ลำปาง – อุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากความประมาทและ เมาแล้วขับ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นที่จังหวัดลำปาง เมื่อชายวัย 47 ปี ดื่มฉลองกับเพื่อนข้ามคืนจนขาดสติ ขับรถยนต์เก๋งพุ่งชนรถจักรยานยนต์กลางถนน ก่อนเสียหลักพุ่งทะลุเข้าไปในอาคารพาณิชย์และร้านค้าข้างทางจนพังยับเยิน งานนี้เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ต้องหามคนขับลงจากรถ และเมื่อตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ก็ต้องตกตะลึง เพราะตัวเลขพุ่งสูงกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
อ้างอิงข้อมูลจากรายงานข่าวของ MGR Online เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงสายของวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยศูนย์วิทยุ 191 ได้รับแจ้งเหตุรถเก๋งพุ่งชนรถจักรยานยนต์และร้านค้า บริเวณใกล้สี่แยกทางเข้าบ้านพระบาทหนองหมู ถนนพระบาท อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยจึงรีบลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อช่วยเหลือทันที
ลำดับเหตุการณ์: จากวงเหล้าสู่ซากปรักหักพัง
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายปิยะ ชายวัย 47 ปี ชาวตำบลพิชัย เขาได้ไปร่วมวงดื่มสังสรรค์กับเพื่อนที่บ้านพักในซอย 5/4 ถนนพระบาท ตั้งแต่คืนก่อนเกิดเหตุ และนั่งดื่มต่อเนื่องยาวนานจนถึงช่วงสายของอีกวัน เมื่อถึงเวลาเลิกรา นายปิยะพยายามขับรถยนต์โตโยต้า สีขาว เพื่อเดินทางกลับบ้าน แต่ด้วยสภาพร่างกายที่เมาหนักมาก ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นตามลำดับดังนี้:
- จุดชนที่ 1:ขณะที่กำลังเลี้ยวออกจากปากซอย รถได้พุ่งชนรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่น Click ที่ขับมาตามปกติ จนรถล้มและผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บ กู้ภัยต้องรีบปฐมพยาบาล
- จุดชนที่ 2:แทนที่รถจะหยุด ผู้เห็นเหตุการณ์คาดว่าคนขับน่าจะตกใจและพยายามเหยียบเบรก แต่ด้วยความเมาไร้สติ จึงพลาดไปเหยียบคันเร่งจนสุด รถเก๋งจึงพุ่งข้ามถนน และหักหลบเข้าไปชนกับร้านค้าที่ตั้งอยู่ริมทางอย่างรุนแรง
รอดตายปาฏิหาริย์: นาทีเฉียดตายของเจ้าของร้าน
บริเวณที่รถพุ่งเข้าไปชนคืออาคารพาณิชย์ 2 ชั้น ซึ่งเปิดเป็นร้านตัดเสื้อผ้าชื่อ “ไดสึเกะ” และด้านหน้ามีซุ้มขายชานมไต้หวันตั้งอยู่ สภาพหลังเกิดเหตุคือรถเก๋งพุ่งเข้าไปคาอยู่ในซุ้มชานมจนพังราบ
คุณก้อยและคุณโอ๋ เจ้าของร้านชานมไต้หวัน เปิดเผยด้วยความตื่นตระหนกว่า พวกเขารอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เพราะปกติแล้วในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ทั้งคู่จะต้องยืนเตรียมของอยู่ในซุ้มแล้ว แต่วันนั้นโชคดีที่ออกไปซื้อของข้างนอกพอดี หากอยู่ในซุ้มตามปกติ คงต้องได้รับอันตรายถึงขั้นสาหัสอย่างแน่นอน
“ข้าวของในร้านเสียหายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ อุปกรณ์ชงชา หรือกระจกหน้าร้าน รวมมูลค่าความเสียหายน่าจะเกือบแสนบาท ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะกลับมาเปิดร้านได้อีกเมื่อไหร่ รายได้ก็หายไปหมด” เจ้าของร้านชานมกล่าว พร้อมฝากเตือนสติว่า “ถ้าเมาก็ไม่ควรขับรถ เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้น มันกระทบกับคนอื่นที่เขาไม่รู้เรื่องด้วย”
นอกจากร้านชานมแล้ว ร้านตัดเสื้อของลุงวิโรจน์ วัย 69 ปี ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน ลุงวิโรจน์เล่าว่า ตอนเกิดเหตุตนเองไปงานศพที่จังหวัดลำพูน พอเพื่อนบ้านโทรศัพท์มาบอกข่าว ก็รีบเดินทางกลับมาดูทันที และพบว่าผนังหน้าร้านพังเสียหายจากการถูกซุ้มชานมไถลมากระแทก
ลุงวิโรจน์ได้ให้ข้อคิดเตือนใจว่า “แค่เสี้ยววินาทีเดียวที่คุณขาดสติ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าเมาแล้วขับ มันไม่คุ้มเลยกับความเสียหายที่ตามมา”
จับตาสภาพคนขับ: แอลกอฮอล์พุ่งปรี๊ด
ภาพที่สร้างความตกใจให้กับผู้พบเห็นคือ สภาพของนายปิยะ (ผู้ก่อเหตุ) ที่นั่งคอพับอยู่ในเบาะคนขับ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือเดินลงจากรถได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องช่วยกันหิ้วปีกและพยุงตัวเขาออกมานั่งพักที่เก้าอี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบ “ขวดเหล้า” อยู่ในรถอีกด้วย
เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดผ่านเครื่องเป่า ก็พบตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะพุ่งสูงกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไปหลายเท่าตัว สภาพนี้ถือว่าเมามายรุนแรงจนสูญเสียการควบคุมร่างกายและสติอย่างสิ้นเชิง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจชิ้นใหญ่สำหรับผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ การสังสรรค์ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความรับผิดชอบต่อสังคมคือสิ่งสำคัญที่สุด การเมาแล้วขับไม่เพียงแต่เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง แต่ยังนำพาความเดือดร้อนไปสู่ผู้อื่นที่ใช้ถนนร่วมกัน
ล่าสุด ผู้เสียหายทั้ง 3 ราย ได้แก่ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ และเจ้าของร้านค้าทั้ง 2 ร้าน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองลำปางเรียบร้อยแล้ว เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและดำเนินคดีกับคนขับรถเก๋งรายนี้ให้ถึงที่สุดตามกฎหมาย
ข่าวลำปางอื่นๆ
เจ้าของร้านอาหารลำปางเข้ามอบตัวตำรวจหลังฆ่าเพื่อนบ้าน: ศาลปฏิเสธการประกันตัว
ชายหนุ่มจากลำปางได้ออกมาเรียกร้องต่อสื่อมวลชน โดยอ้างว่าเขาถูกทหารลากลงจากเวทีการแสดงและถูกทำร้ายจนหมดสติ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ

กาญจนบุรี– เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและ ทำร้ายร่างกาย ผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์ กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย– เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด ">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบร้านหมาล่าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ร้านแห่งนี้ถูกจับกุมหลังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงรสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส” เพื่อกวาดล้างสิ่งเสพติดและคืนความสงบสุขสู่สังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
นโยบายนี้ตอบรับข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกชุมชน การลงพื้นที่นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย พวกเขาทำงานประสานกันเพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและตัดวงจร ยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการที่รวดเร็วเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้ทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- เจ้าหน้าที่บุกจับร้านหมาล่าในอำเภอเมืองเชียงรายที่ลอบขายน้ำกระท่อมให้เด็กและวัยรุ่น
- ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบมาขายน้ำกระท่อมปรุงรสเพียงอย่างเดียวในราคาถุงละ 85 บาท
- การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส”
สภาพร้านและพฤติการณ์การขาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบว่าร้านดังกล่าวมีป้ายขายหมาล่าและชานมบังหน้า แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขายสินค้าเหล่านั้นแล้ว ภายในร้านมีการต้มและผสมน้ำกระท่อมปรุงรสตามที่ลูกค้าวัยรุ่นต้องการอย่างเปิดเผย แหล่ง ข่าวท้องถิ่น รายงานว่าทางร้านจำหน่ายน้ำกระท่อมในราคาถุงละ 85 บาท ร้านแห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึง 23.00 น. ของทุกวัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทางร้านมีรายได้จากการขายน้ำกระท่อมเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะเดินทางมาซื้อในช่วงค่ำลากยาวไปจนถึงตอนดึก เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คนไว้สอบปากคำ พร้อมทั้งทำการยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นโยบายกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับสูง การทำงานร่วมกันระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานความมั่นคงแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชุมชนในจังหวัดเชียงรายจึงสามารถคาดหวังถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานได้อย่างแน่นอน







