงบด้าน ทหาร และการปรับนโยบายเกี่ยวกับการย้ายถิ่นและการท่องเที่ยว
ชัยชนะครั้งนี้ยังทำให้ตลาดการเงินเริ่มขยับตามกระแสคาดการณ์เรื่องการลดภาษีและแผนใช้จ่ายของรัฐ จนเกิดคำถามเรื่องวินัยการคลัง ในด้านต่างประเทศ ผลเลือกตั้งช่วยเสริมอำนาจต่อรองของทาคาอิจิในการย้ำความร่วมมือพันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น และส่งสัญญาณท่าทีแข็งขึ้นต่อปักกิ่ง โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและข้อพิพาทดินแดน
ผู้นำฝ่ายค้านหลายคนยอมรับความพ่ายแพ้ตั้งแต่เช้าวันจันทร์ บางฝ่ายพูดตรงกันว่าต้องทบทวนตัวเอง หลังไม่สามารถเปลี่ยนความไม่พอใจเรื่องเงินเฟ้อและความเหลื่อมล้ำให้เป็นคะแนนได้ กลุ่มฝ่ายค้านดูแตกกระจัดกระจาย และยังไม่สามารถรวมพลังเป็นตัวเลือกเดียวที่ชัดเจน
เส้นทางต่อจากนี้ของทาคาอิจิ
ในคำปราศรัยฉลองชัยคืนวันอาทิตย์ ทาคาอิจิแสดงท่าทีเรียบง่ายแต่หนักแน่น เธอขอบคุณผู้สนับสนุน และย้ำว่าจะทำตามที่หาเสียงไว้ “นี่ไม่ใช่ชัยชนะของคนคนเดียวหรือพรรคเดียว แต่เป็นชัยชนะของประชาชนญี่ปุ่นที่เลือกความหวังแทนความชะงักงัน” เธอกล่าวที่สำนักงานใหญ่ LDP ท่ามกลางบรรยากาศฉลองที่มีดอกกุหลาบกระดาษสีแดงประดับบนป้ายชื่อผู้สมัคร
ทาคาอิจิคาดว่าจะได้รับการยืนยันเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในการประชุมไดเอ็ตสมัยพิเศษที่เริ่มวันที่ 18 กุมภาพันธ์ และยังไม่มีสัญญาณปรับคณะรัฐมนตรีในทันที ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลจะเดินหน้าด้วยทีมเดิมเพื่อเร่งผลักดันวาระสำคัญ
สำหรับญี่ปุ่น การเลือกตั้งปี 2026 คือช่วงเวลาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่งสัญญาณชัดว่าไม่ต้องการความสั่นคลอนแบบที่ผ่านมา และพร้อมให้โอกาสแนวทางอนุรักษนิยมที่มีกลิ่นชาตินิยมของทาคาอิจิจะนำประเทศไปทางไหนต่อจากนี้ยังต้องรอดู แต่ตอนนี้ “สตรีเหล็ก” แห่งการเมืองญี่ปุ่นได้จารึกชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แล้ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ผลเลือกตั้ง 2569: ภูมิใจไทยขึ้นนำ สภาชุดใหม่เปลี่ยนหน้าใหญ่
ข่าวการเมือง Politics
ดุสิตโพลชี้รัฐบาลอนุทินเรตติ้งตก เซ่นพิษน้ำท่วม-จี้เยียวยา
น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ– วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้ไม่ได้พัดพาแค่บ้านเรือนประชาชนเท่านั้น แต่มันยังกวาดเอาคะแนนนิยมของรัฐบาลไปด้วย ผลสำรวจล่าสุดชี้ชัดว่าความเชื่อมั่นของประชาชนกำลังลดลงอย่างน่าใจหาย สาเหตุหลักมาจากการจัดการวิกฤตที่ล่าช้าและไม่ทันต่อเหตุการณ์ รัฐบาลกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก จากทุกสารทิศ
ข้อมูลจาก สวนดุสิตโพล สะท้อนภาพความไม่พอใจของประชาชนอย่างชัดเจน รัฐบาลและผู้นำประเทศได้รับคะแนนประเมินการทำงานที่ต่ำมากในสายตาประชาชน สิ่งนี้กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยทางการเมืองที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไขโดยด่วนที่สุด ก่อนที่วิกฤตศรัทธาจะลุกลามจนยากที่จะกอบกู้กลับคืนมาได้
ประเด็นสำคัญ
- คะแนนนิยมของรัฐบาลตกต่ำลงอย่างหนักจากการรับมือวิกฤตน้ำท่วมที่ผิดพลาด
- ประชาชนกว่าร้อยละ 74 มองว่าการแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้าคือปัญหาใหญ่ที่สุดที่ต้องแก้
- ผู้ประสบภัยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาด้วยขั้นตอนที่รวดเร็วและเป็นธรรม
เสียงสะท้อนจากประชาชน ปัญหาการแจ้งเตือนล่าช้า
ตัวเลขจากผลสำรวจนั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง โดยรัฐบาลได้คะแนนการรับมือน้ำท่วมไปเพียง 3.34 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้คะแนนไปเพียง 3.08 คะแนนเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ทหาร ที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนกลับได้คะแนนสูงถึง 6.37 คะแนน ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่าประชาชนมองเห็นและชื่นชมคนที่ลงมือทำจริงในยามวิกฤต
สาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลสอบตกในครั้งนี้คือเรื่องของความล่าช้า ประชาชนร้อยละ 74.80 ระบุว่าการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทำได้ไม่ดีและไม่ทันการณ์ นอกจากนี้ ร้อยละ 68.58 ยังมองว่าระบบการระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เมื่อมวลน้ำมาเร็วแต่การแจ้งเตือนกลับล่าช้า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมหาศาลเกินกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก
วิกฤตศรัทธาและการเรียกร้องเงินเยียวยา
ปัญหาไม่ได้จบลงแค่ตอนที่น้ำท่วมสูง แต่ยังลากยาวไปถึงช่วงเวลาของการฟื้นฟูหลังน้ำลด ประชาชนร้อยละ 63.96 รู้สึกว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทำได้ล่าช้าและไม่ทั่วถึง หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงลำพังในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ความโกรธเคืองของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เรื่องเงินเยียวยากลายเป็นอีกหนึ่งฟางเส้นสุดท้ายสำหรับผู้ประสบภัยหลายคน ผลสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 57.10 มองว่าเงินเยียวยาไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริง ยิ่งไปกว่านั้น ขั้นตอนการขอรับเงินยังยุ่งยากและซับซ้อนเกินความจำเป็น ประชาชนที่สูญเสียบ้านและทรัพย์สินไม่อยากต้องมาเผชิญกับระบบราชการที่เชื่องช้าเพื่อซ้ำเติมความทุกข์ของพวกเขาอีก
ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลในการแก้ปัญหา
เมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ คำตอบนั้นชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุด ร้อยละ 73.05 เรียกร้องให้มีการช่วยเหลือและจ่ายเงินเยียวยาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม พวกเขาต้องการให้เงินก้อนนี้กระจายไปถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างทั่วถึง รัฐบาลต้องกล้าที่จะตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติและทันเวลา
นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 60.37 ยังต้องการให้รัฐบาลเร่งขุดลอกคูคลองและปรับปรุงระบบระบายน้ำใหม่ทั้งหมด นี่คือการแก้ปัญหาระยะยาวที่ทุกคนคาดหวังเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซาก ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 57.66 ต้องการให้มีการวางแผนรับมือภัยพิบัติล่วงหน้าอย่างเป็นระบบมากขึ้น รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดในวิกฤตครั้งนี้
ปัญหาการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากผลสำรวจคือปัญหาการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ประชาชนร้อยละ 47.69 ชี้ว่าการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ยังขาดประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัด บ่อยครั้งที่การลงพื้นที่ทับซ้อนกัน หรือบางพื้นที่กลับไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแลเลย ความสับสนนี้ทำให้การกู้ภัยล่าช้า รัฐบาลจำเป็นต้องมีศูนย์กลางการสั่งการที่ชัดเจนและเด็ดขาดกว่าที่ผ่านมา
ประชาชนกว่าร้อยละ 48.01 เสนอว่ารัฐบาลควรดึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การตัดสินใจของรัฐบาลแม่นยำขึ้น เราไม่สามารถพึ่งพาระบบราชการแบบเดิมในการจัดการกับภัยพิบัติสมัยใหม่ที่มีความรุนแรงมากขึ้นได้อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ก้าวต่อไปของรัฐบาลในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น
