เชียงราย – แม่น้ำกกที่เคยใสสะอาดและเป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ของชาวเชียงราย วันนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กระแสน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตกลับกลายเป็นสีแดงขุ่นและเต็มไปด้วยตะกอน ปัญหาลักลอบปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง แต่กำลังลุกลามกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่แทรกซึมไปทั่วทั้งลุ่มน้ำ และผลกระทบของมันกำลังขยายวงกว้างออกไปทุกขณะ
ชาวบ้านในพื้นที่ต่างเรียก แม่น้ำสาย นี้ด้วยความหวาดผวาว่า “ฆาตกรเงียบ” เพราะภายใต้ผิวน้ำที่เปลี่ยนสี คือแหล่งสะสมของสารพิษร้ายแรงในชั้นตะกอน ที่กำลังรอเวลาพรากชีวิตทุกสิ่งที่ขวางหน้า นี่คือเรื่องราวของวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ ที่เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจก่อนที่จะสายเกินไป
จุดเริ่มต้นของหายนะ: จากเหมืองในเมียนมาสู่สายน้ำไทย
ต้นตอของวิกฤตสารพิษนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใน ประเทศไทย แต่ไหลข้ามพรมแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน มลพิษทางน้ำที่รุนแรงนี้มีต้นกำเนิดมาจากเหมืองแร่ที่ดำเนินการโดยกลุ่มทุนจีน ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา
ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา สารพิษจากการทำเหมืองแร่ได้ถูกปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีระบบการบำบัดที่ได้มาตรฐาน สารเคมีเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพื้นที่ทำเหมือง แต่ได้ไหลซึมและแพร่กระจายลงสู่แม่น้ำสายสำคัญหลายสาย ทั้งแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และไหลมาบรรจบที่ แม่น้ำโขง รวมถึงแม่น้ำกกใน จังหวัดเชียงราย
การเดินทางของสารพิษข้ามพรมแดนนี้ เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ทำให้การจัดการและเอาผิดผู้กระทำผิดเป็นไปได้ยาก ในขณะที่กระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศกำลังดำเนินไปอย่างล่าช้า ธรรมชาติและชีวิตของประชาชนริมฝั่งแม่น้ำก็กำลังถูกทำลายลงทุกวัน
เปิดข้อมูลน่าตกใจ: สารโลหะหนักในสายน้ำ
จากการลงพื้นที่สำรวจและเก็บ ตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบคุณภาพ ผลลัพธ์ที่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและประชาชนทั่วไป น้ำที่ดูขุ่นมัวนั้นเต็มไปด้วยสาร “โลหะหนัก” ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์อย่างร้ายแรง
โลหะหนักเหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และไม่หายไปแม้จะนำน้ำไปต้มให้เดือด ข้อมูลจากการตรวจสอบพบสารพิษหลักๆ ดังนี้:
- สารหนู (Arsenic):สารพิษร้ายแรงที่เมื่อสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง และทำลายระบบผิวหนัง
- ตะกั่ว (Lead):ส่งผลเสียโดยตรงต่อระบบประสาทและสมอง โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจทำให้พัฒนาการทางสมองช้าลง
- แคดเมียม (Cadmium):สารอันตรายที่ทำลายการทำงานของไต และเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน หรือโรค “อิไต-อิไต” ที่ทำให้กระดูกเปราะและเจ็บปวดอย่างรุนแรง
- ปรอท (Mercury):สารพิษที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่งในแหล่งน้ำ เพราะสามารถแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อของสัตว์น้ำได้อย่างง่ายดาย
สารพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ผ่านการดื่มน้ำ การใช้น้ำในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญที่สุดคือผ่าน “ห่วงโซ่อาหาร”
ภัยร้ายในจานอาหาร: เมื่อสารปรอทซึมลึกสู่เนื้อปลา
ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดของการปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะสารปรอท คือกระบวนการสะสมทางชีวภาพ (Bioaccumulation) เมื่อสารปรอทตกลงสู่ก้นแม่น้ำ แบคทีเรียในตะกอนดินจะเปลี่ยนรูปปรอทให้กลายเป็นสารอินทรีย์ที่เรียกว่า “เมทิลเมอร์คิวรี” (Methylmercury) ซึ่งเป็นพิษสูงมาก
- แพลงก์ตอนและพืชน้ำขนาดเล็กดูดซับสารพิษนี้เข้าไป
- ปลาขนาดเล็กกินแพลงก์ตอน ทำให้สารพิษเริ่มสะสมในตัวปลา
- ปลาขนาดใหญ่กินปลาขนาดเล็ก สารพิษจึงเพิ่มปริมาณความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
- ท้ายที่สุด เมื่อมนุษย์จับปลาเหล่านั้นมาทำอาหาร สารพิษทั้งหมดก็จะตกทอดมาสู่ร่างกายของเรา
