เชียงราย -ที่ลานกิจกรรมสามเหลี่ยมทองคำ ในเขตเทศบาลตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีการจัดเวทีดีเบตสัญจรเพื่อรับฟังแนวนโยบายแก้ปัญหาชายแดนภาคเหนือ ตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคพลวัต และพรรคกล้าธรรม บรรยากาศช่วงค่ำริม แม่น้ำโขง มีทั้งชาวบ้านและ นักท่องเที่ยว มาร่วมฟังจำนวนมาก
เวทีครั้งนี้โฟกัส 4 ประเด็นใหญ่ที่กระทบชีวิตคนพื้นที่โดยตรง คือ มลพิษข้ามพรมแดน ภัยพิบัติขนาดใหญ่ อาชญากรรมข้ามชาติ (แก๊งสแกมเมอร์) และปัญหายาเสพติด
มลพิษทางน้ำจากเหมืองแร่หายาก กับเสียงสะท้อนของชุมชน
ประเด็นที่ถูกหยิบมาคุยก่อนคือปัญหามลพิษทางน้ำที่ชาวบ้านกังวล จากการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถูกมองว่าปล่อยสารปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง
- นพ.เอกภพ เพียรวิเศษ (พรรคภูมิใจไทย)เสนอให้แก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการผันน้ำสะอาดจากแหล่งอื่นมาให้ใช้ พร้อมผลักดันแนวคิด “พ.ร.บ.ความรับผิดจากมลพิษข้ามแดน” เพื่อเอาผิดบริษัทไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมก่อมลพิษในต่างประเทศ
- น.ส.พรรณิการ์ วานิช (ผู้ช่วยหาเสียง พรรคประชาชน)เสนอให้ใช้กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) เพื่อขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมร่วมกัน และเสนอเพิ่มพิกัดศุลกากรแร่หายากจาก 1 เป็น 10 ชนิด เพื่อทำระบบ “ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)” และปฏิเสธการนำเข้าแร่จากแหล่งที่ไม่ปลอดภัย
- นายกัณวีร์ สืบแสง (พรรคพลวัต)พูดถึงแนวทาง “การทูตแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ (Constructive Intervention)” โดยมองว่าไทยควรกล้าคุยกับจีนซึ่งเป็นผู้ลงทุนหลักในเหมืองฝั่งเมียนมา ไม่ใช่รอรับผลกระทบอย่างเดียว
- นายวิกรม เตชะธีราวัฒน์ (ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม)เสนอจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการน้ำภาคเหนือ” เพื่อรวมงานหลายกระทรวงทำงานแบบ War Room และเสนอให้ประชาชนตรวจสุขภาพ รวมถึงตรวจสารพิษในร่างกายได้ฟรี

ฝุ่น PM 2.5 และการเผาข้ามแดน ประเด็นข้าวโพดนำเข้ากลายเป็นจุดชนวนถกเถียง
อีกประเด็นที่ร้อนบนเวทีคือฝุ่น PM 2.5 จากการเผา โดยเฉพาะข้อถกเถียงเรื่องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่ที่มีการเผาป่า
- พรรคประชาชนวิจารณ์ประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับล่าสุดว่าเปิดช่องให้ผู้นำเข้า “รับรองตัวเอง (Self-certification)” ซึ่งอาจตรวจสอบได้ยาก พร้อมเสนอให้ใช้ข้อมูลดาวเทียมและพิกัดพื้นที่ (Geo-location) ตรวจสอบจุดเผาจริงก่อนอนุญาตนำเข้า
- พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าประกาศดังกล่าวมีความชัดเจนและเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนฤดูกาลนำเข้า พร้อมระบุว่าจะใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ หากพบพื้นที่ต้นทางมีการเผา โรงงานในไทยต้องไม่รับซื้อ
- พรรคกล้าธรรมเสนอแนวทางการทูตเชิงรุกแบบมีเงื่อนไข (Condition Operation) โดยหากประเทศเพื่อนบ้านยังไม่หยุดเผา ไทยอาจต้องพิจารณาปรับระดับความช่วยเหลือบางด้าน เช่น พลังงานหรือไฟฟ้า เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
ถอดบทเรียนภัยพิบัติจากแม่สาย วางระบบให้ทันก่อนเหตุซ้ำ
หัวข้อภัยพิบัติถูกยกตัวอย่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนถล่มที่แม่สาย เพื่อชี้ว่าระบบป้องกันในอนาคตต้องเร็วและทำงานร่วมกันจริง
- พรรคกล้าธรรมเน้นระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ และการเยียวยาผ่านระบบดิจิทัลให้จ่ายได้ไว ลดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน
- พรรคภูมิใจไทยเสนอปรับกฎหมายให้ท้องถิ่นใช้งบ “เตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย” ได้ (Pre-disaster) และเสนอแนวคิด “พยาบาลอาสาทุกหมู่บ้าน” เพื่อช่วยเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
- พรรคประชาชนยกการรับมือ “โลกรวน” เป็นหนึ่งใน 12 ภารกิจหลักของพรรค พร้อมชูการบริหารแบบไม่แยกส่วน (No Silo) โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการข้ามกระทรวงเพื่อให้ทำงานได้จริง

อาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ในพื้นที่ชายแดน
ด้วยทำเลใกล้เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ทำให้เรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ถูกจับตาเป็นพิเศษ
- พรรคพลวัตเสนอแนวทาง “4 ตัด” ได้แก่ ตัดบอส ตัดเงิน ตัดการสื่อสาร และตัดขบวนการค้ามนุษย์ เพื่อจัดการให้ถึงราก
- พรรคประชาชนชี้จุดอ่อนเรื่องการส่งผู้ต้องหาให้จีนโดยไม่ขยายผลไปถึงเครือข่ายในไทย พร้อมเรียกร้องให้จัดการ “ทุนเทา” ที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ
- พรรคภูมิใจไทยเสนอใช้ Data Center เชื่อมข้อมูลธุรกรรมการเงินเพื่อช่วยอายัดทรัพย์ และผลักดัน “ธุรกิจสีขาว” ในพื้นที่ชายแดน เพื่อดึงคนไทยออกจากวงจรอาชญากรรม
เสียงจากภาคประชาชน ขอให้รัฐจริงจังกับมลพิษและภัยพิบัติ
อาจารย์นิวัฒน์ ร้อยแก้ว (ครูตี๋) ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ฝากความเห็นทิ้งท้ายว่า นโยบายจะดูดีแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าความจริงใจของรัฐบาล ที่ต้องยอมรับว่ามลพิษและภัยพิบัติเป็นวิกฤตระดับชาติ และควรยกเป็นวาระแห่งชาติเพื่อปกป้องชีวิตประชาชน
เวทีดีเบตครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นอีกสัญญาณก่อนการเลือกตั้งที่กำลังมาถึง สุดท้ายคนในภาคเหนือจะเป็นผู้ตัดสินเองว่า แนวคิดของพรรคไหนจะเปลี่ยนจาก “นโยบาย” ให้กลายเป็น “การลงมือทำ” ได้จริง และทำให้พื้นที่ชายแดนปลอดภัยขึ้นอย่างยั่งยืน
วช. เปิดศูนย์เรียนรู้โดรนเพื่อการเกษตร ที่วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย หนุนเกษตรในพื้นที่
ข่าวการเมือง Politics
ดุสิตโพลชี้รัฐบาลอนุทินเรตติ้งตก เซ่นพิษน้ำท่วม-จี้เยียวยา
น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ– วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้ไม่ได้พัดพาแค่บ้านเรือนประชาชนเท่านั้น แต่มันยังกวาดเอาคะแนนนิยมของรัฐบาลไปด้วย ผลสำรวจล่าสุดชี้ชัดว่าความเชื่อมั่นของประชาชนกำลังลดลงอย่างน่าใจหาย สาเหตุหลักมาจากการจัดการวิกฤตที่ล่าช้าและไม่ทันต่อเหตุการณ์ รัฐบาลกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก จากทุกสารทิศ
ข้อมูลจาก สวนดุสิตโพล สะท้อนภาพความไม่พอใจของประชาชนอย่างชัดเจน รัฐบาลและผู้นำประเทศได้รับคะแนนประเมินการทำงานที่ต่ำมากในสายตาประชาชน สิ่งนี้กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยทางการเมืองที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไขโดยด่วนที่สุด ก่อนที่วิกฤตศรัทธาจะลุกลามจนยากที่จะกอบกู้กลับคืนมาได้
ประเด็นสำคัญ
- คะแนนนิยมของรัฐบาลตกต่ำลงอย่างหนักจากการรับมือวิกฤตน้ำท่วมที่ผิดพลาด
- ประชาชนกว่าร้อยละ 74 มองว่าการแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้าคือปัญหาใหญ่ที่สุดที่ต้องแก้
- ผู้ประสบภัยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินเยียวยาด้วยขั้นตอนที่รวดเร็วและเป็นธรรม
เสียงสะท้อนจากประชาชน ปัญหาการแจ้งเตือนล่าช้า
ตัวเลขจากผลสำรวจนั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง โดยรัฐบาลได้คะแนนการรับมือน้ำท่วมไปเพียง 3.34 คะแนนจากคะแนนเต็ม 10 ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้คะแนนไปเพียง 3.08 คะแนนเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ทหาร ที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนกลับได้คะแนนสูงถึง 6.37 คะแนน ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่าประชาชนมองเห็นและชื่นชมคนที่ลงมือทำจริงในยามวิกฤต
สาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลสอบตกในครั้งนี้คือเรื่องของความล่าช้า ประชาชนร้อยละ 74.80 ระบุว่าการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทำได้ไม่ดีและไม่ทันการณ์ นอกจากนี้ ร้อยละ 68.58 ยังมองว่าระบบการระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เมื่อมวลน้ำมาเร็วแต่การแจ้งเตือนกลับล่าช้า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมหาศาลเกินกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก
วิกฤตศรัทธาและการเรียกร้องเงินเยียวยา
ปัญหาไม่ได้จบลงแค่ตอนที่น้ำท่วมสูง แต่ยังลากยาวไปถึงช่วงเวลาของการฟื้นฟูหลังน้ำลด ประชาชนร้อยละ 63.96 รู้สึกว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทำได้ล่าช้าและไม่ทั่วถึง หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงลำพังในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ความโกรธเคืองของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เรื่องเงินเยียวยากลายเป็นอีกหนึ่งฟางเส้นสุดท้ายสำหรับผู้ประสบภัยหลายคน ผลสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 57.10 มองว่าเงินเยียวยาไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริง ยิ่งไปกว่านั้น ขั้นตอนการขอรับเงินยังยุ่งยากและซับซ้อนเกินความจำเป็น ประชาชนที่สูญเสียบ้านและทรัพย์สินไม่อยากต้องมาเผชิญกับระบบราชการที่เชื่องช้าเพื่อซ้ำเติมความทุกข์ของพวกเขาอีก
ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลในการแก้ปัญหา
เมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ คำตอบนั้นชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุด ร้อยละ 73.05 เรียกร้องให้มีการช่วยเหลือและจ่ายเงินเยียวยาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม พวกเขาต้องการให้เงินก้อนนี้กระจายไปถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างทั่วถึง รัฐบาลต้องกล้าที่จะตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติและทันเวลา
นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 60.37 ยังต้องการให้รัฐบาลเร่งขุดลอกคูคลองและปรับปรุงระบบระบายน้ำใหม่ทั้งหมด นี่คือการแก้ปัญหาระยะยาวที่ทุกคนคาดหวังเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซาก ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 57.66 ต้องการให้มีการวางแผนรับมือภัยพิบัติล่วงหน้าอย่างเป็นระบบมากขึ้น รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดในวิกฤตครั้งนี้
ปัญหาการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากผลสำรวจคือปัญหาการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ประชาชนร้อยละ 47.69 ชี้ว่าการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ยังขาดประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัด บ่อยครั้งที่การลงพื้นที่ทับซ้อนกัน หรือบางพื้นที่กลับไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแลเลย ความสับสนนี้ทำให้การกู้ภัยล่าช้า รัฐบาลจำเป็นต้องมีศูนย์กลางการสั่งการที่ชัดเจนและเด็ดขาดกว่าที่ผ่านมา
ประชาชนกว่าร้อยละ 48.01 เสนอว่ารัฐบาลควรดึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การตัดสินใจของรัฐบาลแม่นยำขึ้น เราไม่สามารถพึ่งพาระบบราชการแบบเดิมในการจัดการกับภัยพิบัติสมัยใหม่ที่มีความรุนแรงมากขึ้นได้อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงานจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ก้าวต่อไปของรัฐบาลในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น