สถานการณ์ในตอนนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดของรัฐบาล ความเสียหายจากน้ำท่วมไม่เพียงแต่ทำลายเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง ประธานสวนดุสิตโพลได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อ ความไม่พอใจของประชาชนก็จะยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลจึงไม่มีเวลาให้ลังเลหรือแก้ตัวอีกต่อไป การทำงานหลังจากนี้ต้องรวดเร็ว โปร่งใส และผลลัพธ์ต้องจับต้องได้ การลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจเป็นสิ่งที่ดี แต่การอนุมัติงบประมาณและส่งความช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนนั้นสำคัญกว่ามาก หากรัฐบาลสามารถปรับปรุงระบบและเร่งรัดการเยียวยาได้ทันท่วงที พวกเขายังพอมีโอกาสที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนประสิทธิภาพของการบริหารจัดการภาครัฐ บทเรียนราคาแพงนี้ควรถูกนำไปปรับปรุงโครงสร้างการรับมือภัยพิบัติระดับชาติ รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำสัญญา เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าในอนาคต พวกเขาจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีก
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อนุทินขู่ฟัน ข้าราชการเมินช่วยน้ำท่วม
อนุทินวอนยูเอ็นปฏิรูปองค์กร ชูสิทธิ์เท่าเทียมบนเวทีโลก
ข่าวการเมือง Politics
นายกเทศมนตรีจังหวัดเชียงรายหารือเกี่ยวกับการยกระดับทิศทางการศึกษาสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ตำรวจ ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตั้งด่านตรวจและจับกุมชายอายุ 33 ปี ในข้อหาครอบครอง ยาบ้า ">เชียงราย– โลกปัจจุบันหมุนไปอย่างรวดเร็ว การเตรียมความพร้อมให้เยาวชนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เทศบาลนครเชียงรายจึงเดินหน้าประกาศวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อยกระดับการศึกษาในพื้นที่ เป้าหมายหลักคือการสร้างเด็กยุคใหม่ให้มีทั้งความรู้ ทักษะชีวิต และความสามารถรอบด้านที่ใช้งานได้จริง การปรับตัวครั้งนี้เน้นการเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้ระหว่าง นักเรียน มัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียน ครอบครัว และชุมชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้จัดการประชุมนัดสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นางสาววรรณพัชร จินดาขัด รองนายกเทศมนตรี นายประชวน เขื่อนเพชร ที่ปรึกษานายกฯ และนางอำไพ จันทร์เงิน ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา นอกจากนี้ยังมีผู้อำนวยการและคณะครูจากโรงเรียนในสังกัด เทศบาลนครเชียงราย มาร่วมกำหนดทิศทางนโยบายอย่างคึกคัก
ประเด็นสำคัญ
- เทศบาลนครเชียงรายปรับทิศทางการศึกษาใหม่ เน้นสร้างเด็กให้มีทั้งความรู้และทักษะชีวิตที่จำเป็น
- ผู้บริหารเมืองและบุคลากรทางการศึกษาจัดการประชุมร่วมกันเพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง
- เป้าหมายหลักคือการสอนให้เด็กรู้เท่าทันเทคโนโลยี AI พัฒนาครูผู้สอน และดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
นายกเทศมนตรีนครเชียงรายให้ความเห็นว่า การศึกษาคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาเมืองให้ยั่งยืน การเรียนรู้ในยุคนี้จึงไม่ควรถูกตีกรอบอยู่แค่ความรู้ในหนังสือเรียนอีกต่อไป โรงเรียนต้องเปลี่ยนบทบาทมาส่งเสริมให้เด็กมีทักษะชีวิตและกล้าคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการสอนให้เด็กเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังด้านคุณธรรม
มุ่งหน้านครแห่งการเรียนรู้ พัฒนาพลเมืองอย่างยั่งยืน
การที่จะไปถึงเป้าหมายนี้ได้ การพัฒนาครูผู้สอนถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง นโยบายใหม่จึงเน้นการอบรมและเพิ่มพูนทักษะใหม่ๆ ให้กับบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้โรงเรียนเปิดรับความร่วมมือจากผู้ปกครองและคนในชุมชน เพื่อเปลี่ยนให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เยาวชนสามารถลองผิดลองถูกและค้นพบพรสวรรค์ของตนเองได้อย่างเต็มที่
