น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ– ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความท้าทายทางสภาพอากาศครั้งสำคัญ เมื่อสัญญาณเตือนจากหน่วยงานระดับโลกชี้ชัดว่า ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) ในปี 2569 กำลังก่อตัวและมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าผลกระทบครั้งนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องของอากาศร้อนเพียงอย่างเดียว แต่จะลุกลามไปถึงความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ การบังคับใช้นโยบายของภาครัฐ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงข้อมูลคาดการณ์ความรุนแรงของเอลนีโญในปี 2569 ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อประเทศไทย และแนวทางที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมพร้อมรับมือ
- องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนเอลนีโญอาจลากยาวและรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
- วิกฤตน้ำจืดจ่อคอหอย 41 จังหวัดทั่วประเทศเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค
- รัฐบาลเร่งคลอดมาตรการคุมเข้มการใช้น้ำ หวั่นกระทบภาคเกษตรและซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน
สัญญาณเตือนจากทั่วโลก: เอลนีโญ 2569 รุนแรงแค่ไหน?
จากการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือ NOAA ระบุว่ามีความน่าจะเป็นถึง 61% ที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2569 และจะส่งผลลากยาวไปจนถึงสิ้นปีเป็นอย่างน้อย
ในขณะเดียวกัน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ( WMO ก็ได้ออกประกาศเตือน ) ถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บอกเราว่า โลกกำลังจะเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและรูปแบบฝนที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกังวลมากที่สุดคือ ความรุนแรงในครั้งนี้อาจยกระดับขึ้นเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงทำลายสถิติ และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
ผลกระทบต่อประเทศไทย: ร้อนจัด แล้งนาน และฝนทิ้งช่วง
สำหรับประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจากศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ตามที่รายงานโดยสื่อ Thairath English ระบุว่า เอลนีโญจะทำให้ปริมาณฝนในประเทศไทยลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างมาก
สิ่งที่เราต้องเตรียมตัวรับมือ มีดังนี้:
- ฤดูร้อนที่โหดร้ายกว่าเดิม:ในช่วงต้นปี 2570 อุณหภูมิอาจพุ่งสูงแตะระดับ 44 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่
- ปริมาณฝนลดลง:แม้จะอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่ปริมาณน้ำฝนจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อน้ำต้นทุนในเขื่อน
- ฤดูหนาวที่หายไป:สภาพอากาศในช่วงปลายปี 2569 อาจไม่มีความหนาวเย็นเหมือนปีก่อนๆ
วิกฤตน้ำจืดระดับชาติ: 41 จังหวัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดจากเอลนีโญคือ “ภาวะขาดแคลนน้ำ” ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่เปิดเผยผ่าน Nation Thailand ประเมินว่าในช่วงหน้าแล้งปี 2568/2569 ประเทศไทยจะเผชิญกับความเสี่ยงด้านน้ำในหลายมิติ:
- น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค:มีถึง 41 จังหวัดทั่วประเทศที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้
- น้ำเพื่อการเกษตร:12 จังหวัดเสี่ยงที่จะไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับหล่อเลี้ยงพืชผล
- คุณภาพน้ำ:22 ลุ่มน้ำสายหลักกำลังเผชิญปัญหาคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะปัญหาน้ำเค็มหนุนสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก นนทบุรี และ สมุทรปราการ ซึ่งกระทบต่อการผลิตน้ำประปาโดยตรง
แม้ว่ากรมชลประทานจะรายงานว่าปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้ (ประมาณ 62% ของความจุ) แต่ความต้องการใช้น้ำที่สูงขึ้นประกอบกับฝนที่ตกน้อยลง ทำให้ความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง
แรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจ: ภาคเกษตร นโยบายแรงงาน และหนี้ครัวเรือน
ผลกระทบจากภัยแล้งไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศ เมื่อปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ภาคการเกษตรซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของไทยจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
การลดลงของผลผลิตทางการเกษตร ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรหดหายไปอย่างน่าตกใจ สถานการณ์นี้จะกลายเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้ “ปัญหาหนี้สินครัวเรือน”ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มในปัจจุบันที่ครัวเรือนไทยกว่า 62% ต้องเผชิญกับภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นจากค่าครองชีพที่แพงขึ้นอยู่แล้ว การขาดรายได้จากภาคเกษตรจะยิ่งซ้ำเติมบาดแผลทางเศรษฐกิจนี้ให้ลึกกว่าเดิม
นอกจากนี้ การหดตัวของภาคการเกษตรยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดแรงงานในชนบท เมื่อไม่มีน้ำทำการเกษตร แรงงานจำนวนมากอาจต้องเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองหรือพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งจะสร้างความท้าทายใหม่ให้กับการจัดการด้านแรงงาน และอาจนำไปสู่การทบทวนนโยบายและกฎระเบียบด้านสวัสดิการแรงงานระดับภูมิภาค เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่เกิดจากสภาพอากาศ
นโยบายรัฐบาลและการบังคับใช้มาตรการฉุกเฉิน
เพื่อรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น ภาครัฐได้เริ่มตื่นตัวและเตรียมนำมาตรการเชิงนโยบายมาบังคับใช้อย่างจริงจัง รายงานจาก Nation Thailand ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการแผนรับมือภัยแล้งล่วงหน้าอย่างเร่งด่วน
มาตรการและนโยบายที่คาดว่าจะถูกนำมาบังคับใช้ ได้แก่:
- ควบคุมการทำเกษตรนอกฤดู:รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นในการขอความร่วมมือ หรือสั่งระงับการทำนาปรังในพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทาน เพื่อสงวนน้ำไว้ใช้สำหรับอุปโภคบริโภคเป็นหลัก
- การจัดการน้ำเชิงระบบ:ส่งเสริมมาตรการ 3R (Reduce, Reuse, Recycle) ทั้งในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืช:รัฐจะเข้าไปสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการแปลงเกษตร
บทสรุป: ความท้าทายที่รออยู่
ปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 ไม่ใช่แค่เรื่องของอากาศที่ร้อนขึ้นเพียงชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับชาติที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบการจัดการน้ำและโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย การรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ไม่สามารถพึ่งพารัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
การติดตามข้อมูลข่าวสาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำให้ประหยัด และการปฏิบัติตามนโยบายการจัดการทรัพยากรอย่างเคร่งครัด จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านความท้าทายทางสภาพอากาศครั้งใหญ่นี้ไปได้ พร้อมทั้งช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและปัญหาสังคมที่จะตามมาในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
Earth Hour 2026 ในไทย ปิดไฟ 1 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนให้เป็นนิสัยทั้งปี
ปิซ่า พบ ยูเวนตุส ดูบอลสด ฟุตบอลกัลโช่ เซเรียอา 2025/26 วันที่ 27 ธ.ค. 68
ข่าว - News
สลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม
เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นที่ จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ มีคนตกลงไปในหลุมลึกบริเวณใกล้น้ำตกป่าหวาย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่มรื่นและสวยงาม จุดเกิดเหตุเป็นทางเดินชมธรรมชาติที่ นักท่องเที่ยว คุ้นเคย แต่กลับกลายเป็นสถานที่จบชีวิต เมื่อมีชายคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดลงไปในหลุมลึกต่อหน้าผู้คน
หลุมดังกล่าวมีความลึกมากถึง 50-60 เมตร และยังมีกระแสน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก หลังจากชายคนนี้ตกลงไป เขาไม่ได้กลับขึ้นมาอีกเลย เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จึงคาดการณ์ตั้งแต่ต้นว่าเขาอาจจะเสียชีวิตแล้ว หน่วยกู้ภัย สภ.พบพระ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ทันที
ประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 30 ปี เสียชีวิตจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง หลังกระโดดลงหลุมลึกกว่า 50 เมตร ที่น้ำตกป่าหวาย
- สาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากปัญหาความรักที่ไม่สมหวัง เนื่องจากทั้งคู่เป็นญาติใกล้ชิดที่มีนามสกุลเดียวกัน
- ทีมกู้ภัยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเชือกสลิงยาวพิเศษ เพื่อโรยตัวลงไปกู้ร่างผู้เสียชีวิตด้วยความยากลำบาก
การนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย นายกุล เครือวีระ นายกเทศมนตรีนคร แม่สอด ได้สั่งการด่วนให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยเข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์กู้ภัยเคลื่อนที่เร็วและอุปกรณ์กู้ชีพครบมือ มาร่วมภารกิจกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตาก สาขาแม่สอด การทำงานเต็มไปด้วยความตึงเครียดเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่อันตราย
นอกจากนี้ ทีมงานต้องใช้ผู้ที่ชำนาญการปีนเขา โรยตัวลงไปในหลุมลึกพร้อมกับเชือกสลิงยาว พวกเขาทำงานด้วยความระมัดระวัง จนในที่สุดก็สามารถนำเปลรัดร่างของผู้เสียชีวิตดึงขึ้นมาได้สำเร็จ ผู้ตายเป็นชายหนุ่มอายุ 30 ปี ชาวตำบลคีรีราษฎร์ สวมเสื้อยืดและกางเกงสีน้ำเงิน สภาพศพบ่งบอกถึงการกระแทกกับพื้นหลุมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงนำร่างส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตรพลิกศพต่อไป
ปมรักต้องห้ามที่จบลงด้วยน้ำตา
จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือเรื่องราวความรักที่แสนเศร้า ผู้ตายมีความรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ไม่สามารถคบกันได้ เนื่องจากทั้งคู่มีนามสกุลที่ใกล้เคียงกันและเป็นญาติใกล้ชิดกัน ทั้งสองคนจึงพากันมาเที่ยวที่อุทยานฯ เพื่อพูดคุยปรับทุกข์เกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักที่ไม่มีทางออก
เชื่อกันว่าทั้งคู่ตัดสินใจจบชีวิตด้วยกันเพื่อหนีปัญหา ฝ่ายชายกระโดดลงไปในหลุมลึกและเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงไม่ได้ตามลงไป เธอทำได้เพียงร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกอยู่ริมหลุมและรีบขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับทุกคน ความผิดหวังในเรื่องความรักเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่างไรก็ตาม การหาทางออกด้วยการจบชีวิตไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดต่อไป เพื่อปิดคดีและมอบความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
ข่าว - News
ช็อก! ลาวบุกยึดเจ็ตส่วนตัว ซุกไอซ์กว่าครึ่งตันที่สนามบิน
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญเกิดขึ้นที่ สปป.ลาว เมื่อเจ้าหน้าที่ ตำรวจ เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ สกัดจับแก๊งค้า ยาเสพติด ข้ามชาติรายใหญ่ กลุ่มคนร้ายเหิมเกริมถึงขั้นใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมารับ ยาไอซ์ น้ำหนักกว่าครึ่งตัน พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะบินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางแบบไร้ร่องรอย
ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการจับกุมครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้ทั้งเครื่องบินและยาเสพติดมูลค่ามหาศาล พร้อมรวบตัวผู้ต้องหาได้ถึง 13 ราย ข้อมูลเชิงลึกจาก MGR Online ระบุว่ามีทั้งนักบินและเจ้าหน้าที่สนามบินเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วย
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจลาวบุกยึดเครื่องบินส่วนตัวที่ ลักลอบขนยา ไอซ์กว่า 521 กิโลกรัม ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางถึง 21 ใบ
- เจ้าหน้าที่รวบตัวผู้ต้องหาได้ 13 ราย ประกอบด้วยนักบิน ชาวต่างชาติ และพนักงานของท่าอากาศยานหลวงพระบาง
- เบาะแสสำคัญมาจากพลเมืองดีที่แจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้ตำรวจสามารถซ้อนแผนจับกุมได้ทันก่อนเครื่องบินขึ้น
เบาะแสสำคัญจากพลเมืองดี
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการจับกุมครั้งนี้มาจากข้อมูลลับของพลเมืองดี เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจแขวงหลวงพระบางได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญ ข้อมูลระบุชัดเจนว่าจะมีการ ลักลอบขนยาเสพติด ล็อตใหญ่ผ่านเส้นทางอากาศ
ขบวนการนี้วางแผนใช้เครื่องบินส่วนตัวบินตรงจากประเทศมาเลเซีย เพื่อมารับยาเสพติดที่เมืองหลวงพระบาง ตอนแรกคนร้ายกำหนดวันก่อเหตุไว้ในวันที่ 26 กันยายน แต่ต่อมาได้เลื่อนแผนการเป็นวันที่ 1 ตุลาคมแทน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ลดความพยายามลงแต่อย่างใด
ตำรวจลาวได้จัดกำลังเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลการบินอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งสืบทราบว่าเครื่องบินเป้าหมายรหัส N73GP จะเดินทางออกจากต้นทางในเวลา 11.30 น. และมีกำหนดการเดินทางมาถึงสนามบินหลวงพระบางในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 13.30 น.
นาทีจับกุมกลางรันเวย์
เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวร่อนลงจอดตามเวลาที่คาดการณ์ไว้ เหตุการณ์ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงตึงเครียด รถบรรทุกขนาดใหญ่จำนวน 2 คันได้ขับมาจอดที่บริเวณด้านหน้าของท่าอากาศยาน จากนั้นพนักงานของสนามบินได้ช่วยกันนำกระเป๋าเดินทางจำนวน 23 ใบลงจากรถ
กระเป๋าทั้งหมดถูกเข็นผ่านเครื่องเอกซเรย์ของสนามบินอย่างแนบเนียน ก่อนจะถูกลำเลียงขึ้นไปบนเครื่องบินส่วนตัวที่จอดติดเครื่องรออยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อโหลดสัมภาระเสร็จสิ้น รถบรรทุกทั้งสองคันก็รีบขับออกไปจากพื้นที่สนามบินทันที
เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยพิเศษจากกองบัญชาการตำรวจแขวงหลวงน้ำทาจึงไม่รอช้า พวกเขาตัดสินใจนำกำลังบุกเข้าตรวจค้นกระเป๋าทั้งหมดบนเครื่องบิน ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นแบบฉิวเฉียดก่อนที่เครื่องบินเจ็ตลำดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ผลการตรวจค้นทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงกับสิ่งที่พบซ่อนอยู่ด้านใน เมื่อพบว่าในกระเป๋าจำนวน 21 ใบเต็มไปด้วยถุงพลาสติกสีน้ำเงิน ถุงเหล่านี้ถูกประทับด้วยโลโก้รูปปลาทองเหมือนกันทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบ
เปิดกระเป๋าเจอยานรกล็อตใหญ่
เมื่อเปิดดูภายในถุง พบว่าเป็นยาเสพติดประเภทไอซ์รวมจำนวนทั้งหมด 500 ห่อ ยาเสพติดล็อตนี้มีน้ำหนักรวมกันสูงถึง 521 กิโลกรัม ส่วนกระเป๋าเดินทางอีก 2 ใบที่เหลือเป็นเพียงของใช้ส่วนตัวทั่วไปที่นำมาเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
หลักฐานที่ชัดเจนและมัดตัวแน่นหนานี้ ทำให้ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แบบคาหนังคาเขา เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด 13 คนในที่เกิดเหตุ กลุ่มผู้ต้องหามีทั้งนักบิน ผู้ช่วยนักบิน และนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติอีกหนึ่งคน
นอกจากนี้ยังมีพนักงานบริษัทที่เกี่ยวข้องถูกจับกุมอีก 3 คน และที่น่าตกใจที่สุดคือมีพนักงานของท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางร่วมขบวนการด้วยถึง 7 คน ทุกคนถูกนำตัวไปสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยงของเครือข่าย
นอกเหนือจากยาไอซ์กว่าครึ่งตันและเครื่องบินส่วนตัวแล้ว ตำรวจยังสามารถติดตามยึดรถกระบะสีขาวได้อีก 1 คันเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญ การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการลาวในการกวาดล้างยาเสพติด และจะมีการเร่งขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ลาวส่งตัวชาวไทย 76 คนจากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์กลับไปยังเชียงราย พร้อมจับกุม 8 คนที่มีหมายจับ
ข่าว - News
เจ้าหน้าที่กู้ภัยตกตะลึงหลังจากสุนัขที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพ
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญและน่าเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นที่จังหวัด น้ำท่วม กำแพงเพชรวิกฤต! น้ำล้นคลองซัดบ้านจม คนหนีขึ้นหลังคา">กำแพงเพชร เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปช่วยเก็บซากสุนัขที่เสียชีวิตแล้ว แต่สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างไม่คาดคิด เมื่อสุนัขตัวดังกล่าวฟื้นคืนชีพขึ้นมาบนรถกู้ภัย คลิปวิดีโอนี้ถูกโพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “น้ำตา คนเลว” พร้อมข้อความว่า “#ช่วยด้วย!ระทึกกลางวันแสกๆกู้ภัยโดนผีหลอก” วิดีโอดังกล่าวกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว โดยมียอดเข้าชมสูงถึง 4 ล้านครั้งภายในชั่วข้ามคืน
นายธีระ พึ่งพัฒน์ อายุ 53 ปี อาสาสมัครกู้ภัย เล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. บริเวณหมู่ 1 ด้านหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ทีมงานได้รับแจ้งจากชาวบ้านให้ช่วยนำร่างสุนัขเพศผู้ที่นอนตายนอกบ้านไปฝัง เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่าสุนัขตัวอ่อนปวกเปียกและไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงเชื่อว่าเสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน และเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนของ หน่วยกู้ภัยข่าวภาพกำแพงเพชร ต่อไป
ประเด็นสำคัญ
- กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปเก็บร่างสุนัขที่เชื่อว่าเสียชีวิตแล้วเพื่อนำไปฝังตามธรรมชาติ
- สุนัขฟื้นคืนชีพและลุกขึ้นยืนบนรถกู้ภัยหลังจากถูกห่อด้วยผ้าขาวเพียง 5 นาที
- คลิปเหตุการณ์กลายเป็นไวรัล มียอดผู้เข้าชมทะลุ 4 ล้านครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสภาพสุนัข พวกเขาได้ใช้ผ้าขาวดิบห่อร่างของมันอย่างมิดชิด จากนั้นจึงยกขึ้นท้าย รถกระบะ เพื่อเตรียมนำไปฝัง แต่หลังจากรถออกเดินทางไปได้เพียง 5 นาที เหตุการณ์ชวนขนลุกก็เกิดขึ้น จู่ๆ สุนัขที่ถูกห่อผ้าไว้ก็ฟื้นลุกขึ้นมายืนบนรถโดยไม่มีใครทราบสาเหตุ วินาทีนั้นอาสาสมัครกู้ภัยที่นั่งอยู่ท้ายรถต่างตกใจสุดขีด
กระแสไวรัลและการตอบรับจากโซเชียล
หลายคนยอมรับว่าตกใจจนคิดว่าโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ จึงรีบตะโกนบอกให้คนขับจอดรถทันที เมื่อคนขับจอดรถและเดินมาเปิดท้ายกระบะ สุนัขตัวดังกล่าวก็กระโดดลงจากรถแล้ววิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์นี้สร้างความงุนงงและตกตะลึงให้กับทีมงานทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะต่างมั่นใจว่าสุนัขหยุดหายใจไปแล้วก่อนหน้านี้
นายธีระยอมรับว่า นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในชีวิตการทำงานกู้ภัยที่เจอเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้ หลังจากตั้งสติได้ ทีมงานจึงนำคลิปวิดีโอจากมือถือไปโพสต์ลงในกลุ่มโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลามและแชร์คลิปออกไปอย่างกว้างขวาง
บางคนรู้สึกขบขันกับปฏิกิริยาตกใจสุดขีดของกู้ภัย ในขณะที่หลายคนรู้สึกยินดีที่สุนัขตัวดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับประชาชนทั่วไป หากพบสัตว์ที่ดูเหมือนเสียชีวิต ควรตรวจสอบการหายใจให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนเสมอ ท้ายที่สุดนี้ ทีมกู้ภัยก็ยังคงได้รับคำชื่นชมในความทุ่มเทช่วยเหลือสังคมแม้จะต้องเจอกับเรื่องชวนตกใจก็ตาม











