เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ชุดสืบสวนได้ทำการบุกจับกุม นายไนเลง ชายชาวเมียนมาอายุ 50 ปี ผู้ต้องหาใน ฆาตกรรม ">คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ที่ก่อเหตุใช้ค้อนทุบศีรษะ นางทินนวย มาวิน หรือ “เอ” นายหน้าจัดหางานชาวเมียนมาวัย 43 ปี จนเสียชีวิตคาห้องพักในอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัด ปทุมธานี โดยเหตุการณ์สุดสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 6 มิถุนายน หลังก่อเหตุคนร้ายได้หลบหนีข้ามจังหวัดไปซ่อนตัวที่จังหวัดสุพรรณบุรี แต่สุดท้ายก็ถูกตำรวจแกะรอยจับกุมตัวได้สำเร็จ เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพแล้วว่าเป็นผู้ลงมือสังหารจริง ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนหาแรงจูงใจที่แน่ชัด สามารถติดตามอ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์
สรุปประเด็นสำคัญของข่าว (Key Takeaways)
- รวบตัวผู้ก่อเหตุสำเร็จ:ตำรวจสามารถติดตามจับกุม “นายไนเลง” ชายชาวเมียนมาวัย 50 ปี ได้ที่จังหวัดสุพรรณบุรี หลังหนีมากบดาน
- ผู้ต้องหารับสารภาพ:นายไนเลงยอมรับผ่านล่ามว่าลงมือฆ่าจริง แต่ทางตำรวจยังไม่เปิดเผยถึงปมความขัดแย้งที่เป็นสาเหตุ
- สภาพศพสุดสลด:ผู้เสียชีวิตถูกทำร้ายด้วยค้อนตามร่างกายและศีรษะ อีกทั้งยังมีผ้ารัดคอ เสียชีวิตในห้องนอนของตนเอง
- เตรียมนัดแถลงข่าวใหญ่:ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จะลงพื้นที่แถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดของคดีทั้งหมด ในวันที่ 9 มิถุนายน 2569
คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 23.40 น. ของคืนวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ตำรวจได้รับแจ้งเหตุสะเทือนขวัญ พบศพผู้เสียชีวิตภายในห้องนอนของบ้านพักหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาอิสลาม หมู่ที่ 3 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ ได้พบร่างของนางทินนวย มาวิน นอนเสียชีวิตอยู่บนเตียง สภาพศพน่าเวทนาเป็นอย่างมาก เธอสวมเพียงผ้าถุงท่อนล่าง ไม่สวมเสื้อ ตามร่างกายและศีรษะมีร่องรอยถูกตีด้วยของแข็งอย่างรุนแรง ซึ่งคาดว่าเป็นค้อน นอกจากนี้บริเวณลำคอยังมีผ้าขนหนูพันรัดเอาไว้อย่างแน่นหนา
ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า คนร้ายน่าจะเป็นบุคคลใกล้ชิด หรือคนที่คุ้นเคยกับผู้ตายเป็นอย่างดี เนื่องจากที่เกิดเหตุไม่มีร่องรอยการงัดแงะเข้ามาในห้อง ประกอบกับอาชีพของเธอที่เป็นนายหน้าหางานให้ชาวพม่า ทำให้ต้องพบปะผู้คนมากหน้าหลายตา ซึ่งอาจมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ปฏิบัติการแกะรอยตามล่าตัวคนร้าย
หลังจากพบศพ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ ชุดสืบสวนจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้ทำงานร่วมกับชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี และชุดสืบสวนของสถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้วอย่างใกล้ชิด พวกเขาลงพื้นที่หาข่าวและทำงานตลอดเวลาเพื่อเร่งหาเบาะแส
กุญแจสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมในครั้งนี้ คือการตรวจสอบภาพจาก กล้องวงจรปิด ตามเส้นทางต่างๆ กล้องสามารถบันทึกภาพชายต้องสงสัยเอาไว้ได้ เจ้าหน้าที่จึงใช้ข้อมูลนี้ในการติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งทราบพิกัดว่า ชายคนดังกล่าวได้หลบหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ตำรวจจึงนำกำลังเข้าบุกรวบตัวนายไนเลงไว้ได้ในที่สุด
หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายไนเลงกลับมายังสถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้ว เพื่อสอบปากคำอย่างละเอียด เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นชาวต่างชาติ ตำรวจจึงต้องใช้ล่ามแปลภาษาพม่า เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างถูกต้องและเข้าใจง่ายที่สุด