ทิศทางการทำงานทั้งหมดนี้สอดคล้องกับนโยบายหลักที่ต้องการผลักดันให้เชียงรายเป็นนครแห่งการเรียนรู้อย่างเต็มรูปแบบ เทศบาลฯ มุ่งหวังที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่และทุกเวลา การศึกษาจะต้องถูกเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิมและบริบทของชุมชนอย่างแนบเนียน หากทำสำเร็จ ระบบนิเวศทางการศึกษานี้จะช่วยสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะกลายเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้เมืองเชียงรายก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกยึด! ยาบ้า 20 กระสอบ ริมโขงเชียงแสน
สส.เชียงราย โต้กัมพูชากลางเวที IPU ยันเลือกความก้าวหน้า
ข่าวการเมือง Politics
สส.เชียงราย โต้กัมพูชากลางเวที IPU ยันเลือกความก้าวหน้า
ตำรวจ ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตั้งด่านตรวจและจับกุมชายอายุ 33 ปี ในข้อหาครอบครอง ยาบ้า ">เชียงราย– นายธนรัช จงสุทธานามณี หรือ “ต้นน้ำ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ตัวแทนคณะผู้แทนรัฐสภาไทย ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาบนเวทีระดับโลก การประชุมครั้งนี้จัดขึ้น ณ เมืองอารูชา ประเทศแทนซาเนีย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก
การชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังผู้แทนกัมพูชากล่าวพาดพิงไทยเรื่องปัญหาชายแดน โดยหยิบยกประเด็นทุ่นระเบิดและข้อตกลงเขตแดนขึ้นมาโจมตีฝ่ายเดียว นายธนรัชจึงใช้สิทธิชี้แจงเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของประเทศ พร้อมยืนยันว่าการเจรจาด้วยความจริงใจคือหนทางเดียวสู่สันติภาพที่แท้จริง
ประเด็นสำคัญ
- เน้นเจรจาไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์:ไทยเลือกไม่สาดโคลนกลับ แต่ย้ำว่าการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
- โปร่งใสและตรวจสอบได้:ข้อกล่าวหาเรื่องทุ่นระเบิดและคลัสเตอร์บอมบ์ ต้องผ่านการพิสูจน์จากองค์กรอิสระที่เป็นกลางและใช้มาตรฐานสากล
- แก้ปัญหาตามกรอบกฎหมาย:การจัดการพื้นที่ชายแดนและทะเลยังดำเนินตามกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
ยึดหลักมนุษยธรรมสากล พร้อมเปิดรับการตรวจสอบที่เป็นธรรม
นายธนรัชกล่าวต่อที่ประชุม สหภาพรัฐสภา (IPU) ว่า ประเทศไทยเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ข้อกล่าวหาใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างความขัดแย้ง หากมีข้อสงสัย ทุกฝ่ายต้องพร้อมเข้าสู่กระบวนการค้นหาความจริงที่เป็นอิสระ โปร่งใส และมีมาตรฐานเดียวกัน
นอกจากนี้ สส.เชียงราย ยังอธิบายชัดเจนถึงกรณีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2544 ว่า ไทยไม่เคยละทิ้งสันติวิธี ปัจจุบันการหารือเรื่องเขตแดนทางบกยังเดินหน้าผ่านกลไกทวิภาคี ส่วนพื้นที่ทางทะเลดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
ผู้แทนไทยย้ำว่า นักการเมืองรุ่นใหม่มีหน้าที่เลือกความก้าวหน้ามากกว่าการเล่นเกมการเมืองเดิมๆ แม้ไทยจะรู้สึกผิดหวังกับท่าทีของเพื่อนบ้าน แต่คณะผู้แทนไทยจะไม่ยอมหมดหวังในการสร้างมิตรภาพ ไทยยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะรัฐที่มีเอกราช และพร้อมร่วมมือกับทุกชาติในฐานะเพื่อนบ้านที่ดี
ก่อนลงจากเวที นายธนรัชได้กล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมประชุมเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาสวาฮิลี และภาษาไทย สร้างความประทับใจให้แก่ผู้แทนกว่า 2,000 คน จาก 183 รัฐสภาทั่วโลกที่มาร่วมกำหนดทิศทางธรรมาภิบาลในครั้งนี้อย่างอบอุ่น