ด้วยเหตุนี้ สัตว์น้ำที่จับได้จากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในเวลานี้ จึงกลายเป็นพาหะนำโรคร้ายชั้นดี ชาวบ้านที่พึ่งพาปลาจากแม่น้ำเป็นแหล่งอาหารหลัก กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ประกาศเตือนด่วน: งดบริโภคสัตว์น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง
ด้วยสถานการณ์ที่เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง ทางหน่วยงานราชการของจังหวัดเชียงรายจึงไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายได้ออกประกาศเตือนภัยฉุกเฉิน โดยแนะนำให้ประชาชน หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำทุกชนิดที่จับได้จากแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงในระยะนี้
การออกประกาศเตือนดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา แม้ว่านี่จะเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องชีวิตของประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างผลกระทบอย่างหนักต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น
ชาวประมงพื้นบ้านหลายร้อยครอบครัวต้องสูญเสียรายได้หลัก ร้านอาหารริมแม่น้ำที่เคยคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาลิ้มลองเมนูปลาแม่น้ำ ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน บางร้านต้องเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบจากการเพาะเลี้ยงในบ่อปิดแทน ซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่า
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกาศเตือนภัยของจังหวัดเชียงรายได้ที่นี่
เสียงสะท้อนจากริมฝั่งน้ำ: ชีวิตที่ต้องอยู่กับความหวาดผวา
การใช้ชีวิตอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกกในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์อีกต่อไป จากการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ หลายคนแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัดถึงความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว
“แต่ก่อนเราลงไปอาบน้ำ ลงไปซักผ้า จับปลามากินได้สบายใจ” ลุงสมชาย ชาวบ้านในอำเภอเมืองเชียงรายกล่าว “แต่ตอนนี้แค่น้ำกระเด็นโดนผิวก็ยังคันเลย สีน้ำมันแดงขุ่นเหมือนสนิม ไม่มีใครกล้าจับปลามากินอีกแล้ว เรากลัวว่าวันหนึ่งสารพิษมันจะสะสมจนเราป่วยกันหมด”
ความกลัวนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง การสัมผัสน้ำที่มีสารโลหะหนักโดยตรง แม้จะไม่ได้ดื่มกิน ก็อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ทางผิวหนังรุนแรงได้ ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรที่ต้องสูบน้ำจากแม่น้ำไปใช้รดพืชผักทางการเกษตร ก็มีความกังวลว่าพืชผลของตนจะดูดซับสารพิษเข้าไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของเชียงรายถูกปฏิเสธจากตลาด
ผลกระทบที่ขยายวงกว้าง: จากสิ่งแวดล้อมสู่เศรษฐกิจ
วิกฤตแม่น้ำกกไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพของคน แต่กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจของลุ่มน้ำด้วย
- ภาคการประมง:หยุดชะงักอย่างสิ้นเชิง สัตว์น้ำตายลอยเกลื่อน หรือถ้าไม่ตายก็มีสารพิษปนเปื้อนจนขายไม่ได้
- ภาคการเกษตร:นาข้าวและสวนผักที่พึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกก มีความเสี่ยงที่จะปนเปื้อนสารโลหะหนัก ทำให้ความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรของเชียงรายลดลง
- ภาคการท่องเที่ยว:เชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นเรื่องธรรมชาติ แต่เมื่อสายน้ำหลักเต็มไปด้วยสารพิษ ทัศนียภาพที่สวยงามก็หายไป นักท่องเที่ยวเริ่มลังเลที่จะเดินทางมาพักผ่อนริมแม่น้ำ หรือทำกิจกรรมทางน้ำ เช่น การล่องเรือ
ความเสียหายเหล่านี้คิดเป็นมูลค่ามหาศาล และหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ผลกระทบจะยิ่งฝังลึกและใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายสิบปี
ทางออกอยู่ที่ไหน? การแก้ปัญหาที่ต้องทำทันที
การจะหยุดยั้ง “ฆาตกรเงียบ” สายนี้ ไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือในหลายระดับ:
1. การเจรจาระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน
รัฐบาลไทยต้องยกระดับปัญหานี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ และเร่งเจรจากับทางการเมียนมา รวมถึงกดดันกลุ่มทุนจีนที่เป็นเจ้าของเหมืองแร่ ให้หยุดการปล่อยน้ำเสียที่ไม่ได้ผ่านการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทันที ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง
2. การเฝ้าระวังและตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์
ควรมีการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำตลอดแนวแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง เพื่อรายงานระดับมลพิษให้ประชาชนทราบแบบเรียลไทม์ ข้อมูลที่โปร่งใสจะช่วยให้ชาวบ้านเตรียมรับมือและหลีกเลี่ยงอันตรายได้ทันท่วงที
3. การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาชาวประมงพื้นบ้าน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ รวมถึงการจัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำรองสำหรับการอุปโภคบริโภคให้เพียงพอ
4. การฟื้นฟูระบบนิเวศ
เมื่อสามารถหยุดการปล่อยสารพิษจากต้นทางได้แล้ว กระบวนการฟื้นฟูธรรมชาติจะต้องเริ่มขึ้นทันที แม้จะต้องใช้เวลานานและใช้งบประมาณมหาศาลในการบำบัดตะกอนใต้น้ำ แต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อนำแม่น้ำกกที่สะอาดกลับคืนมา
สรุป: อนาคตของสายน้ำ อนาคตของชีวิต
วิกฤตสารพิษในแม่น้ำกกและลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เป็นบททดสอบสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่มีเส้นแบ่งพรมแดน สารพิษที่เกิดจากความมักง่ายในการทำธุรกิจในประเทศหนึ่ง สามารถไหลมาทำลายชีวิตและธรรมชาติในอีกประเทศหนึ่งได้อย่างง่ายดาย
ในวันนี้ที่น้ำในแม่น้ำกกยังคงเป็นสีแดงขุ่นมัว เราไม่สามารถนั่งรอให้ธรรมชาติเยียวยาตัวเองได้อีกต่อไป ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ก่อนที่ “ฆาตกรเงียบ” ตัวนี้จะพรากชีวิตของชาวเชียงราย และทำลายระบบนิเวศของสายน้ำไปอย่างถาวร
สายน้ำคือชีวิต หากเราปล่อยให้สายน้ำตาย ชีวิตริมฝั่งน้ำก็ไม่อาจอยู่รอดได้เช่นกัน.
ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
ไขปริศนาเชียงราย! โรงพยาบาลเชียงแสนประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์จริงหรือไม่?
กรมป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ (DDPM) กำลังดำเนินการฝึกซ้อมขนาดใหญ่ในจังหวัดเชียงรายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูฝน
เชียงราย - Chiang Rai News
เกิดอุบัติเหตุที่เชียงราย! คนขับหนีออกมาจากรถที่กำลังลุกไหม้ได้สำเร็จ
วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 04.30 น. เกิดอุบัติเหตุสุดระทึกขึ้นที่บริเวณแยกไฟแดงวิเรียม จังหวัดเชียงราย รถยนต์เก๋งพุ่งชนกับรถบรรทุก 6 ล้ออย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดเพลิงลุกไหม้รถเก๋งอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตกใจให้กับผู้ที่สัญจรผ่านไปมาในช่วงเช้ามืดเป็นอย่างมาก
ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจาก มูลนิธิแสงธรรมสาธารณกุศลเชียงราย ได้รีบจัดกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าเปลวไฟกำลังโหมกระหน่ำรถเก๋งทั้งคันอย่างน่ากลัว สถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤตที่ต้องได้รับการควบคุมทันที
ประเด็นสำคัญ
- อุบัติเหตุเก๋งชนรถบรรทุก 6 ล้อ เกิดขึ้นเวลา 04.30 น. วันที่ 10 ต.ค. 2569 ที่แยกไฟแดงวิเรียม
- ไฟลุกไหม้รถเก๋งเสียหายทั้งคัน แต่คนขับสามารถหนีออกมาได้ทันและบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
- เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลา 30 นาทีในการดับไฟ ขณะนี้ ตำรวจ กำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุ
ปฏิบัติการระงับเหตุและควบคุมเพลิง
เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เจ้าหน้าที่มูลนิธิแสงธรรมฯ ได้ประสานงานร่วมกับทีมดับเพลิงจากเทศบาลตำบลสันทรายทันที พวกเขาช่วยกันระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดกั้นเปลวไฟที่กำลังลุกโชนอย่างหนัก การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการเข้าประชิดตัวรถ พวกเขาใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการระดมฉีดน้ำอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็สามารถควบคุมเพลิงให้สงบลงได้สำเร็จ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวถูกไฟไหม้ได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งคันจนเหลือแต่โครงเหล็ก
วินาทีชีวิตและการสอบสวนหาสาเหตุ
ท่ามกลางความเสียหายที่เกิดขึ้น นับว่ายังมีเรื่องโชคดีและปาฏิหาริย์ คนขับรถยนต์เก๋งสามารถตั้งสติและเปิดประตูหนีตายออกจากตัวรถได้ทันเวลา ก่อนที่เปลวไฟจะลุกลามเผาผลาญห้องโดยสาร เขาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจากทีมกู้ภัย
