น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ, 13 มกราคม 2026กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แสดงความกังวลต่ออัตราการคลอดก่อนกำหนดของ ประเทศไทย ที่อยู่ที่ 9.91% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 8%ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหา สุขภาพ ที่กำลังหนักขึ้น ในช่วงที่ไทยมีเด็กเกิดใหม่ลดลงและสังคมกำลังเข้าสู่ผู้สูงอายุ
การคลอดก่อนกำหนดสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว เช่น ความพิการหรือพัฒนาการล่าช้า นอกจากนี้ยังเพิ่มภาระทั้งด้านใจ ค่าใช้จ่าย และระบบบริการสุขภาพ เพราะทารกจำนวนมากต้องอยู่โรงพยาบาลนาน ใช้การดูแลเฉพาะทาง และต้องติดตามต่อเนื่อง
การคลอดก่อนกำหนดคืออะไร
การคลอดก่อนกำหนดหมายถึง ทารกคลอดมีชีพก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์(หรือก่อน 259 วันนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย) องค์การอนามัยโลก (WHO) แบ่งกลุ่มตามอายุครรภ์เป็น
- ก่อนกำหนดมาก: น้อยกว่า 28 สัปดาห์
- ก่อนกำหนดมากปานกลาง: 28 ถึงน้อยกว่า 32 สัปดาห์
- ก่อนกำหนดปานกลางถึงใกล้ครบกำหนด: 32 ถึง 37 สัปดาห์
ในปี 2020 ทั่วโลกมีทารกคลอดก่อนกำหนดประมาณ 13.4 ล้านคนคิดเป็นมากกว่า 1 ใน 10 ของการเกิดทั้งหมด ภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดก่อนกำหนดยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีผู้เสียชีวิตราว 900,000 คนต่อปีเด็กที่รอดชีวิตบางส่วนต้องเผชิญปัญหาระยะยาว เช่น การเรียนรู้ช้า ปัญหาการมองเห็นหรือการได้ยิน และการพัฒนาทางระบบประสาท
ประเทศที่ทรัพยากรจำกัดมีอัตรารอดชีวิตของทารกที่ก่อนกำหนดมากต่ำมาก โดยมากกว่า 90% เสียชีวิตในช่วงวันแรก ๆ เพราะเข้าถึงการดูแลพื้นฐานได้ไม่พอ เช่น การให้ความอบอุ่น การสนับสนุนการให้นมแม่ และการดูแลเรื่องการติดเชื้อ ขณะที่ประเทศรายได้สูงสามารถเพิ่มโอกาสรอดได้มากจากการรักษาและการดูแลขั้นสูง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในไทย
การคลอดก่อนกำหนดเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางรายเกิดเองจากการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ขณะที่บางรายจำเป็นต้องคลอดก่อนเวลาจากเหตุทางการแพทย์ เช่น การติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ หรือโรคที่ต้องยุติการตั้งครรภ์ก่อนกำหนด (รวมถึงการชักนำคลอดหรือผ่าตัดคลอด)
ปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่
- ตั้งครรภ์แฝดหรือหลายคน
- การติดเชื้อ
- โรคเรื้อรังของแม่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
- พฤติกรรมและสภาพแวดล้อม เช่น สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด โภชนาการไม่ดี และความเครียด
สำหรับประเทศไทย รายงานและงานศึกษาหลายแหล่งชี้ปัจจัยเสี่ยงที่พบเพิ่ม เช่น ฝากครรภ์ไม่ครบหรือเริ่มช้า ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ รกเกาะต่ำ การตั้งครรภ์แฝด และการติดเชื้อของมารดา (เช่น การติดเชื้อในช่องคลอด หรือปัญหาสุขภาพช่องปาก)
อัตราการคลอดก่อนกำหนดแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ราว 8% ถึง 18%ในแต่ละภูมิภาค กลุ่มวัยรุ่นตั้งครรภ์ ช่วงห่างการตั้งครรภ์สั้น และปัจจัยสังคมเศรษฐกิจ เช่น อยู่ชนบท หรือการศึกษาต่ำ ยังทำให้ความเสี่ยงเพิ่มในบางกลุ่ม
ทำไมตัวเลข 9.91% ถึงน่าห่วง
เมื่ออัตราคลอดก่อนกำหนดของไทยอยู่ที่ 9.91%ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก จึงเป็นสัญญาณว่าระบบยังมีจุดที่ต้องเร่งปรับ แม้ไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพที่เข้มแข็ง ตัวเลขนี้ส่งผลต่อการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว อีกทั้งเพิ่มภาระต่อเครือข่ายบริการสุขภาพในช่วงที่จำนวนเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง (ในบางปีต่ำกว่า 500,000 คน)
กรมอนามัยยังชี้ว่าการคลอดก่อนกำหนดทำให้ครอบครัวมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งค่ารักษา การนอนโรงพยาบาลนาน การดูแลทารกในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต และค่าใช้จ่ายในการติดตามพัฒนาการในระยะยาว
แนวทางของกรมอนามัยและความร่วมมือที่เดินหน้า
กรมอนามัยกำลังทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร (BMA) และภาคีต่าง ๆ เช่น WHO รวมถึงโครงการเครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก (ในพระอุปถัมภ์) เพื่อผลักดันเป้าหมายลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดให้เหลือ ไม่เกิน 8%
มาตรการสำคัญที่ถูกเน้น ได้แก่
- ฝากครรภ์เร็วและสม่ำเสมอแนะนำให้เข้ารับบริการอย่างน้อย 5 ครั้ง เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์
- คัดกรองปัจจัยเสี่ยงหลักตรวจประเมิน 5 เรื่องสำคัญคือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โลหิตจาง การติดเชื้อในช่องคลอด และโรคในช่องปาก เพื่อให้รักษาได้ไว
- ส่งเสริมความรู้ในชุมชนและครอบครัวมีโครงการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกที่เน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน เพื่อให้เข้าใจอันตรายของการคลอดก่อนกำหนด
- สื่อสารสาธารณะร่วมกับภาคีโครงการรณรงค์ร่วมกับ TrueVisions เน้น 4 เรื่องคือ อันตรายของการคลอดก่อนกำหนด ประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนตั้งครรภ์เร็ว บทบาทครอบครัวในการป้องกัน และสัญญาณเตือน เช่น เจ็บครรภ์ เลือดออก หรือถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด
งานเหล่านี้ต่อยอดจาก โครงการเครือข่ายสุขภาพแม่และเด็กที่มีผลดีในพื้นที่ชนบท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดเหตุการณ์คลอดก่อนกำหนดในบางพื้นที่
ในเดือนเมษายน 2025 WHO ยังร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดกิจกรรมวันอนามัยโลก ภายใต้แนวคิด “Healthy Beginnings, Hopeful Futures” และเดินหน้ารณรงค์ต่อเนื่องช่วงปี 2025 ถึง 2026 เพื่อผลักดันการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด ผ่านการสื่อสารและการดูแลที่เหมาะสม
พร้อมกันนี้ กรมอนามัยกำลังพัฒนามาตรฐานการทำงาน (SOPs) สำหรับการขึ้นทะเบียนตั้งครรภ์ภายใน 12 สัปดาห์ การติดตามกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น เคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน) และแนวทางดูแลทารกคลอดก่อนกำหนดทันทีในห้องคลอด
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนดจำนวนมากสามารถป้องกันได้ ด้วยมาตรการที่ทำได้จริงและคุ้มค่า เช่น ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ อัลตราซาวด์ตั้งแต่เนิ่น ๆ การให้สเตียรอยด์ก่อนคลอดในรายที่เหมาะสม และการดูแลแบบแม่โอบอุ้ม (kangaroo mother care)
ก้าวต่อไปของไทย
ในวันที่ไทยมีเด็กเกิดน้อยลงและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การลดการคลอดก่อนกำหนดยิ่งสำคัญ เพราะช่วยให้เด็กเริ่มต้นชีวิตได้ดีขึ้น และช่วยลดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข แนวทางที่ทำพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการคัดกรอง การสื่อสารกับชุมชน และการสนับสนุนนโยบาย จะช่วยให้ตัวเลขดีขึ้นได้จริง
การลงทุนต่อเนื่องในสุขภาพแม่ การค้นหาความเสี่ยงให้เร็ว และการดูแลที่ยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง จะทำให้เด็กไทยมีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรงมากขึ้น
คีย์เวิร์ดแนะนำ:การคลอดก่อนกำหนด ไทย, อัตราคลอดก่อนกำหนด 9.91%, กรมอนามัย, ป้องกันคลอดก่อนกำหนด, สุขภาพแม่และเด็ก ไทย, การตายทารกแรกเกิด, WHO คลอดก่อนกำหนด, ฝากครรภ์ ไทย, คัดกรองครรภ์เสี่ยงสูง, เครือข่ายสุขภาพแม่และเด็ก
กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน
สุขภาพและการแพทย์ Health
แม่สายตื่นตัว! สธ.ลุยตรวจสารหนูในน้ำ เร่งปกป้องสุขภาพ
เชียงราย – เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ลงพื้นที่อำเภอ แม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อเร่งจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดยนายแพทย์เอนก มุ่งอ้อมกลาง จาก กรมควบคุมโรค และนายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา จากกรมอนามัย เป้าหมายหลักคือการตรวจสอบกรณีที่มีการพบสารหนูเจือปนอยู่ใน แม่น้ำสาย การทำงานครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของชาวบ้านอย่างเร่งด่วน
ทีมงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย นำโดยนายแพทย์เอกชัย คำลือ ได้ร่วมลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มกำลัง เจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปดูสถานการณ์จริงที่บริเวณด่านพรมแดนไทย-เมียนมา เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชน จากนั้นคณะทำงานได้แบ่งกลุ่มกันไปเยี่ยมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ เพื่อเริ่มขั้นตอนการดูแลประชาชนตามแผนที่วางไว้
ประเด็นสำคัญ
- การเฝ้าระวังเชิงรุก:เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับสูงลงพื้นที่แม่สาย เพื่อจัดการปัญหาสารหนูในแม่น้ำสายอย่างเร่งด่วน
- การตรวจสุขภาพเชิงลึก:มีการตรวจปัสสาวะชาวบ้านเพื่อหาสารหนู พร้อมวางแผนเฝ้าระวังต่อเนื่องถึง 5 ปี
- การคุมเข้มน้ำดื่มน้ำใช้:เจ้าหน้าที่เร่งตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านและตู้น้ำหยอดเหรียญ เพื่อให้ชาวบ้านใช้น้ำได้อย่างปลอดภัย
คณะทำงานจาก กรมควบคุมโรค ได้ลงพื้นที่ตรวจคัดกรองสุขภาพของประชาชนที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่สาย เจ้าหน้าที่ได้ซักประวัติและประเมินความเสี่ยงของชาวบ้านที่อาจสัมผัสกับสารหนูในสิ่งแวดล้อม มีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะเพื่อนำไปตรวจหาปริมาณสารหนูอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังมีการให้ความรู้และคำแนะนำที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ชาวบ้านรู้วิธีป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงต่างๆ
เพื่อการดูแลที่ยั่งยืน กรมควบคุมโรคได้กำหนดแผนการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง แผนงานนี้มีระยะเวลาดำเนินการถึง 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 ถึง 2572 ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสุขภาพจะถูกนำมาใช้เพื่อวางแผนการดูแลรักษาระยะยาว หากพบผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ระบบจะส่งต่อผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษาทางการแพทย์ทันที
การเข้ารับการตรวจคัดกรองในครั้งนี้ เป็นเพียงมาตรการป้องกันล่วงหน้าเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มาตรวจจะมีสารหนูในร่างกายเกินมาตรฐาน หน่วยงานสาธารณสุขต้องการข้อมูลที่แท้จริงเพื่อนำไปประเมินความเสี่ยงภาพรวม การทำงานแบบนี้ช่วยให้ชาวบ้านอุ่นใจได้ว่า พวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้งและได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด
คุมเข้มคุณภาพน้ำอุปโภคบริโภคในชุมชน
ในเวลาเดียวกัน คณะทำงานจากกรมอนามัยได้ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำกินน้ำใช้ในหลายจุดที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ได้ไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแม่สาย บ้านสันมานะ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเกาะช้าง มีการเก็บตัวอย่างน้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญและระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อนำไปตรวจหาสารหนูและสารปนเปื้อนอื่นๆ อย่างละเอียด
กรมอนามัยให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้นำชุมชนและประชาชนทั่วไป เจ้าหน้าที่ได้อธิบายถึงวิธีการจัดการน้ำสะอาดและแนวทางการใช้น้ำอย่างปลอดภัยในชีวิตประจำวัน การสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนและใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ช่วยลดความกังวลของชาวบ้านลงได้มาก ทำให้ทุกคนรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อต้องใช้น้ำในพื้นที่
นอกจากนี้ การสนับสนุนทางวิชาการแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เจ้าหน้าที่ได้สอนวิธีการตรวจสอบคุณภาพน้ำเบื้องต้นให้กับคนในพื้นที่ การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐและชุมชน จะช่วยให้การเฝ้าระวังปัญหาสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
วางแผนระยะยาวเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกด้าน คณะทำงานยังมีกำหนดการประชุมร่วมกับโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อติดตามระบบเฝ้าระวังและวางแผนการส่งต่อผู้ป่วย หากตรวจพบว่ามีชาวบ้านที่มีปริมาณสารหนูในร่างกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน โรงพยาบาลจะต้องพร้อมให้การดูแลและรักษาอย่างทันท่วงที
