พิษณุโลก – เกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นที่อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เมื่ออดีตพ่อเลี้ยงโหดใช้มีดจี้บังคับข่มขืนลูกเลี้ยงวัยเพียง 14 ปี คากระท่อมกลางป่าริมน้ำแควน้อย เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก
หลังจากเกิดเหตุไม่นาน กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมพลังกันออกตามล่าและล้อมจับกุมตัวคนร้ายส่งให้เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ได้อย่างรวดเร็ว ทว่าล่าสุดผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้ตัดสินใจใช้ผ้าห่มผูกคอตัวเองจนเสียชีวิตภายในห้องขังของสถานีตำรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อหนีความผิด
ประเด็นสำคัญ – Key Takeaways
- อดีตพ่อเลี้ยงอายุ 42 ปี บุกใช้มีดขู่บังคับและลงมือข่มขืนลูกเลี้ยงหญิงอายุ 14 ปี คากระท่อมริมแก่งโตน
- เด็กหญิงอาศัยจังหวะที่คนร้ายเผลอแอบส่งข้อความขอความช่วยเหลือจากพี่ชาย จนชาวบ้านช่วยกันล้อมจับตัวส่งตำรวจ สภ.ชาติตระการ ได้สำเร็จ
- หลังจากถูกจับกุมได้เพียงคืนเดียว ผู้ต้องหาตัดสินใจฉีกผ้าห่มผูกคอตัวเองเสียชีวิตคาห้องขังในช่วงเช้ามืดเพื่อหนีคดีความ
จากการรายงานข่าวอย่างเป็นทางการของสำนักข่าว MGR Online ระบุว่าผู้ก่อเหตุร้ายแรงในครั้งนี้คือ นายสมจิตร อายุ 42 ปี ซึ่งเป็นอดีตพ่อเลี้ยงที่เคยเลิกรากับแม่ของเด็กหญิงไปก่อนหน้านี้ไม่นาน
ในวันเกิดเหตุอดีตพ่อเลี้ยงรายนี้ได้แอบบุกเข้ามาในบ้านช่วงเวลาเช้ากระชั้นชิด เขาใช้อาวุธมีดเล่มใหญ่ข่มขู่บังคับให้เด็กหญิงเดินตามเข้าไปในป่าลึกริมแก่งโตนเพื่อหวังพาข้ามแม่น้ำแควน้อยไปยังฝั่งตรงข้าม
เมื่อข้ามแม่น้ำไม่ได้เนื่องจากกระแสน้ำในแก่งไหลเชี่ยวกรากและรุนแรงมาก เขาจึงเปลี่ยนแผนพาลูกเลี้ยงเข้าไปในกระท่อมร้างที่อยู่บริเวณริมแก่งแทน จากนั้นจึงใช้กำลังบังคับข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่
พลังชุมชนล้อมจับคนร้าย ก่อนพบจุดจบสลดหนีความผิดในสถานีตำรวจ
โชคดีที่เด็กหญิงวัย 14 ปีอาศัยช่วงเวลาที่อดีตพ่อเลี้ยงเผลอตัว แอบพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์มือถือส่งไปให้พี่ชายเพื่อบอกพิกัดอันตรายและขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด
เมื่อกลุ่มชาวบ้านในตำบลท่าสะแกทราบข่าวร้ายจึงระดมกำลังช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดล้อมพื้นที่ป่ารอบแก่งโตนอย่างละเอียด จนกระทั่งสามารถล้อมจับกุมตัวอดีตพ่อเลี้ยงรายนี้เอาไว้ได้ในช่วงเย็นและนำตัวส่งโรงพักทันที
แต่เรื่องราวกลับจบลงอย่างไม่คาดคิดในเช้าวันต่อมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเวรยามพบนายสมจิตรในสภาพผูกคอเสียชีวิตคาห้องขัง โดยเขาใช้ผ้าห่มภายในห้องขังมาฉีกออกเป็นเส้นเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการปลิดชีพตัวเอง
ทางด้าน พ.ต.ท.มาวิน บุญมี รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.ชาติตระการ เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า ผู้ต้องหารายนี้เป็นคนพื้นเพจากภาคอีสานที่มีพฤติกรรมชอบดื่มสุราจนมึนเมาเป็นประจำทุกวัน
ก่อนหน้าจะเกิดเหตุสลดครั้งนี้ เขาเพิ่งมีปากเสียงอย่างรุนแรงกับอดีตภรรยาเกี่ยวกับเรื่องเงินที่เขาต้องการนำไปซื้อเหล้าเพิ่มแต่ถูกปฏิเสธ ความโมโหทำให้เขาตรงเข้าบีบคออดีตภรรยาจนต้องเลิกรากันไป
พฤติกรรมที่ก้าวร้าวและชอบใช้ ความรุนแรงในครอบครัว ทำให้เขาขาดสติ จนกระทั่งหวนกลับมาทำร้ายลูกเลี้ยงและเลือกจบชีวิตตัวเองในห้องขังเพื่อหนีความผิดตามกฎหมายในท้ายที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เรื่องราวสุดสะเทือนใจ!! เด็กหญิงอายุ 14 ปี ถูกวางยาแล้วถูกข่มขืนโดยเด็กชาย 5 คน
ตำรวจเชียงรายบุกค้นร้านคาราโอเกะ 2 ร้าน ไร้ใบอนุญาต ปล่อยให้เด็ก 13-14 ปี ต้อนรับแขก ค้นห้องมียาบ้า
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ

กาญจนบุรี– เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและ ทำร้ายร่างกาย ผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์ กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย– เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด ">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบร้านหมาล่าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ร้านแห่งนี้ถูกจับกุมหลังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงรสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส” เพื่อกวาดล้างสิ่งเสพติดและคืนความสงบสุขสู่สังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
นโยบายนี้ตอบรับข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกชุมชน การลงพื้นที่นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย พวกเขาทำงานประสานกันเพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและตัดวงจร ยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการที่รวดเร็วเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้ทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- เจ้าหน้าที่บุกจับร้านหมาล่าในอำเภอเมืองเชียงรายที่ลอบขายน้ำกระท่อมให้เด็กและวัยรุ่น
- ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบมาขายน้ำกระท่อมปรุงรสเพียงอย่างเดียวในราคาถุงละ 85 บาท
- การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส”
สภาพร้านและพฤติการณ์การขาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบว่าร้านดังกล่าวมีป้ายขายหมาล่าและชานมบังหน้า แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขายสินค้าเหล่านั้นแล้ว ภายในร้านมีการต้มและผสมน้ำกระท่อมปรุงรสตามที่ลูกค้าวัยรุ่นต้องการอย่างเปิดเผย แหล่ง ข่าวท้องถิ่น รายงานว่าทางร้านจำหน่ายน้ำกระท่อมในราคาถุงละ 85 บาท ร้านแห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึง 23.00 น. ของทุกวัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทางร้านมีรายได้จากการขายน้ำกระท่อมเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะเดินทางมาซื้อในช่วงค่ำลากยาวไปจนถึงตอนดึก เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คนไว้สอบปากคำ พร้อมทั้งทำการยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นโยบายกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับสูง การทำงานร่วมกันระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานความมั่นคงแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชุมชนในจังหวัดเชียงรายจึงสามารถคาดหวังถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานได้อย่างแน่นอน









