ลำปาง — หญิงวัย 31 ปีรายหนึ่งเรียกร้องความเป็นธรรมจากนักข่าวท้องถิ่นเมื่อเย็นวานนี้ หลังจากรอดชีวิตจากการถูกสามีทำร้ายอย่างโหดร้าย เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายนี้มีชื่อว่า นางสาวอิง เพิ่งออกจากโรงพยาบาลแชฮอมหลังจากพักรักษาตัว 3 วันเนื่องจากได้รับบาดเจ็บสาหัส รวมถึงบาดแผลจากมีดพร้าที่ต้องเย็บมากกว่า 30 เข็ม
เมื่อเย็นวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุสลดในครอบครัวที่อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง นายขวัญ อายุ 34 ปี พร้อมญาติ ได้พานางสาวหญิง อายุ 31 ปี เข้าร้องเรียนกับสื่อมวลชนและเข้าแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.แจ้ห่ม หลังจากนางสาวหญิงถูกนายนนท์ อายุ 30 ปี ผู้เป็นสามี ทำร้ายร่างกาย อย่างทารุณ ทั้งเตะ ต่อย และใช้มีดอีโต้ฟันจนเป็นแผลฉกรรจ์ทั่วร่างกาย แพทย์ต้องเย็บกว่า 30 เข็ม และต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลแจ้ห่มนานถึง 3 วัน โดยชนวนเหตุเกิดจากความหึงหวงและอารมณ์คลุ้มคลั่งหลังจากที่สามีเสพ ยาเสพติด และดื่มสุรา
2026/06/716611019_1029951206049615_847137542336609657_n.jpg" alt="หญิงเรียกร้องความเป็นธรรมหลังถูกสามีติดเหล้าทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม" width="991" height="1366" srcset="https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/06/716611019_1029951206049615_847137542336609657_n.jpg?w=991&ssl=1 991w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/06/716611019_1029951206049615_847137542336609657_n.jpg?resize=218%2C300&ssl=1 218w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/06/716611019_1029951206049615_847137542336609657_n.jpg?resize=743%2C1024&ssl=1 743w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/06/716611019_1029951206049615_847137542336609657_n.jpg?resize=768%2C1059&ssl=1 768w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" />
เปิดชนวนเหตุจากเรื่อง “ซื้อเหล้าช้า” สู่การลงมือปางตาย
นางสาวหญิงเล่าเหตุการณ์ด้วยอาการยังคงเบลอจากฤทธิ์ยาว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายนนท์ได้หยุดงานและสั่งให้ตนขี่รถจักรยานยนต์ไปซื้อเหล้ามาให้ดื่ม แต่เนื่องจากตนกลับมาล่าช้า ทำให้นายนนท์เกิดความโมโหและเริ่มมีปากเสียงกัน
สถานการณ์ยิ่งบานปลายเมื่อพ่อของนายนนท์พูดจาจุดชนวนซ้ำเติมว่า นางสาวหญิงแอบไปมีคนอื่นนอกบ้าน ยิ่งทำให้นายนนท์ขาดสติ เข้าทำร้ายร่างกายเธอทันที และรุนแรงถึงขั้นหยิบมีดอีโต้มาฟันที่ศีรษะ ใบหน้า ลำคอ และมือซ้าย จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
จากการเปิดเผยของญาติและพี่ชาย พบว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุความรุนแรง โดยพฤติกรรมหลักของนายนนท์ที่ผ่านมามีดังนี้
- อยู่กินมา 5 ปี ซ้อมนับไม่ถ้วน:ทั้งคู่มีลูกชายวัย 3 ขวบด้วยกัน 1 คน ที่ผ่านมานางสาวหญิงถูกทำร้ายจนบาดเจ็บหลายครั้ง เคยถึงขั้นถูกมีดฟันปากแหว่งจนต้องเย็บมาแล้ว
- ไม่ยอมทำงาน:นายนนท์ไม่ยอมทำมาหากิน นางสาวหญิงต้องเป็นฝ่ายหาเงินเลี้ยงครอบครัว เมื่อเงินหมด นายนนท์ก็จะลงมือทุบตีซ้อมทารุณ
- พฤติกรรมพัวพันสิ่งเสพติด:นางสาวหญิงยอมรับว่านายนนท์มีพฤติกรรมทั้งดื่มสุราและเสพยาเสพติดเป็นประจำ
ที่ผ่านมาเมื่อนายนนท์อุ้มลูกมาแต่งเรื่องง้อขอคืนดี นางสาวหญิงก็ใจอ่อนยอมกลับไปทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้ญาติเผยว่าหากไม่มีคนเข้าไปช่วยทันเวลา นางสาวหญิงอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว

พี่ชายประกาศตัดขาด เดินหน้าดำเนินคดีถึงที่สุด-ห่วงหลาน 3 ขวบ
นายขวัญ พี่ชายของผู้เสียหาย กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนไม่อยากเข้าไปก้าวล่วงเรื่องภายในครอบครัวของน้องสาว เพราะพอดียกันเสร็จก็กลับไปคืนดีกันบ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้พฤติกรรมรุนแรงเกินกว่าจะรับได้เกินไป ตนจึงตัดสินใจพาน้องสาวเข้าแจ้งความที่ สภ.แจ้ห่ม เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด
