อุดรธานี– เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งจังหวัดอุทัยธานี เมื่อเจ้าหน้าที่ ตำรวจ สามารถจับกุมตัวคนร้ายที่ก่อเหตุดักแทง นักเรียน หญิงวัย 17 ปีจนเสียชีวิตได้สำเร็จ เหตุการณ์สลดนี้เกิดขึ้นขณะที่เหยื่อกำลังขี่รถจักรยานยนต์เดินทางไป โรงเรียน ในพื้นที่อำเภอสว่างอารมณ์ ล่าสุดผู้ต้องหาซึ่งเป็นอดีตนักโทษได้ให้การรับสารภาพแล้ว ข้อมูลจาก MGR Online ระบุว่าผู้ก่อเหตุลงมือไปโดยอ้างว่าเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น
Key Takeaways:
- รวบตัวคนร้ายทันควัน:ตำรวจและฝ่ายปกครองจับกุมอดีตนักโทษคดีชิงทรัพย์ได้ในป่าทึบ หลังก่อเหตุดักแทงนักเรียนหญิงชั้น ม.6 จนเสียชีวิต
- ภัยร้ายจากโซเชียลมีเดีย:ผู้ต้องหารับสารภาพว่า เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวและรู้เส้นทางของเหยื่อจากการแอบดูพฤติกรรมผ่านทางเฟซบุ๊ก
- ข้ออ้างที่ขัดแย้ง:แม้จะมารอดักซุ่มเตรียมการตั้งแต่ตี 3 แต่คนร้ายกลับอ้างว่าไม่ได้รู้จักเหยื่อ และลงมือทำไปโดยไม่มีเหตุผลที่แน่ชัด
หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมในช่วงเช้า ตำรวจได้ระดมกำลังเพื่อตามล่าตัวคนร้ายอย่างเร่งด่วน การทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเป็นไปอย่างเข้มข้นตลอดทั้งวัน พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชนในพื้นที่ เพื่อปิดล้อมป่าและจุดที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนีไปซ่อนตัว
ในเวลาประมาณ 18.30 น. ของวันเดียวกัน ความพยายามของเจ้าหน้าที่ก็ประสบความสำเร็จ พวกเขาพบตัวผู้ต้องหาซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ ภายในป่าบริเวณบ้านโป่งเก้ง อำเภอทัพทัน ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจเพื่อทำการสอบสวนทันที โดยไม่มีโอกาสได้ต่อสู้หรือขัดขืนเจ้าหน้าที่เลย
เปิดประวัติและพฤติกรรมสุดอำมหิต
จากการตรวจสอบประวัติ อาชญากรรม พบว่า ผู้ก่อเหตุคือ “นายสัมพันธ์ เรืองเขต” หรือมีชื่อเล่นว่าเอี้ยง ข้อมูลที่น่าตกใจคือเขาเคยต้องโทษจำคุกในคดีชิงทรัพย์มาก่อน การกลับมาก่อเหตุซ้ำที่ร้ายแรงกว่าเดิม ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงระบบการฟื้นฟูจิตใจของอดีตนักโทษ
เมื่อถูกสอบปากคำ นายสัมพันธ์ให้การรับสารภาพว่าไม่ได้รู้จักกับผู้เสียชีวิตเป็นการส่วนตัวเลย ทั้งสองคนไม่เคยมีเรื่องโกรธแค้นหรือความขัดแย้งใดๆ ต่อกันมาก่อน แต่สาเหตุที่เขาเลือกลงมือเป็นเพราะเขาแอบติดตามชีวิตของเหยื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการส่องดูหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวของเธอมาเป็นเวลานาน
คำสารภาพของนายสัมพันธ์สะท้อนให้เห็นถึงอันตรายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน เขายอมรับว่าเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเหยื่อจนรู้กิจวัตรประจำวันแทบทุกอย่าง เขาจำเส้นทางที่เธอต้องใช้ขี่รถจักรยานยนต์ไปโรงเรียนในทุกๆ เช้าได้อย่างแม่นยำ
ในวันเกิดเหตุ เขาเดินทางมาซ่อนตัวอยู่บริเวณป่าข้างทางที่เป็นจุดเกิดเหตุตั้งแต่เวลา 03.00 น. ท่ามกลางความมืดมิด เขาสวมเสื้อ ฟุตบอล ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดและกางเกงขาสั้น เฝ้ารอคอยเหยื่ออย่างใจเย็น การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนเตรียมการล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี
คำอ้างที่ขัดแย้งกับการกระทำ
แม้นายสัมพันธ์จะเตรียมการมาอย่างรัดกุม แต่เขากลับอ้างต่อตำรวจว่าไม่ได้มีความรู้สึกชอบพอหรือหลงใหลในตัวเหยื่อเป็นพิเศษ เขายืนยันว่าการดักแทงเหยื่อในครั้งนี้เกิดขึ้นจาก “อารมณ์ชั่ววูบ” ล้วนๆ เมื่อถูกตำรวจซักถามถึงเหตุผลที่แท้จริง เขาไม่สามารถให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลได้เลย
เขาบอกเพียงสั้นๆ ว่า “ไม่รู้จะทำอย่างไร” ในเวลานั้น ก่อนตัดสินใจพุ่งเข้าไปทำร้ายเหยื่อจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและสิ้นใจในเวลาต่อมา หลังก่อเหตุ เขาได้นำอาวุธมีดไปโยนทิ้งในป่าห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร แต่เนื่องจากอยู่ในอาการตื่นตระหนก เขาจึงจำตำแหน่งที่ทิ้งมีดไม่ได้