สถานการณ์ในตอนนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดของรัฐบาล ความเสียหายจากน้ำท่วมไม่เพียงแต่ทำลายเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง ประธานสวนดุสิตโพลได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อ ความไม่พอใจของประชาชนก็จะยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลจึงไม่มีเวลาให้ลังเลหรือแก้ตัวอีกต่อไป การทำงานหลังจากนี้ต้องรวดเร็ว โปร่งใส และผลลัพธ์ต้องจับต้องได้ การลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจเป็นสิ่งที่ดี แต่การอนุมัติงบประมาณและส่งความช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนนั้นสำคัญกว่ามาก หากรัฐบาลสามารถปรับปรุงระบบและเร่งรัดการเยียวยาได้ทันท่วงที พวกเขายังพอมีโอกาสที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา
ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนประสิทธิภาพของการบริหารจัดการภาครัฐ บทเรียนราคาแพงนี้ควรถูกนำไปปรับปรุงโครงสร้างการรับมือภัยพิบัติระดับชาติ รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ ไม่ใช่แค่คำสัญญา เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าในอนาคต พวกเขาจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีก
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อนุทินขู่ฟัน ข้าราชการเมินช่วยน้ำท่วม
อนุทินวอนยูเอ็นปฏิรูปองค์กร ชูสิทธิ์เท่าเทียมบนเวทีโลก
ข่าวการเมือง Politics
นายกเทศมนตรีจังหวัดเชียงรายหารือเกี่ยวกับการยกระดับทิศทางการศึกษาสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เชียงราย – โลกปัจจุบันหมุนไปอย่างรวดเร็ว การเตรียมความพร้อมให้เยาวชนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เทศบาลนครเชียงรายจึงเดินหน้าประกาศวิสัยทัศน์ใหม่เพื่อยกระดับการศึกษาในพื้นที่ เป้าหมายหลักคือการสร้างเด็กยุคใหม่ให้มีทั้งความรู้ ทักษะชีวิต และความสามารถรอบด้านที่ใช้งานได้จริง การปรับตัวครั้งนี้เน้นการเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้ระหว่าง นักเรียน มัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียน ครอบครัว และชุมชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้จัดการประชุมนัดสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นางสาววรรณพัชร จินดาขัด รองนายกเทศมนตรี นายประชวน เขื่อนเพชร ที่ปรึกษานายกฯ และนางอำไพ จันทร์เงิน ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา นอกจากนี้ยังมีผู้อำนวยการและคณะครูจากโรงเรียนในสังกัด เทศบาลนครเชียงราย มาร่วมกำหนดทิศทางนโยบายอย่างคึกคัก
ประเด็นสำคัญ
- เทศบาลนครเชียงรายปรับทิศทางการศึกษาใหม่ เน้นสร้างเด็กให้มีทั้งความรู้และทักษะชีวิตที่จำเป็น
- ผู้บริหารเมืองและบุคลากรทางการศึกษาจัดการประชุมร่วมกันเพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง
- เป้าหมายหลักคือการสอนให้เด็กรู้เท่าทันเทคโนโลยี AI พัฒนาครูผู้สอน และดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
นายกเทศมนตรีนครเชียงรายให้ความเห็นว่า การศึกษาคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาเมืองให้ยั่งยืน การเรียนรู้ในยุคนี้จึงไม่ควรถูกตีกรอบอยู่แค่ความรู้ในหนังสือเรียนอีกต่อไป โรงเรียนต้องเปลี่ยนบทบาทมาส่งเสริมให้เด็กมีทักษะชีวิตและกล้าคิดสร้างสรรค์ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการสอนให้เด็กเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังด้านคุณธรรม
มุ่งหน้านครแห่งการเรียนรู้ พัฒนาพลเมืองอย่างยั่งยืน
การที่จะไปถึงเป้าหมายนี้ได้ การพัฒนาครูผู้สอนถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง นโยบายใหม่จึงเน้นการอบรมและเพิ่มพูนทักษะใหม่ๆ ให้กับบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้โรงเรียนเปิดรับความร่วมมือจากผู้ปกครองและคนในชุมชน เพื่อเปลี่ยนให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เยาวชนสามารถลองผิดลองถูกและค้นพบพรสวรรค์ของตนเองได้อย่างเต็มที่
ทิศทางการทำงานทั้งหมดนี้สอดคล้องกับนโยบายหลักที่ต้องการผลักดันให้เชียงรายเป็นนครแห่งการเรียนรู้อย่างเต็มรูปแบบ เทศบาลฯ มุ่งหวังที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่และทุกเวลา การศึกษาจะต้องถูกเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิมและบริบทของชุมชนอย่างแนบเนียน หากทำสำเร็จ ระบบนิเวศทางการศึกษานี้จะช่วยสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพสูง ซึ่งจะกลายเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้เมืองเชียงรายก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกยึด! ยาบ้า 20 กระสอบ ริมโขงเชียงแสน
สส.เชียงราย โต้กัมพูชากลางเวที IPU ยันเลือกความก้าวหน้า
ข่าวการเมือง Politics
สส.เชียงราย โต้กัมพูชากลางเวที IPU ยันเลือกความก้าวหน้า
เชียงราย – นายธนรัช จงสุทธานามณี หรือ “ต้นน้ำ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ตัวแทนคณะผู้แทนรัฐสภาไทย ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาบนเวทีระดับโลก การประชุมครั้งนี้จัดขึ้น ณ เมืองอารูชา ประเทศแทนซาเนีย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก
การชี้แจงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังผู้แทนกัมพูชากล่าวพาดพิงไทยเรื่องปัญหาชายแดน โดยหยิบยกประเด็นทุ่นระเบิดและข้อตกลงเขตแดนขึ้นมาโจมตีฝ่ายเดียว นายธนรัชจึงใช้สิทธิชี้แจงเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของประเทศ พร้อมยืนยันว่าการเจรจาด้วยความจริงใจคือหนทางเดียวสู่สันติภาพที่แท้จริง
ประเด็นสำคัญ
- เน้นเจรจาไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์:ไทยเลือกไม่สาดโคลนกลับ แต่ย้ำว่าการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
- โปร่งใสและตรวจสอบได้:ข้อกล่าวหาเรื่องทุ่นระเบิดและคลัสเตอร์บอมบ์ ต้องผ่านการพิสูจน์จากองค์กรอิสระที่เป็นกลางและใช้มาตรฐานสากล
- แก้ปัญหาตามกรอบกฎหมาย:การจัดการพื้นที่ชายแดนและทะเลยังดำเนินตามกลไกทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
ยึดหลักมนุษยธรรมสากล พร้อมเปิดรับการตรวจสอบที่เป็นธรรม
นายธนรัชกล่าวต่อที่ประชุม สหภาพรัฐสภา (IPU) ว่า ประเทศไทย เคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ข้อกล่าวหาใดๆ ที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้างความขัดแย้ง หากมีข้อสงสัย ทุกฝ่ายต้องพร้อมเข้าสู่กระบวนการค้นหาความจริงที่เป็นอิสระ โปร่งใส และมีมาตรฐานเดียวกัน
นอกจากนี้ สส.เชียงราย ยังอธิบายชัดเจนถึงกรณีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2544 ว่า ไทยไม่เคยละทิ้งสันติวิธี ปัจจุบันการหารือเรื่องเขตแดนทางบกยังเดินหน้าผ่านกลไกทวิภาคี ส่วนพื้นที่ทางทะเลดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
ผู้แทนไทยย้ำว่า นักการเมืองรุ่นใหม่มีหน้าที่เลือกความก้าวหน้ามากกว่าการเล่นเกมการเมืองเดิมๆ แม้ไทยจะรู้สึกผิดหวังกับท่าทีของเพื่อนบ้าน แต่คณะผู้แทนไทยจะไม่ยอมหมดหวังในการสร้างมิตรภาพ ไทยยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะรัฐที่มีเอกราช และพร้อมร่วมมือกับทุกชาติในฐานะเพื่อนบ้านที่ดี
ก่อนลงจากเวที นายธนรัชได้กล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมประชุมเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาสวาฮิลี และภาษาไทย สร้างความประทับใจให้แก่ผู้แทนกว่า 2,000 คน จาก 183 รัฐสภาทั่วโลกที่มาร่วมกำหนดทิศทางธรรมาภิบาลในครั้งนี้อย่างอบอุ่น