นอกจากนี้ ครอบครัวยังแสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกชายวัย 3 ขวบ เนื่องจากเด็กต้องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ ทั้งพ่อและปู่ย่าต่างดื่มเหล้าและเสพยาเสพติด รวมถึงมีความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านตลอดเวลา จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องด้านคุ้มครองเด็กและเยาวชน เข้ามาตรวจสอบและช่วยเหลือดูแลสภาพความเป็นอยู่ของเด็กโดยด่วน
ท่านสามารถติดตามความคืบหน้าของคดีนี้และขั้นตอนการช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวได้ที่เว็บไซต์ของ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว หรือหากพบเหตุความรุนแรงสามารถแจ้งสายด่วน พม. โทร. 1300 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจจับกุมหญิงชาวเชียงรายในคดีฉ้อโกงการลงทุนใน TikTok มูลค่ามหาศาล
ตำรวจรอผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ของเด็กหญิงวัย 7 ขวบที่ถูกฆาตกรรม
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจช่วยเหลือเด็กชายวัย 3 ขวบจากพ่อเลี้ยงใจโหด

ฟุตบอล โลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ– เหตุการณ์สุดสะเทือนใจนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เมื่อเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ร่วมกับมูลนิธิเป็นหนึ่งเข้าช่วยเหลือเด็กชายวัยเพียง 3 ขวบ เด็กคนนี้ถูก ทำร้ายร่างกาย อย่างหนักจนมีบาดแผลทั่วตัว เจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด
การเข้าช่วยเหลือครั้งนี้มาจากการแจ้งเบาะแสของพลเมืองดีในพื้นที่ พวกเขาสังเกตเห็นความผิดปกติและทนดูสภาพของเด็กไม่ไหว จึงได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความช่วยเหลือทันที ตามรายงานจากสำนักข่าว ข่าวสด
สรุปประเด็นสำคัญ
- เด็กชายวัย 3 ขวบถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง จนมีบาดแผลฟกช้ำและรอยของมีคมบาดตามตัว
- พ่อเลี้ยงอ้างว่าเด็กเล่นซนจนหกล้มและโดนมีดบาดเอง พร้อมยอมรับว่าตนเองเสพยาเสพติดทุกวัน
- แม่แท้ๆ ของเด็กออกมายอมรับสารภาพในภายหลังว่า บาดแผลทั้งหมดเกิดจากการกระทำของพ่อเลี้ยงจริง
นางสาวต้นอ้อ ตัวแทนจากมูลนิธิเป็นหนึ่ง ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับการทารุณกรรมครั้งนี้ เธอเล่าว่าเด็กถูกทำร้ายร่างกายเป็นประจำทุกวันจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศที่มีรอยถูกของมีคมบาดอย่างรุนแรง ซึ่งเด็กไม่เคยได้รับการพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ก่อนหน้านี้ ทางครูที่ศูนย์เด็กเล็กเคยสังเกตเห็นความผิดปกติและแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบแล้ว ตอนนั้นเด็กถูกส่งตัวไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัดได้ประมาณสองเดือน แต่สุดท้ายแม่แท้ๆ ก็ไปรับตัวเด็กกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมอีกครั้ง นอกจากนี้ ภายในบ้านหลังดังกล่าวยังมีการมั่วสุมเสพยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ เด็กคนนี้เคยโดนทำร้ายจนแขนหักมาแล้วในอดีต แต่ในตอนนั้นแม่ของเด็กกลับอ้างว่าลูกหกล้มเองเพื่อปกป้องสามีใหม่ ทางมูลนิธิเป็นหนึ่งจึงต้องวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อบุกเข้าช่วยเหลือเด็กโดยเร็วที่สุด เพราะเกรงว่าหากปล่อยไว้เด็กอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
คำอ้างของพ่อเลี้ยงและการยอมรับความจริง
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพัก พวกเขาได้พบกับนายที อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยง และนางสาวเอ อายุ 30 ปี แม่แท้ๆ ของเด็ก จากการสอบสวนเบื้องต้น นายทียอมรับว่าเพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำในคดีลักทรัพย์มาได้เพียงแปดเดือน ปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานล้างรถและยังคงเสพยาเสพติดอยู่ทุกวัน