จากการสอบปากคำเบื้องต้น นายไนเลงได้ยอมจำนนและให้การรับสารภาพว่า เขาเป็นผู้ลงมือใช้ค้อนทุบตีนางทินนวยจนเสียชีวิตจริง อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงขอเก็บรายละเอียดเชิงลึกไว้ก่อน และยังไม่ยอมเปิดเผยถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขาตัดสินใจลงมืออย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้
บทสรุปและก้าวต่อไปของคดี
คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความตกใจให้กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ อาชีพนายหน้าเป็นงานที่ต้องดูแลเรื่องเงินและเอกสาร ซึ่งมักจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเข้าใจผิดหรือขัดแย้งกันได้ง่าย
ทางด้าน พ.ต.อ.ดุษฎี หิรัญรัตน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรลาดหลุมแก้ว ได้เปิดเผยข้อมูลกับสื่อมวลชนเพียงสั้นๆ ว่า ในเวลา 10.00 น. ของวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ทาง พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี จะเดินทางมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว เพื่อสรุปรายละเอียดคดีและชี้แจงแรงจูงใจในการก่อเหตุด้วยตัวเอง
ข่าวตำรวจที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงใหม่ บุกจับแก๊งอาชญากรชาวจีนกลุ่มใหญ่ในวิลล่าหรู
ตำรวจเชียงรายรวบสองสามีภรรยา ซุกยาบ้าเกือบ 3 แสนเม็ดคารถกระบะที่บายพาสตะวันตก
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ

กาญจนบุรี– เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและ ทำร้ายร่างกาย ผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์ กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย– เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด ">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบร้านหมาล่าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ร้านแห่งนี้ถูกจับกุมหลังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงรสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส” เพื่อกวาดล้างสิ่งเสพติดและคืนความสงบสุขสู่สังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
นโยบายนี้ตอบรับข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกชุมชน การลงพื้นที่นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย พวกเขาทำงานประสานกันเพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและตัดวงจร ยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการที่รวดเร็วเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้ทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- เจ้าหน้าที่บุกจับร้านหมาล่าในอำเภอเมืองเชียงรายที่ลอบขายน้ำกระท่อมให้เด็กและวัยรุ่น
- ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบมาขายน้ำกระท่อมปรุงรสเพียงอย่างเดียวในราคาถุงละ 85 บาท
- การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส”
สภาพร้านและพฤติการณ์การขาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบว่าร้านดังกล่าวมีป้ายขายหมาล่าและชานมบังหน้า แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขายสินค้าเหล่านั้นแล้ว ภายในร้านมีการต้มและผสมน้ำกระท่อมปรุงรสตามที่ลูกค้าวัยรุ่นต้องการอย่างเปิดเผย แหล่ง ข่าวท้องถิ่น รายงานว่าทางร้านจำหน่ายน้ำกระท่อมในราคาถุงละ 85 บาท ร้านแห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึง 23.00 น. ของทุกวัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทางร้านมีรายได้จากการขายน้ำกระท่อมเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะเดินทางมาซื้อในช่วงค่ำลากยาวไปจนถึงตอนดึก เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คนไว้สอบปากคำ พร้อมทั้งทำการยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นโยบายกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับสูง การทำงานร่วมกันระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานความมั่นคงแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชุมชนในจังหวัดเชียงรายจึงสามารถคาดหวังถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานได้อย่างแน่นอน