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน การบูรณาการความร่วมมือกับกรมควบคุมโรค กรมอนามัย และเครือข่ายสาธารณสุขในพื้นที่ เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ การทำงานที่เป็นระบบจะช่วยให้การเฝ้าระวังสุขภาพและการตรวจสอบคุณภาพน้ำดำเนินไปอย่างราบรื่น
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของหน่วยงานรัฐที่มีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่องและการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับพี่น้องประชาชนชาวเชียงรายทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
วิกฤตแม่น้ำสาย! เชียงรายเตือนภัยสารหนูพุ่ง 28 เท่า
ด่วน! ไฟไหม้ศูนย์ราชการฯ เชียงราย คุมเพลิงได้ใน 2 ชม
สุขภาพและการแพทย์ Health
Sriburin Health Expo 2026: เกษมราษฎร์ชวนเชียงรายตรวจสุขภาพ
วันที่ 10 ตุลาคม 2569 โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ เชียงราย ได้จัดงานมหกรรม สุขภาพ ครั้งใหญ่แห่งปี งานนี้ใช้ชื่อว่า “Sriburin Health Expo 2026 THE Health Experience 2026 ” โดยจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย งานสำคัญนี้มาพร้อมแนวคิด “Discover Your Health. Design Your Future.” ซึ่งเน้นย้ำถึงการออกแบบสุขภาพที่ดีเพื่ออนาคตของคุณ
นพ.อิทธิพงษ์ ยอดประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารจากศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย และโรบินสัน เชียงราย เข้าร่วมด้วย รวมถึงสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงรายก็มาร่วมทำข่าวในงานนี้อย่างคับคั่ง
ประเด็นสำคัญ:
- โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ จัดงานแฟร์สุขภาพยิ่งใหญ่ที่เซ็นทรัล เชียงราย เพื่อรณรงค์การดูแลตัวเอง
- ภายในงานมีบริการตรวจสุขภาพเฉพาะทางและให้ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- ประชาชนที่สนใจสามารถซื้อแพ็กเกจสุขภาพราคาพิเศษได้ยาวไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569
ไฮไลท์กิจกรรมและการตรวจสุขภาพเฉพาะทาง
ภายในงานเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการตรวจประเมินสุขภาพอย่างครบวงจร โดยมีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางมาร่วมให้บริการอย่างใกล้ชิด มีทั้งการตรวจสุขภาพหัวใจ การตรวจกระดูกและข้อ รวมถึงการให้คำปรึกษาปัญหาการนอนหลับ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ชาวเชียงรายรู้เท่าทันโรคและสามารถป้องกันได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมไฮไลท์อย่าง Doctor Talk ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างเข้าใจง่าย พร้อมทั้งมีการแนะนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ร่วมงานได้รับความรู้กลับไปดูแลตัวเองอย่างเต็มที่
วางแผนสุขภาพระยะยาวด้วยแพ็กเกจสุดคุ้ม
การส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันคือเป้าหมายหลักของการจัดงานในครั้งนี้ ทางโรงพยาบาลจึงได้จัดเตรียมแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาพิเศษมาให้เลือกมากมาย แพ็กเกจเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถวางแผนสุขภาพระยะยาวได้อย่างคุ้มค่าและตรงจุดที่สุด
สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสมาร่วมงานที่เซ็นทรัลเชียงราย ก็ไม่ต้องกังวลใจไป คุณยังสามารถติดต่อสอบถามและซื้อแพ็กเกจโปรโมชั่นนี้ได้โดยตรงที่โรงพยาบาล โปรโมชั่นพิเศษนี้เปิดให้จองยาวไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ตามเงื่อนไขของแต่ละแพ็กเกจ อย่าลืมว่าสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการใส่ใจและวางแผนดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: งาน Sriburin Health Expo 2026 จัดขึ้นที่ไหนและเมื่อไหร่?
A: งานเปิดตัวจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
Q: สามารถซื้อแพ็กเกจสุขภาพราคาพิเศษได้ถึงวันไหน?
A: สามารถติดต่อสอบถามและซื้อแพ็กเกจโปรโมชั่นได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ โดยตรง
Q: มีการตรวจสุขภาพด้านใดบ้างที่น่าสนใจจากงานนี้?