อย่างไรก็ตาม พ่อเลี้ยงรายนี้ยังคงให้การปฏิเสธเรื่องการทำร้ายร่างกายลูกเลี้ยง เขาอ้างว่าบาดแผลตามตัวเกิดจากความซุกซนของเด็กที่หกล้มเอง ส่วนรอยมีดบาดก็เกิดจากการที่เด็กเอามีดมาเล่น เขาบอกว่าที่ไม่กล้าพาไปหาหมอ เพราะกลัวจะถูกคนอื่นเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นคนทำร้ายเด็ก
แต่สุดท้ายความจริงก็ปรากฏ เมื่อแม่แท้ๆ ของเด็กทนแรงกดดันไม่ไหวและยอมเปิดปากสารภาพกับเจ้าหน้าที่ เธอยอมรับว่าบาดแผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนร่างกายของลูกชายวัยสามขวบนั้น เป็นฝีมือของนายทีผู้เป็นพ่อเลี้ยงจริงๆ ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของสามีอย่างสิ้นเชิง
การดำเนินคดีและการปกป้องสิทธิเด็ก
ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวทั้งพ่อเลี้ยงและแม่ของเด็กไปสอบปากคำเพิ่มเติม ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังรอผลการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจากแพทย์ เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีให้มีความรัดกุมมากที่สุด
หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป ส่วนตัวเด็กน้อยขณะนี้อยู่ในความดูแลของแพทย์และเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเขาแล้ว
กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผลกระทบจากปัญหายาเสพติดที่มีต่อสถาบันครอบครัว เมื่อผู้นำครอบครัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด มักจะนำมาซึ่งความรุนแรงและการขาดสติสัมปชัญญะ เด็กที่ไม่มีทางสู้จึงมักจะตกเป็นเหยื่อของการระบายอารมณ์อยู่เสมอ
การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ในการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจของเหยื่อ นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการสังเกตสัญญาณความรุนแรงก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ได้ เพียงแค่ไม่เพิกเฉยเมื่อพบเห็นความผิดปกติ การแจ้งเบาะแสให้กับมูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจช่วยต่อชีวิตและสร้างอนาคตใหม่ให้กับเด็กบริสุทธิ์คนหนึ่งได้ตลอดไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายไล่ล่าโจรปล้นทองในลาว: ตั้งรางวัลนำจับ 100,000 บาท
ตำรวจลาวได้ทลายแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติ โดยจับกุมผู้ต้องสงสัย 135 คน รวมถึงชาวไทย 22 คน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายไล่ล่าโจรปล้นทองในลาว: ตั้งรางวัลนำจับ 100,000 บาท

เชียงราย – เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 4 สิงหาคม เกิดเหตุระทึกขวัญขึ้นใน จังหวัดเชียงราย คนร้ายเป็นชาย 2 คนได้บุกเข้า ปล้นร้านทอง เยาวราชกรุงเทพอย่างอุกอาจ ร้านทองแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาเชียงของ
ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ข่มขู่พนักงานและกวาดทองคำไปได้น้ำหนักรวม 184 บาท ทองคำที่ถูกขโมยไปนั้นมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 13 ล้านบาท หลังจากก่อเหตุ พวกเขาได้ขับขี่ รถบรรทุก ดังขึ้นเพื่อเป็นการเตือน ทำให้รถจักรยานยนต์คันหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้หญิงอายุ 46 ปีเสียชีวิต">รถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
ประเด็นสำคัญ
- คนร้าย 2 คนใช้อาวุธปืนบุกปล้นร้านทองในห้างโลตัสเชียงของ กวาดทองคำมูลค่า 13 ล้านบาท
- ผู้ก่อเหตุจอดรถทิ้งไว้ริมแม่น้ำโขง และหลบหนีข้ามแดนไปยังแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว
- ตำรวจทราบตัวผู้ต้องหาแล้ว และศาลได้อนุมัติหมายจับเพื่อเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี
คนร้ายได้นำรถจักรยานยนต์ไปจอดทิ้งไว้บริเวณริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างไทยและลาว จากนั้นได้หลบหนีข้ามฝั่งไปยังแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ล่าสุดวันนี้ (6 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เชียงของ ได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้ทั้ง 2 คนแล้ว
ศาลอนุมัติหมายจับและตั้งข้อหาหนัก
พ.ต.ท.อิทธิพล ฉลาดธัญญกิจ พนักงานสอบสวน สภ.เชียงของ ได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดเทิง ศาลได้ออกหมายจับตามคำร้องเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา หนึ่งในผู้ต้องหาคือ นายคำทิด พรปะสิด ชายชาวลาววัย 28 ปี หรือมีอีกชื่อว่า นายสมชาย ทิพวัน
นายคำทิดถูกตั้งข้อหาหนักหลายกระทง รวมถึงการร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนและใช้ยานพาหนะหลบหนี นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ และการสวมหน้ากากอนามัยเพื่อปิดบังใบหน้าขณะก่อเหตุ คุณสามารถ [suspicious link removed]
ผู้ต้องหายังถูกตั้งข้อหายิงปืนในชุมชนโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและตกใจ จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายคำทิดมีหนังสือเดินทางระหว่างประเทศที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2568 และจะหมดอายุในวันที่ 10 เม.ย. 2578
เร่งประสานทางการลาวเพื่อติดตามจับกุม
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยและตำรวจ สภ.เชียงของ กำลังเร่งติดตามตัวคนร้ายอย่างใกล้ชิด พวกเขาได้ประสานงานไปยังกองบัญชาการป้องกันความสงบ (ปกส.) แขวงบ่อแก้ว เพื่อขอความร่วมมือในการจับกุมตัวนายคำทิดและพรรคพวก
ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบเสื้อผ้าของผู้ต้องหาถูกทิ้งไว้ในเมืองห้วยทราย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับอำเภอเชียงของ อย่างไรก็ตาม ตำรวจคาดการณ์ว่าคนร้ายทั้งคู่น่าจะหลบหนีออกจากพื้นที่เมืองห้วยทรายไปแล้ว การสืบสวนและค้นหาจึงยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น
ขณะนี้ สถานีตำรวจเชียงของประกาศมอบรางวัล 100,000 บาท ให้แก่ผู้ให้ข้อมูลหรือเบาะแสที่นำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย
ตำรวจขอความร่วมมือจากประชาชน หากท่านพบเห็นผู้ต้องสงสัยหรือมีข้อมูลใดๆ ที่เป็นประโยชน์ สามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจเชียงของ โทรศัพท์ 053-791-426 หรือสายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเดินหน้า”หมอหนี้ชุมชน”กู้วิกฤตหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
ระทึกขวัญเชียงราย! ชายป่วยจิตเวชคลั่งถือมีดบุกโรงเรียน ตำรวจล้อมจับวุ่น
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจลาวได้ทลายแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติ โดยจับกุมผู้ต้องสงสัย 135 คน รวมถึงชาวไทย 22 คน

โบเตน ประเทศลาว– ทางการ สปป.ลาว เปิดปฏิบัติการกวาดล้าง อาชญากร รม">อาชญากรรมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ โดยบุกทลายเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติกลางเมืองบ่อเต็น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แบบคาหนังคาเขา ขณะกำลังก่อเหตุหลอกลวงประชาชนผ่านโลกออนไลน์
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่กำลังระบาดหนักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การบุกจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ ในการจัดการกับกลุ่ม มิจฉาชีพ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
สรุปประเด็นสำคัญ
- รวบผู้ต้องหากว่าร้อยชีวิต:ตำรวจ สปป.ลาว บุกจับแก๊งสแกมเมอร์ 135 คน พบมีคนไทยร่วมขบวนการถึง 22 คน
- ยึดของกลางจำนวนมาก:พบคอมพิวเตอร์เกือบ 200 เครื่อง โทรศัพท์มือถือเกือบ 2,000 เครื่อง พร้อมเงินสดหลากหลายสกุลเงิน
- เตือนภัยกลโกง:มิจฉาชีพใช้มุก หลอกลงทุน แชร์ลูกโซ่ และแอปพลิเคชันพนันปลอม เพื่อหลอกดูดเงินจากเหยื่อ