ในส่วนของรายละเอียดเกี่ยวกับอุบัติเหตุ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พวกเขากำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบ กล้องวงจรปิด บริเวณแยกไฟแดงวิเรียม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการชนครั้งนี้
เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ โดยเฉพาะในช่วงเช้ามืดที่ทัศนวิสัยอาจย่ำแย่ ทั้งนี้ ต้องขอชื่นชมความร่วมมืออย่างรวดเร็วของหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ
เชียงราย - Chiang Rai News
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
เชียงราย – เมื่อคืนวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 19.45 น. เจ้าหน้าที่ไทยได้สกัดกั้น ขบวนการค้ายาเสพติด ครั้งใหญ่ น.อ.อูนนที มุสิกะนันทน์ ผู้บังคับการ นรข.เขตเชียงราย ได้สั่งการด่วนให้ น.ท.วรวิทย์ นพเก้า นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษออกลาดตระเวนทันที เป้าหมายคือการเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนไทยและสปป.ลาว ติด แม่น้ำโขง ด้านอำเภอ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย
การลาดตระเวนครั้งนี้มีความสำคัญมากในการป้องกันสิ่งผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศ เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างหนักและเข้มงวดตลอดแนวชายแดนริมน้ำ พวกเขาเฝ้าระวังทุกจุดเสี่ยงในเวลากลางคืน จนกระทั่งพบความผิดปกติในพื้นที่เป้าหมายอย่างชัดเจนและนำไปสู่การตรวจค้น
ประเด็นสำคัญ
- เจ้าหน้าที่ไทยยึดยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 6.1 ล้านเม็ด ริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดเชียงราย
- พบรถยนต์ต้องสงสัยจอดทิ้งไว้ พร้อมกระสอบบรรจุยาเสพติดจำนวน 21 ใบซ่อนอยู่ใกล้ๆ
- ยึดโทรศัพท์มือถือและเสื้อแจ็คเก็ตในรถ เพื่อใช้สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดต่อไป
พบรถต้องสงสัยและกองถุงดำ
เมื่อทีมลาดตระเวนเดินทางถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำในพื้นที่หมู่บ้านแซว หมู่ 1 ตำบลบ้านแซว พวกเขาพบรถยนต์ส่วนบุคคลคันหนึ่งจอดอยู่ริมฝั่ง ท่าทีของรถคันนี้ดูน่าสงสัยมาก เจ้าหน้าที่จึงค่อยๆ เข้าตรวจสอบพื้นที่รอบรถอย่างระมัดระวัง แต่กลับไม่พบบุคคลใดอยู่บริเวณนั้นเลย คาดว่าผู้ก่อเหตุน่าจะไหวตัวทันและอาศัยความมืดหลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง
แม้จะไม่พบตัวผู้กระทำผิด แต่บริเวณใกล้กับรถยนต์คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็นถุงพลาสติกสีดำกองใหญ่ตั้งอยู่ เมื่อเปิดถุงเพื่อตรวจสอบ พวกเขาพบกระสอบฟางสีรุ้งซุกซ่อนอยู่ด้านใน รวมทั้งหมดจำนวน 21 ใบ ซึ่งนี่เป็นวิธีที่กลุ่มคนร้ายมักใช้ในการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติมาโดยตลอด
ตรวจยึดยาบ้า 6.1 ล้านเม็ด
เจ้าหน้าที่ได้ทำการเปิดกระสอบทั้งหมดเพื่อตรวจสอบสิ่งของด้านในอย่างละเอียด ผลปรากฏว่ากระสอบใบที่ 1 ถึง 20 บรรจุยาบ้าเอาไว้ใบละประมาณ 300,000 เม็ด ส่วนกระสอบใบที่ 21 ซึ่งเป็นใบสุดท้าย บรรจุยาบ้าจำนวน 100,000 เม็ด เมื่อนับรวมกันแล้ว มียาบ้าของกลางทั้งหมดประมาณ 6,100,000 เม็ด การตรวจยึดของกลางในครั้งนี้ช่วยป้องกันยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้กระจายเข้าสู่ชุมชนได้สำเร็จ
นอกจากยาบ้าแล้ว การตรวจค้นภายในรถยนต์เพิ่มเติมยังพบหลักฐานสำคัญอีกสองชิ้น ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ 1 ตัว เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดไว้ทันที หลังจากนั้นได้ส่งมอบให้กองบังคับการ นรข.เขตเชียงราย เพื่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลักฐานเหล่านี้จะถูกนำไปตรวจสอบหาลายนิ้วมือและข้อมูลการติดต่อ เพื่อสืบสวนขยายผลและตามล่าตัวผู้ร่วมขบวนการมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มรภ.เชียงราย จัดพิธีรำลึก 9 ปี วันนวมินทรมหาราช ร.9
ตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
เชียงราย - Chiang Rai News
มรภ.เชียงราย จัดพิธีรำลึก 9 ปี วันนวมินทรมหาราช ร.9
เชียงราย – มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้จัดงานบุญครั้งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 งานนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาส “วันนวมินทรมหาราช” วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 แล้ว พิธีนี้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ณ หอปรัชญารัชกาลที่ 9 โดยมีประชาชนและนักศึกษาเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี







