กรุงเทพฯ– รัฐบาลเล็งฟื้นกฎหมายเก่าปี 2526 หวังดึงเม็ดเงินหมื่นล้านบาทต่อปี กลับมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในประเทศ
เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยกำลังเร่งหารือร่วมกับกระทรวงการคลังที่ กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมรื้อฟื้นกฎหมายเก่าปี 2526 กลับมาใช้งานอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการเรียกเก็บเงินจากคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศในราคา 1, 000 บาท ต่อคนต่อเที่ยว นโยบายนี้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลต้องการนำรายได้ซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี มาเป็นกองทุนหลักสำหรับโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และเพื่อลดปัญหาการนำเงินออกไปใช้จ่ายนอกประเทศมากเกินไป
ฟื้นกฎหมายเก่า ดึงเงินกลับสู่ระบบเศรษฐกิจไทย
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อธิบายว่า ทางกระทรวงกำลังศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการนำพระราชกฤษฎีกาภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง
จากสถิติที่ผ่านมา พบว่าคนไทยเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ยถึง 10 ล้านเที่ยวต่อปี ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 1,000 บาทต่อคนได้สำเร็จ ก็จะมีเงินสดหมุนเวียนเข้ามายังภาครัฐมหาศาลถึง 10,000 ล้านบาทในแต่ละปี
เงินก้อนนี้จะถูกจัดสรรไปใช้กับโครงการเที่ยวคนละครึ่งโดยตรง ซึ่งจะช่วยจ่ายเงินอุดหนุนค่าเดินทางและที่พักให้กับ นักท่องเที่ยว ชาวไทยได้มากถึง 10 ล้านสิทธิ์ ในอดีต ประเทศไทย เคยมีการเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศในราคา 500 บาทมาก่อนแล้ว แต่ต่อมาได้ถูกยกเลิกไป ท่านรัฐมนตรีมองว่า เมื่อเปรียบเทียบกับราคาตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน การเก็บเงินเพิ่มอีก 1,000 บาท น่าจะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการตัดสินใจเดินทางของประชาชน
ทำไมต้องเก็บภาษี และใครบ้างที่ต้องจ่าย?
เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน นโยบายนี้มีรายละเอียดสำคัญที่ประชาชนควรทราบ ดังต่อไปนี้:
- เก็บเฉพาะคนไทยเท่านั้น:การเก็บเงิน 1,000 บาทนี้ จะมีผลบังคับใช้เฉพาะกับพลเมืองชาวไทยที่เดินทางออกนอกประเทศเท่านั้น จะไม่มีการเก็บเงินส่วนนี้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการเรียกเก็บเงินซ้ำซ้อน
- สร้างความยั่งยืน ไม่พึ่งพางบรัฐ:นโยบายนี้จะเป็นแหล่งเงินทุนที่มีเป้าหมายชัดเจน ช่วยให้การท่องเที่ยวของไทยเติบโตได้ยาวนาน โดยรัฐไม่ต้องดึงเงินจากงบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุน และยังทำให้การวางแผนระยะยาวทำได้ง่ายขึ้น
- แยกต่างหากจากค่าเหยียบแผ่นดิน:รัฐบาลยังคงเดินหน้าแผนการเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาทจากนักท่องเที่ยวต่างชาติควบคู่กันไป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการเพื่อนำมาเข้ากองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวและเป็นค่า ประกันภัย
แม้ภาครัฐจะมองเห็นข้อดี แต่มุมมองจากภาคเอกชนก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ นายธนพล ชีวรัตนพร นายก สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ATTA) ได้นำคณะตัวแทนเข้าพบกับนายสุรศักดิ์ เพื่อร่วมกันหารือและแสดงความห่วงใย
ทางสมาคมฯ ได้ยื่นข้อเสนอขอให้รัฐบาลชะลอการบังคับใช้กฎหมายเก็บเงิน 1,000 บาทนี้ไปก่อน เนื่องจากกังวลว่าการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย อาจทำให้ปริมาณคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศลดลง ซึ่งหากคนไทยบินเที่ยวนอกน้อยลง ในระยะยาวก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสายการบินต่างๆ ทำให้ต้องลดจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เดินทางเข้าและออกจากประเทศไทย
ก้าวต่อไปของรัฐบาลไทย
ปัจจุบัน การหารือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับกระทรวงการคลังยังคงดำเนินการต่อไป นายสุรศักดิ์เน้นย้ำว่า เนื่องจากมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว หากนโยบายนี้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็สามารถนำมาใช้ได้ทันที
รัฐบาลจะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างการหารายได้เข้าประเทศเพื่อสนับสนุนโครงการเที่ยวคนละครึ่ง กับผลกระทบที่อาจเกิดกับอุตสาหกรรมการบินโดยรวม การตัดสินใจครั้งนี้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนที่สุด
ข่าวเด่นประจำวัน ประเทศไทย
ไขความลับ: กลยุทธ์สร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในประเทศไทย
พลิกโฉมธุรกิจไทย: ปรับเพิ่มประสิทธิภาพด้วยซอฟต์แวร์สั่งตัดพิเศษ (ซอฟต์แวร์ที่กำหนดเอง)
ข่าวธุรกิจ Business
เลือกกระเบื้องหลังคาผิด บ้านร้อน-รั่วได้! รู้จักประเภทกระเบื้องก่อนตัดสินใจ
เวลาสร้างหรือรีโนเวตบ้าน หลายคนอาจใช้เวลาเลือกสี รูปทรง และดีไซน์ของหลังคาเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้ว การเลือก กระเบื้องหลังคา ยังมีเรื่องที่ต้องพิจารณามากกว่านั้น ทั้งน้ำหนักของวัสดุ ความลาดเอียงของหลังคา การระบายน้ำ ความร้อน รวมถึงความแข็งแรงของโครงสร้างบ้าน หากเลือกวัสดุไม่เหมาะกับรูปแบบหลังคาหรือหน้างาน อาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ ตั้งแต่หลังคารั่ว บ้านสะสมความร้อน ไปจนถึงการเพิ่มภาระให้โครงสร้างโดยไม่จำเป็น ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลือกวัสดุมุงหลังคา ควรทำความรู้จักข้อแตกต่างของวัสดุแต่ละประเภทเสียก่อน
กระเบื้องหลังคาคอนกรีต แข็งแรง มีรูปแบบให้เลือก
กระเบื้องหลังคาคอนกรีต เป็นวัสดุมุงหลังคาที่นิยมใช้กับบ้านพักอาศัย มีจุดเด่นเรื่องรูปทรงและสีที่มีให้เลือกหลากหลาย จึงสามารถนำไปใช้กับบ้านได้หลายสไตล์ ตั้งแต่บ้านร่วมสมัยไปจนถึงบ้านที่ต้องการให้หลังคาเป็นองค์ประกอบเด่นของตัวอาคาร ด้วยตัววัสดุที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับวัสดุมุงหลังคาบางประเภท การออกแบบโครงสร้างรองรับจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะระยะแป โครงถัก และจุดรับน้ำหนักต่าง ๆ ของหลังคา หากเป็นบ้านสร้างใหม่ สามารถกำหนดวัสดุมุงหลังคาไว้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ เพื่อให้วิศวกรคำนวณโครงสร้างให้เหมาะสม แต่หากเป็นบ้านเก่าที่ต้องการเปลี่ยนวัสดุหลังคา ควรตรวจสอบก่อนว่าโครงสร้างเดิมสามารถรองรับน้ำหนักของวัสดุใหม่ได้หรือไม่ นอกจากตัวกระเบื้องแล้ว การติดตั้งอุปกรณ์ประกอบ เช่น ครอบสัน ครอบข้าง และระบบป้องกันน้ำบริเวณรอยต่อ ก็มีผลต่อประสิทธิภาพของหลังคาเช่นกัน
กระเบื้องลอนคู่ ใช้งานได้หลากหลายและติดตั้งบนพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ง่าย
อีกหนึ่งรูปแบบที่พบเห็นได้บ่อยคือ กระเบื้องลอนคู่ ซึ่งโดยทั่วไปเป็นกระเบื้องแผ่นลอนที่นำมาใช้กับบ้านพักอาศัย พื้นที่ต่อเติม โรงจอดรถ อาคารเกษตร หรือพื้นที่ใช้งานทั่วไป ลักษณะที่เป็นแผ่นยาวช่วยให้สามารถมุงพื้นที่ขนาดใหญ่ได้สะดวก ขณะที่รูปทรงลอนช่วยนำทางน้ำฝนให้ไหลลงตามแนวหลังคา จึงเป็นวัสดุที่ใช้งานได้กับพื้นที่หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การติดตั้งยังต้องคำนึงถึงความลาดเอียงของหลังคา ระยะซ้อนทับระหว่างแผ่น ตำแหน่งของสกรู และรายละเอียดตามคำแนะนำของผู้ผลิต เพราะหากติดตั้งไม่เหมาะสม จุดเหล่านี้อาจกลายเป็นตำแหน่งที่น้ำซึมเข้าไปได้ในภายหลัง ดังนั้นแม้วัสดุจะมีคุณภาพดี แต่คุณภาพของการติดตั้งก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน
กระเบื้องเซรามิกและวัสดุมุงหลังคาประเภทอื่นก็มีจุดเด่นต่างกัน
นอกจากกระเบื้องคอนกรีตและกระเบื้องลอนคู่แล้ว ยังมีกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องดินเผาที่นิยมใช้กับบ้านบางสไตล์ โดยมีจุดเด่นด้านพื้นผิว สี และความสวยงาม ซึ่งช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับสถาปัตยกรรมของบ้านได้ อย่างไรก็ตาม วัสดุแต่ละชนิดมีทั้งน้ำหนัก รูปแบบการติดตั้ง และข้อกำหนดเรื่องความลาดเอียงแตกต่างกัน จึงควรเลือกให้สัมพันธ์กับโครงสร้างตั้งแต่ต้น
ส่วนเมทัลชีท แม้จะไม่จัดเป็นกระเบื้อง แต่ก็เป็นวัสดุมุงหลังคาที่ถูกนำมาเปรียบเทียบบ่อย โดยมีจุดเด่นเรื่องน้ำหนักเบาและติดตั้งได้รวดเร็ว จึงนิยมใช้กับงานต่อเติม โรงจอดรถ หรืออาคารที่ต้องการลดภาระของโครงสร้าง แต่หากต้องการควบคุมความร้อนและเสียงจากฝน อาจต้องพิจารณาเรื่องฉนวนหรือระบบหลังคาเพิ่มเติมด้วย จึงไม่ควรถามเพียงว่า “กระเบื้องแบบไหนดีที่สุด” แต่ควรถามว่า “วัสดุแบบไหนเหมาะกับบ้านและการใช้งานของเรามากที่สุด”
หลังคาบ้านร้อน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระเบื้องเพียงอย่างเดียว
อากาศร้อนทำให้หลายคนเลือกวัสดุมุงหลังคาจากคุณสมบัติเรื่องการกันความร้อนเป็นหลัก แต่ความร้อนภายในบ้านไม่ได้เกิดจากตัวกระเบื้องเพียงอย่างเดียว สีและพื้นผิวของหลังคา การได้รับแสงแดด ทิศทางของบ้าน ฉนวนกันความร้อน ช่องว่างใต้หลังคา การระบายอากาศ และฝ้าเพดาน ทุกอย่างล้วนมีส่วนต่ออุณหภูมิภายในบ้าน ดังนั้นหากต้องการให้บ้านเย็นขึ้น ควรมองหลังคาเป็นระบบโดยรวม ตัวอย่างเช่น การเลือกวัสดุมุงหลังคาที่เหมาะสมควบคู่กับการติดตั้งฉนวนและออกแบบช่องระบายอากาศใต้หลังคา อาจช่วยจัดการความร้อนได้ตรงจุดกว่าการพิจารณาเฉพาะชนิดของกระเบื้องหลังคา
หลังคารั่วไม่ได้แปลว่ากระเบื้องเสียเสมอไป
อีกหนึ่งปัญหาที่เจ้าของบ้านมักเจอคือหลังคารั่ว โดยเฉพาะในช่วงที่มี ฝนตกหนัก หรือฝนสาดจากลมแรง หลายคนอาจนึกถึงกระเบื้องแตกเป็นอันดับแรก แต่สาเหตุจริงสามารถเกิดได้จากหลายจุด เช่น การซ้อนทับของกระเบื้องไม่เหมาะสม กระเบื้องเคลื่อน อุปกรณ์ครอบเสื่อม รอยต่อระหว่างหลังคากับผนังมีปัญหา หรือทางระบายน้ำอุดตัน ความลาดเอียงของหลังคาก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะวัสดุมุงหลังคาแต่ละประเภทถูกออกแบบให้ใช้งานภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน หากเลือกวัสดุไม่เหมาะกับองศาของหลังคา อาจทำให้น้ำระบายออกได้ไม่ดีและเพิ่มความเสี่ยงของการรั่วซึม หากเริ่มพบรอยน้ำบนฝ้า คราบความชื้น หรือสีโป่งหลังฝนตก จึงควรให้ช่างตรวจสอบต้นเหตุให้ชัดเจนก่อน ไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่าต้องเปลี่ยนหลังคาทั้งหมดเสมอไป
สุดท้ายแล้วไม่มีกระเบื้องประเภทใดที่เหมาะกับบ้านทุกหลัง เพราะแต่ละบ้านมีทั้งรูปทรง โครงสร้าง สภาพแวดล้อม และรูปแบบการใช้งานแตกต่างกันกระเบื้องคอนกรีตอาจเหมาะกับบ้านที่ออกแบบโครงสร้างมาเพื่อรองรับและให้ความสำคัญกับดีไซน์ ขณะที่กระเบื้องลอนคู่สามารถเป็นทางเลือกสำหรับบ้านและพื้นที่ใช้งานหลายประเภท ส่วนกระเบื้องเซรามิกหรือวัสดุมุงหลังคาอื่นก็มีจุดเด่นที่เหมาะกับงานแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกแบบที่แพงที่สุด แต่คือการเลือกวัสดุที่สัมพันธ์กับโครงสร้าง ความลาดเอียง สภาพแวดล้อม และงบประมาณของบ้าน พร้อมติดตั้งด้วยวิธีที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่กำลังสร้างบ้าน ต่อเติม หรือวางแผนเปลี่ยนหลังคา สามารถเลือกดูกระเบื้องและอุปกรณ์หลังคาหลากหลายประเภทได้ที่ ไทวัสดุพร้อมทีมงานที่สามารถช่วยแนะนำสินค้าให้เหมาะกับลักษณะงาน เพื่อให้เลือกวัสดุได้ง่ายและเหมาะกับบ้านมากขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เด็ก ป.6 เชียงราย เก่งจัด คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
กลุ่มความร่วมมือเชียงราย-เมียนมาร์จะหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ
ข่าวธุรกิจ Business
ชินคันเซ็นซูชิบุกเซ็นทรัลเชียงราย จัดเต็ม 250 เมนูเด็ด
ตำรวจ เชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว">เชียงราย– ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เดินหน้าตอกย้ำความเป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ของ ภาคเหนือ ล่าสุดได้ร่วมแสดงความยินดีกับการเปิดสาขาใหม่ของร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง คุณสายัณห์ นักบุญ ผู้จัดการทั่วไปของศูนย์การค้า นำทีมผู้บริหารมอบกระเช้าดอกไม้เพื่อต้อนรับพันธมิตรใหม่ โดยมีคุณธันยชนก ปัญจวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการจาก บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ฟ จำกัด เป็นตัวแทนรับมอบ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและการต้อนรับอย่างเป็นกันเองจากทีมงานทุกคน
การมาเยือนของร้าน ชินคันเซ็น ซูชิ (Shinkanzen Sushi) ในครั้งนี้ ช่วยยกระดับประสบการณ์การทานอาหารของชาวเชียงรายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทางร้านพร้อมเสิร์ฟความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ด้วยเมนูที่หลากหลายมากกว่า 250 รายการ ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับซูชิหน้าต่างๆ ซาชิมิสดใหม่ ราเมนรสเข้มข้น และข้าวหน้าสไตล์ญี่ปุ่นอีกมากมาย ร้านนี้จึงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็นการทานข้าวกับครอบครัวหรือสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน
ประเด็นสำคัญ
- เซ็นทรัล เชียงราย ต้อนรับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของร้าน ชินคันเซ็น ซูชิ สาขาใหม่
- ทางร้านจัดเต็มเมนูอาหารญี่ปุ่นคุณภาพเยี่ยมกว่า 250 รายการ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม
- สมัครสมาชิกใหม่รับฟรีเครื่องดื่มเป๊ปซี่ 1 แก้ว ตั้งแต่วันที่ 1-3 ตุลาคม 2569
การเปิดสาขาใหม่ที่ เซ็นทรัล เชียงราย ช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด ปัจจุบันผู้คนมองหาร้านอาหารที่ให้ทั้งความอร่อยและความคุ้มค่า ชินคันเซ็น ซูชิ จึงเข้ามาเติมเต็มโซนร้านอาหารของศูนย์การค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น การเลือกใช้วัตถุดิบที่ได้มาตรฐานและความใส่ใจในทุกขั้นตอน ทำให้แบรนด์นี้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วประเทศมาอย่างยาวนาน
เพื่อเป็นการฉลองการเปิดสาขาใหม่อย่างยิ่งใหญ่ ทางร้านได้จัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อมอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้า เพียงแค่คุณสมัครสมาชิก ชินคันเซ็น ซูชิ ที่หน้าร้าน จะได้รับเป๊ปซี่ฟรีทันที 1 แก้ว มูลค่า 25 บาท โปรโมชั่นนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 ตุลาคม 2569 เท่านั้น โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ทางร้านกำหนด ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นให้เข้ามาใช้บริการได้อย่างคึกคัก
พิกัดความอร่อยใจกลางเมือง
นอกจากรสชาติที่ถูกปากแล้ว ทางร้านยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานความสะอาดและสุขอนามัยในระดับสูงสุด ทีมเชฟได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีเพื่อรักษาคุณภาพอาหารให้คงที่ การเปิดสาขานี้ยังช่วยสร้างงานและรายได้ให้คนในพื้นที่เชียงราย ถือเป็นการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างยั่งยืนและมั่นคง
สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสรสชาติอาหารญี่ปุ่นคุณภาพเยี่ยม สามารถแวะมาได้ตั้งแต่วันนี้ ร้านตั้งอยู่ที่ชั้น 1 โซน E-Center ของศูนย์การค้า โดยอยู่ติดกับร้าน McDonald’s ทำเลที่ตั้งหาง่ายและมีพื้นที่กว้างขวาง พร้อมรองรับลูกค้าทุกท่านที่ต้องการใช้เวลาแห่งความสุขกับมื้ออาหารสุดพิเศษ มาร่วมเปิดประสบการณ์ความอร่อยที่ส่งตรงจากญี่ปุ่นได้แล้ววันนี้ที่เซ็นทรัล เชียงราย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สุดยอด! เด็กเก่งเชียงรายคว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ผู้ลักลอบค้ายาเสพติด 9 รายเสียชีวิตจากการปะทะกับทหารในจังหวัดเชียงราย
ข่าวธุรกิจ Business
ราคาน้ำมันพุ่ง! ขึ้นทุกชนิด 75 สตางค์ ดีเซลทะลุ 42 บาท

ตำรวจ เชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว">เชียงราย– ผู้ใช้รถทุกคนต้องเตรียมตัวรับมือกับค่าใช้จ่ายเดินทางที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป คณะกรรมการบริหาร กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ตัดสินใจปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดอีก 75 สตางค์ต่อลิตร การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นผลมาจากความวุ่นวายในตะวันออกกลางที่รุนแรงมากขึ้น สถานการณ์ตึงเครียดดังกล่าวทำให้ทั่วโลกต่างกังวลว่าการผลิตและขนส่งน้ำมันอาจเกิดการชะงักงันในเร็วๆ นี้
ปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาในประเทศขยับขึ้นมาจากตลาดน้ำมันสิงคโปร์ที่พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้น้ำมันดีเซลในตลาดโลกมีราคาเกิน 179 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลไปแล้ว ส่วนน้ำมันเบนซินก็ทะลุ 157 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเช่นกัน ต้นทุนนำเข้าที่แพงขึ้นทำให้กองทุนน้ำมันต้องจ่ายเงินช่วยอุดหนุนราคาถึงวันละกว่า 430 ล้านบาท รัฐบาลจึงจำเป็นต้องขยับราคาขายหน้าปั๊มขึ้น เพื่อให้กองทุนมีเงินหมุนเวียนพอที่จะรับมือกับความไม่แน่นอนต่อไป
Key Takeaways
- น้ำมันทุกชนิดปรับราคาหน้าปั๊มขึ้น 75 สตางค์ต่อลิตร มีผลทันทีในวันที่ 2 ตุลาคม 2569
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันต้นทุนน้ำมันตลาดโลกให้แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- รัฐบาลต้องขึ้นราคาเพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันที่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนถึงวันละ 430 ล้านบาท
เช็กราคาใหม่ล่าสุดก่อนเลี้ยวเข้าปั๊ม
หลังจากการปรับราคาในครั้งนี้ น้ำมันแต่ละชนิดจะมีราคาใหม่ที่หน้าปัดสถานีบริการอย่างเป็นทางการ ดีเซลหมุนเร็วธรรมดาซึ่งเป็นหัวใจหลักของการขนส่งจะขยับไปแตะที่ 42.19 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลทางเลือกอย่าง B20 จะอยู่ที่ 37.19 บาทต่อลิตร สำหรับคนใช้รถยนต์เครื่องเบนซิน น้ำมันเบนซินธรรมดาจะมีราคาสูงสุดอยู่ที่ 49.68 บาทต่อลิตร
ทางด้านน้ำมันแก๊สโซฮอล์ยอดฮิตก็ปรับตัวขึ้นยกแผงเช่นเดียวกัน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 จะมีราคาใหม่ที่ 40.69 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 จะอยู่ที่ 40.32 บาทต่อลิตร สำหรับคนที่เติมน้ำมันทางเลือกอย่าง E20 ราคาจะขยับเป็น 35.69 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมัน E85 จะอยู่ที่ 31.63 บาทต่อลิตร
วางแผนค่าใช้จ่ายรับมือพลังงานแพง
บริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ทุกค่ายได้ออกประกาศยืนยันการปรับราคาในกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซลเรียบร้อยแล้ว ราคาใหม่ทั้งหมดนี้จะเริ่มใช้พร้อมกันตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของช่วงเช้าวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ผู้ใช้รถควรตรวจสอบปริมาณน้ำมันในถังและอาจต้องแวะเติมก่อนที่ราคาใหม่จะเริ่มบังคับใช้
ทั้งนี้ ราคาขายปลีกหน้าปั๊มอาจมีความแตกต่างกันไปบ้างตามระยะทางของแต่ละพื้นที่และสถานีบริการ คุณสามารถติดตามการอัปเดต ข่าวสารด้านพลังงาน เพื่อนำมาวางแผนควบคุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อย่างรัดกุมมากยิ่งขึ้นในช่วงที่ราคาตลาดโลกยังคงมีความผันผวน