ขณะนี้คดีกำลังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม ตำรวจกำลังเร่งปูพรมค้นหาอาวุธมีด และตรวจสอบร่องรอยต่างๆ ในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด หลักฐานเหล่านี้จะมีความสำคัญอย่างมากในการมัดตัวและเอาผิดผู้ต้องหาในชั้นศาล
ทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะทำคดีอย่างรัดกุม โปร่งใส และตรงไปตรงมาที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนให้ทุกคนระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว สังคมต่างคาดหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะลงโทษผู้กระทำผิดด้วยบทลงโทษที่เด็ดขาดสูงสุด
ความสูญเสียของครอบครัวและชุมชน
การจากไปของนักเรียนหญิงวัยเพียง 17 ปี นับเป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับครอบครัว อนาคตที่สดใสของเด็กสาวต้องจบลงเพียงเพราะความโหดร้ายของคนแปลกหน้า เหตุการณ์นี้ได้สร้างบาดแผลลึกในจิตใจของคนรอบข้างและเพื่อนร่วมโรงเรียนอย่างมหาศาล
ชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้สึกตกใจและกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางของบุตรหลาน หลายคนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มไฟส่องสว่างและจุดตรวจบนเส้นทางเปลี่ยว การป้องกันและเฝ้าระวังภัยในชุมชนจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
ข่าวตำรวจที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจจับกุมชายชาวพม่าฐานทำร้ายหญิงเสียชีวิตด้วยค้อน
ตำรวจไล่ล่าแฟนหนุ่มที่หลบหนีหลังพบศพหญิงชาวเชียงรายถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ

กาญจนบุรี– เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและ ทำร้ายร่างกาย ผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์ กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย– เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด ">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบร้านหมาล่าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ร้านแห่งนี้ถูกจับกุมหลังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงรสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส” เพื่อกวาดล้างสิ่งเสพติดและคืนความสงบสุขสู่สังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
นโยบายนี้ตอบรับข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกชุมชน การลงพื้นที่นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย พวกเขาทำงานประสานกันเพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและตัดวงจร ยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการที่รวดเร็วเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้ทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- เจ้าหน้าที่บุกจับร้านหมาล่าในอำเภอเมืองเชียงรายที่ลอบขายน้ำกระท่อมให้เด็กและวัยรุ่น
- ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบมาขายน้ำกระท่อมปรุงรสเพียงอย่างเดียวในราคาถุงละ 85 บาท
- การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส”
สภาพร้านและพฤติการณ์การขาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบว่าร้านดังกล่าวมีป้ายขายหมาล่าและชานมบังหน้า แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขายสินค้าเหล่านั้นแล้ว ภายในร้านมีการต้มและผสมน้ำกระท่อมปรุงรสตามที่ลูกค้าวัยรุ่นต้องการอย่างเปิดเผย แหล่ง ข่าวท้องถิ่น รายงานว่าทางร้านจำหน่ายน้ำกระท่อมในราคาถุงละ 85 บาท ร้านแห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึง 23.00 น. ของทุกวัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทางร้านมีรายได้จากการขายน้ำกระท่อมเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะเดินทางมาซื้อในช่วงค่ำลากยาวไปจนถึงตอนดึก เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คนไว้สอบปากคำ พร้อมทั้งทำการยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นโยบายกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับสูง การทำงานร่วมกันระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานความมั่นคงแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชุมชนในจังหวัดเชียงรายจึงสามารถคาดหวังถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานได้อย่างแน่นอน