A: มีการให้คำปรึกษาและประเมินสุขภาพจากศูนย์เฉพาะทาง เช่น สุขภาพหัวใจ กระดูกและข้อ ปัญหาการนอนหลับ รวมถึงการคัดกรองมะเร็งเต้านม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มรภ.เชียงราย จัดพิธีรำลึก 9 ปี วันนวมินทรมหาราช ร.9
เด็กหนุ่มจากเชียงรายคนนี้สุดยอดมาก! เขาได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นประจำปี 2027
สุขภาพและการแพทย์ Health
สภากาชาดเชียงรายนำความหวังมาสู่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
เชียงราย – เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 น. นางสุวาภรณ์ จิตต์พลีชีพ รองนายกเหล่ากาชาด จังหวัดเชียงราย ได้เป็นประธานเปิดงานรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านม งานนี้ใช้ชื่อว่า “Sabina Sewing Cup Sewing Heart เย็บด้วยใจ ส่งต่อด้วยรัก” ซึ่งจัดขึ้นที่ลานกิจกรรม ชั้น 2 ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน เชียงราย กิจกรรมนี้จัดโดยห้างสรรพสินค้าโรบินสัน เชียงราย ร่วมกับบริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) จุดประสงค์หลักคือการรณรงค์ให้สตรีไทยตระหนักถึงภัยของโรคนี้
นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือจากโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สมาคมสื่อมวลชน และภาคีเครือข่าย ภายในงานมุ่งเน้นการส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายนี้ ผู้เข้าร่วมงานต่างให้ความสนใจและร่วมมือกันอย่างอบอุ่น บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความหวังสำหรับผู้ป่วยทุกคน
ประเด็นสำคัญ
- เหล่ากาชาดและภาคีเครือข่ายร่วมจัดกิจกรรมเย็บเต้านมเทียมเพื่อมอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
- โครงการนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 เพื่อสร้างความตระหนักรู้และสอนวิธีตรวจคัดกรองเบื้องต้น
- เป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูสภาพจิตใจและคืนความมั่นใจให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
การให้ความรู้และกิจกรรมเย็บเต้านมเทียม
ในงานนี้มีการบรรยายให้ความรู้ที่สำคัญในหัวข้อ “การรู้เท่าทันและการป้องกันมะเร็งเต้านม” โดยได้รับเกียรติจาก พญ.กุลเนตร เนตรศรีทอง ท่านเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจากโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย การบรรยายนี้ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจวิธีดูแลตัวเองได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีทีมพยาบาลวิชาชีพและหัวหน้าส่งเสริม สุขภาพ จาก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ มาร่วมให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั่วไป
กิจกรรมที่โดดเด่นที่สุดในงานคือการจัด Workshop เย็บเต้านมเทียม กิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือร่วมใจของกลุ่มจิตอาสาและผู้เข้าร่วมงานทุกคน หลังจากเย็บเสร็จแล้ว ได้มีการทำพิธีมอบเต้านมเทียมเหล่านี้ให้แก่ตัวแทนโรงพยาบาล เต้านมเทียมทั้งหมดจะถูกนำไปส่งต่อให้ผู้ป่วย เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจต่อไปในอนาคต
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ของการแบ่งปัน
โครงการดีๆ แบบนี้ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 แล้ว ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา เป้าหมายหลักคือการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันให้กับผู้หญิงไทยทุกคน การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมากในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการเฝ้าระวังโรคตั้งแต่เนิ่นๆ
การสอนให้ผู้หญิงสามารถตรวจเช็กเต้านมด้วยตนเองเบื้องต้น ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรครุนแรงได้ การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้การรักษาง่ายและมีโอกาสหายขาดสูงขึ้น นอกจากเรื่องสุขภาพกายแล้ว การเติมเต็มกำลังใจให้ผู้ป่วยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ทุกภาคส่วนหวังว่าผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ความสำคัญของการฟื้นฟูจิตใจผู้ป่วย
มะเร็งเต้านมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสภาพจิตใจของผู้ป่วยด้วย การสูญเสียเต้านมจากการผ่าตัดทำให้ผู้หญิงหลายคนขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นการได้รับเต้านมเทียมจึงเปรียบเสมือนการได้รับของ ขวัญ ที่ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ทำให้พวกเขากล้าที่จะแต่งตัวและเข้าสังคมอีกครั้งด้วยความมั่นใจ
แพทย์และผู้เชี่ยวชาญจาก กรมการแพทย์ ยืนยันว่า กำลังใจที่ดีมีส่วนสำคัญมากในกระบวนการรักษาโรค การที่สังคมแสดงความห่วงใยผ่านกิจกรรมจิตอาสาแบบนี้ ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง พลังบวกจากคนรอบข้างจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีแรงใจ ซึ่งนำไปสู่การตอบสนองต่อการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว



