เชียงราย – เกิดเหตุระทึกขวัญขึ้นที่ จังหวัดเชียงราย เมื่อคนร้ายสองคนพร้อมอาวุธปืนบุกเข้า ปล้นร้านทอง ในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอ เชียงของ ซึ่งเป็นเมืองชายแดนที่สำคัญของ ภาคเหนือ ตำรวจกำลังเร่งไล่ล่าตัวผู้ก่อเหตุอย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อนำตัวมาดำเนินคดี
จากการตรวจสอบความเสียหายอย่างละเอียดพบว่า ทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปมีมูลค่ามหาศาลมาก คนร้ายกวาดทองคำรูปพรรณไปได้ทั้งหมดถึง 184 บาท โดยแบ่งเป็นสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 64 บาท และสร้อยข้อมือทองคำน้ำหนัก 120 บาท รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 13 ล้านบาทเลยทีเดียว
ประเด็นสำคัญ
- คนร้าย 2 คนใช้อาวุธปืนบุกชิงทรัพย์ร้านทองในห้างดังที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
- ทองคำที่ถูกขโมยไปมีน้ำหนักรวม 184 บาท คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 13 ล้านบาท
- พบเบาะแสว่าคนร้ายทิ้งรถมอเตอร์ไซค์เช่าไว้ริมแม่น้ำโขง และคาดว่าอาจหลบหนีข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว
หลังจากเกิดเหตุการณ์ ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจและลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทันที พวกเขาเริ่มรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ อย่างรอบคอบที่สุด นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อดูรูปพรรณสัณฐานและเส้นทางการหลบหนีของคนร้ายทั้งสองคนอย่างละเอียด
ข้อมูลอ้างอิงจากรายงานข่าวของ ข่าวสด ระบุว่าคนร้ายได้วางแผนมาเป็นอย่างดี พวกเขาใช้รถจักรยานยนต์ที่ไปเช่ามาเพื่อเป็นยานพาหนะหลักในการก่อเหตุ หลังจากปล้นเสร็จก็นำรถคันดังกล่าวไปจอดทิ้งไว้ริมแม่น้ำโขงบริเวณใกล้กับจุดปลาบึกสีทอง
แผนการหลบหนีข้ามชายแดนที่รัดกุม
การพบรถจักรยานยนต์จอดทิ้งไว้ริมน้ำ ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสันนิษฐานที่ชัดเจนมากขึ้น ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายน่าจะใช้ช่องทางธรรมชาติในการหลบหนี แม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมักเป็นจุดที่ง่ายต่อการลักลอบข้ามฝั่งหากไม่มีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน
ด้วยเหตุนี้ ตำรวจจึงต้องปรับแผนการทำงานให้กว้างและครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน นอกจากนี้ยังต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอย่างทันท่วงที
การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานระดับประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในคดีนี้ เพราะผู้ก่อเหตุอาจมีเครือข่ายมืดคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ฝั่งตรงข้าม เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งขยายผลจากข้อมูลที่มี เพื่อตีกรอบพื้นที่การค้นหาให้แคบลงและแม่นยำขึ้น
ความคืบหน้าของคดีและมาตรการป้องกันในอนาคต
เจ้าหน้าที่ตำรวจออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะทำทุกวิถีทางเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด มีการสั่งการให้ทีมสืบสวนตรวจสอบทุกเบาะแสที่ประชาชนแจ้งเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ห้ามมองข้ามเด็ดขาด
นอกจากการจับกุมตัวผู้กระทำผิดแล้ว การติดตามนำทรัพย์สินกลับคืนมาก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่สุด ผู้เสียหายกำลังรอคอยความหวังจากเจ้าหน้าที่ ตำรวจจึงต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้ทองคำถูกนำไปขายหรือแปรรูปในตลาดมืด
เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะอำเภอเชียงของมักจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เงียบสงบ การมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นในห้างสรรพสินค้า จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องหันมาทบทวนอย่างจริงจังอีกครั้ง
สำหรับร้านทองอื่นๆ ในพื้นที่ ควรเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัย เช่น การติดตั้งลูกกรงเหล็ก หรือระบบล็อกประตูอัตโนมัติ ในส่วนของประชาชนทั่วไปยังคงดำเนินชีวิตได้ตามปกติ แต่ควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นบุคคลต้องสงสัยให้รีบแจ้งตำรวจทันที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สุดสลด! กระบะเสียหลักพุ่งชนบ้านกลางดึก พรากชีวิต”น้องภีม” วัย 11 ขวบ ที่เชียงราย
ชาวบ้านเชียงรายบุกสถานกงสุลเมียนมาร์ เรียกร้องให้นายมิน อ่อง ไหลง์ หยุดยั้งการปล่อยสารพิษจากเหมืองแร่ของจีน
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
ตำรวจ ภูธร จังหวัดเชียงราย ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ลุยตรวจสถานบันเทิงและร้านอาหารยามค่ำคืนในเขตตัวเมืองเชียงราย การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อดูแลความปลอดภัย ป้องกันเหตุ อาชญากรรม และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและ นักท่องเที่ยว การมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิดช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตและท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจมากขึ้น
เชียงราย - Chiang Rai News
ชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
เชียงราย– เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดเชียงราย ได้เรียกประชุมด่วนเพื่อแก้ปัญหาให้ชาวบ้านชุมชนน้ำลัด การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ศาลากลางจังหวัด โดยมีนายลิขิต มีเสรี เป็นประธาน เพื่อหารือกรณีชาวบ้านได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างท่อระบายน้ำริมแม่น้ำกก โครงการนี้สร้างความเดือดร้อนให้คนในพื้นที่มาพักใหญ่จนต้องร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน
โครงการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์และวางระบบท่อระบายน้ำ เพื่อป้องกันปัญหา น้ำท่วม และระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวแทนบริษัทผู้รับเหมาและเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงรายได้เข้าร่วมรับฟังปัญหาโดยตรง นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านกว่า 20 คน นำโดยนายวิชัย ตาแปง ประธานชุมชน มาร่วมสะท้อนความเดือดร้อนอย่างตรงไปตรงมา
ประเด็นสำคัญ
- ชาวบ้านชุมชนน้ำลัดได้รับความเดือดร้อนหนักจากการก่อสร้าง ทั้งปัญหาฝุ่นควัน ถนนพัง และบ้านเรือนแตกร้าว
- ศูนย์ดำรงธรรมสั่งผู้รับเหมาเร่งแก้ปัญหาและเตรียมทีมช่างลงพื้นที่ประเมินค่าชดเชยให้ชาวบ้าน
- ถนนทางเข้าชุมชนจะซ่อมแซมเสร็จและเปิดใช้งานได้ภายใน 10 ธันวาคม 2569
นายวิชัย ประธานชุมชนเปิดเผยว่า โครงการนี้สร้างความลำบากให้ชาวบ้านอย่างหนัก ปัญหาเร่งด่วนคือฝุ่นจากการก่อสร้างที่ปลิวเข้าบ้านตลอดเวลา ทำให้หลายคนมีอาการระคายเคืองและป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ นอกจากนี้สภาพถนนที่ขรุขระยังทำให้ชาวบ้านเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ยิ่งไปกว่านั้น บ้านหลายหลังได้รับความเสียหาย ทั้งรอยร้าว รั้วพัง และพื้นทรุดตัว
นายลิขิต ผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรม ย้ำว่าการช่วยเหลือต้องครอบคลุมและเป็นธรรมที่สุด เขาได้สั่งการให้ผู้รับเหมาเร่งทำงานในจุดที่กระทบกับชาวบ้านให้เสร็จโดยเร็ว เมื่อแน่ใจว่าจะไม่มีผลกระทบเพิ่มเติม จึงจะส่งทีมช่างลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย การทำเช่นนี้จะช่วยให้ประเมินและจ่ายเงินเยียวยาได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนตามความจริง
ผู้รับเหมาพร้อมรับผิดชอบ เปิดถนนธันวาคมนี้
ด้านนายทรงพล สุอ่ำ วิศวกรโครงการ ยืนยันว่าทางบริษัทจะรีบแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด สำหรับเส้นทางเข้าชุมชนน้ำลัด ซอย 1 คาดว่าจะซ่อมแซมและเปิดให้รถวิ่งได้ตามปกติในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ หากต้องการติดตามประกาศเพิ่มเติมของหน่วยงานรัฐ สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งรายงานข่าวสารท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนชาวบ้านที่ขาดรายได้จากการค้าขายในช่วงที่มีการก่อสร้าง ทางโครงการก็พร้อมให้การชดเชย ขอเพียงนำเอกสารรายรับรายจ่ายหรือสเตทเมนต์มาทำข้อตกลงที่ศูนย์ดำรงธรรมเพื่อรับเงินเยียวยา หลังจากจบการประชุม ทุกฝ่ายได้ลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบความเสียหายของบ้านเรือน การลงพื้นที่ครั้งนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ได้พูดคุยให้กำลังใจชาวบ้าน และหาแนวทางซ่อมแซมบ้านที่เสียหายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สลด! กระบะตกเหวลึกที่เวียงแก่น เชียงราย ดับ 1 บาดเจ็บ 10 ราย
สส.เชียงราย โต้กัมพูชากลางเวที IPU ยันเลือกความก้าวหน้า
เชียงราย - Chiang Rai News
บุกยึด! ยาบ้า 20 กระสอบ ริมโขงเชียงแสน
เชียงราย – เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ นรข.เชียงราย ได้สกัดกั้นการขนส่งยาเสพติดครั้งสำคัญ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณริมฝั่ง แม่น้ำโขง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดยาบ้าล็อตใหญ่ได้สำเร็จ ปฏิบัติการนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการ ปราบปรามยาเสพติด อย่างต่อเนื่อง
การเข้าตรวจค้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก น.อ.อูนนที มุสิกะนันทน์ ผู้บังคับหน่วย นรข.เขตเชียงราย ได้สั่งการด่วน น.ท.วรวิทย์ นพเก้า หัวหน้าสถานีเรือเชียงแสน จึงนำทีมชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่เป้าหมาย พวกเขาเข้าตรวจสอบพื้นที่หมู่บ้านแซวอย่างละเอียดเพื่อค้นหาสิ่งผิดกฎหมายที่อาจซ่อนอยู่
ประเด็นสำคัญ
- ยึดยาบ้าล็อตใหญ่:เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดยาบ้าได้มากถึง 20 กระสอบ บริเวณริมแม่น้ำโขง
- พบรถยนต์ต้องสงสัย:มีการยึดรถยนต์ 1 คันในที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่พบตัวผู้กระทำผิด
- เร่งตรวจสอบหลักฐาน:ของกลางทั้งหมดถูกส่งไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อตามหาตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี
ผลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวน 20 กระสอบซุกซ่อนอยู่ในบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอีก 1 คันจอดทิ้งไว้ใกล้กับจุดที่พบยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ทันที เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการสืบสวนหาผู้กระทำผิด
หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติงานในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดเดินทางกลับไปยังกองบังคับการ นรข.เขตเชียงราย ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจนับจำนวนเม็ดยาบ้าอย่างละเอียด นอกจากนี้ ยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างรัดกุมที่สุด

การเฝ้าระวังตามแนวชายแดน
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนยาเมทแอมเฟตามีนทั้งหมดที่ยึดได้ และยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการจับกุมใดๆ ทุกอย่างยังอยู่ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติมและการประกาศอย่างเป็นทางการ
การตรวจยึดยาเสพติดในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง พื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มักมีการลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมายอยู่เสมอ ดังนั้น การลาดตระเวนและการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก
เจ้าหน้าที่จะยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่ตอนในของประเทศ การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ช่วยให้การปราบปรามยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนในพื้นที่เองก็สามารถเป็นหูเป็นตา เพื่อช่วยแจ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่ได้เช่นกัน