หน่วยเฉพาะกิจตำรวจแขวงหลวงน้ำทา ร่วมกับตำรวจเขตบ่อเต็น ได้สนธิกำลังกันเข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญ พวกเขาบุกเข้าไปยังอาคารสภาการค้าสากล ซึ่งเป็นตึกสูง 10 ชั้น อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็นแดนงาม ติดกับชายแดนประเทศจีน ซึ่งเป็นทำเลที่กลุ่มมิจฉาชีพมักใช้กบดาน
เมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปถึงชั้นที่ 10 ก็พบกับกลุ่มผู้ต้องหากำลังนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทุกคนถูกจับกุมตัวไว้ได้ทันที โดยไม่ทันได้ตั้งตัวหรือหลบหนี การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรัดกุมและรวดเร็วมาก
จากรายงานของสื่อข่าว MGR Online
ระบุว่าผู้ต้องหาทั้งหมด 135 คน มีหลากหลายสัญชาติปะปนกันไป ในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 73 คน และผู้หญิง 62 คน ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าขบวนการดังกล่าวมีเครือข่ายขนาดใหญ่มาก
เจาะลึกสัญชาติผู้ต้องหา และของกลางมหาศาล
สำหรับผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่ถูกจับกุม พบว่าเป็นชาวเวียดนามมากที่สุดถึง 82 คน รองลงมาคือชาวไทยจำนวน 22 คน ซึ่งแบ่งเป็นผู้ชาย 10 คนและผู้หญิง 12 คน นอกจากนี้ยังมีชาวลาว 21 คน ชาวจีน 8 คน และชาวกัมพูชาอีก 2 คน
เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดอุปกรณ์ ที่ใช้ในการกระทำความผิดได้เป็นจำนวนมหาศาล ของกลางประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ 182 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือมากถึง 1,902 เครื่อง สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือหลัก ที่ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อผ่านโลกออนไลน์
นอกจากอุปกรณ์ไอทีแล้ว ตำรวจยังพบตู้เซฟจำนวน 8 ตู้ ซุกซ่อนอยู่ภายในอาคาร เมื่อเปิดออกดูพบเงินสดหลากหลายสกุลเงิน ทั้งเงินกีบ เงินบาท เงินหยวน เงินดอลลาร์ และเงินดอง รวมมูลค่าหลายล้านบาท
จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า แก๊งสแกมเมอร์กลุ่มนี้ ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลายและแนบเนียน พวกเขามักจะสร้างโปรไฟล์ปลอมบนโซเชียลมีเดีย เพื่อตีสนิทและชักชวนให้เหยื่อนำเงินมาลงทุน การหลอกลวงมักจะอ้างว่า เหยื่อจะได้รับผลตอบแทนที่สูงเกินจริง
กลโกงอื่นๆ ที่พบ ได้แก่ การหลอกทำแชร์ลูกโซ่ และการอ้างว่าส่งของมีค่ามาให้ แต่ต้องโอนค่าภาษีล่วงหน้า นอกจากนี้ยังมีการสร้างเว็บไซต์การพนัน หรือแอปพลิเคชันปลอม เพื่อหลอกให้คนโอนเงินเข้ามาเล่นแล้วเชิดเงินหนี

แฉกลยุทธ์มิจฉาชีพ และแนวทางการดำเนินคดี
ปัจจุบัน ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัว ส่งไปยังกองบัญชาการตำรวจแขวงหลวงน้ำทา เพื่อเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย ของทางการลาวอย่างเด็ดขาด สำหรับผู้ต้องหาชาวต่างชาติ ทางการลาวได้ประสานไปยังสถานทูต ของแต่ละประเทศเพื่อให้รับทราบเรื่องราวแล้ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากเตือนประชาชนทุกคน ให้ระมัดระวังการลงทุน ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจนหรือข้อเสนอที่ดูดีเกินไป หากพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยบนโลกออนไลน์ ควรหยุดคุยและรีบแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองต้องตกเป็นเหยื่อ
การปราบปรามขบวนการเหล่านี้ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะแก๊งอาชญากรรมทางไซเบอร์ มักจะย้ายฐานปฏิบัติการไปตามแนวชายแดนเพื่อหลบหนี รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงต้องจับมือกันกวาดล้างอย่างจริงจัง
ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่าย ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ก็พัฒนารูปแบบไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน การมีสติและรู้เท่าทันกลโกง จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณปลอดภัยจากภัยเงียบเหล่านี้ได้
















































