ตำรวจ ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตั้งด่านตรวจและจับกุมชายอายุ 33 ปี ในข้อหาครอบครอง ยาบ้า ">เชียงราย-เช้าตรู่ของวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำกก ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัด เชียงใหม่ เต็มไปด้วยความคึกคักและพลังแห่งความหวัง ภาพของพระภิกษุสงฆ์และสามเณรกว่า 200 รูป เดินนำหน้าขบวนอย่างสงบ ตามด้วยเด็ก นักเรียน และประชาชนทั่วไปอีกนับพันคน นี่คือจุดเริ่มต้นของกิจกรรม “วิสาขธรรมยาตราปกป้องแม่น้ำข้ามแดน” ซึ่งริเริ่มโดยเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน ร่วมกับมูลนิธิร่มไทยและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าตอน ท่านสามารถตรวจสอบ ข่าวต้นฉบับได้ที่เว็บไซต์แนวหน้า
กิจกรรมนี้ไม่ใช่เพียงการเดินขบวนธรรมดา แต่เป็นการส่งเสียงสะท้อนจากความทุกข์ยากของชาวบ้าน ที่ต้องทนรับผลกระทบจากสารพิษในแม่น้ำมาอย่างยาวนาน เป้าหมายคือการเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 60 กิโลเมตร จากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ มุ่งหน้าสู่สะพานข้ามแม่น้ำกกในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยขบวนจะสิ้นสุดการเดินทางในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
การเลือกวันสำคัญทางพุทธศาสนาอย่าง “วันวิสาขบูชา” เป็นวันเริ่มต้นก้าวแรกนั้นมีความหมายลึกซึ้ง นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีเปิดงานว่า ธรรมะกับธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน มนุษย์เราเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของธรรมชาติเท่านั้น ดังนั้นการปกป้องธรรมชาติก็คือการปกป้องชีวิตของเราเอง
ในขณะเดียวกัน พระมหานิคม มหาภินิกฺขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน ผู้แทนจากคณะสงฆ์ ได้ให้แง่คิดเตือนใจว่า ธรรมยาตราคือการเดินเพื่อประโยชน์สุขของสังคม การเดินด้วยเท้าอาจดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่เท้าของเรานี่แหละที่จะพาเราก้าวข้ามอุปสรรคไปสู่จุดที่สูงกว่า การใช้ความอดทนและความพากเพียรเดินร่วมกันครั้งนี้ คือการปฏิบัติธรรมเพื่อช่วยเหลือสายน้ำที่เปรียบเสมือนแม่ของสรรพสิ่ง
ต้นตอวิกฤต: เหมืองแร่พิษและมลพิษข้ามพรมแดน
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ชาวบ้านกำลังเผชิญ ไม่ได้เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ แต่มาจากน้ำมือมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มทุนที่เข้าไปลักลอบทำ “เหมืองแร่แรร์เอิร์ท” (แร่หายากที่ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์) การทำเหมืองเหล่านี้บริเวณต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ขาดการควบคุมและไม่มีมาตรฐานที่ดีพอ ทำให้มีการปล่อยสารเคมีและโลหะหนักลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง
มลพิษเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนของประเทศที่ทำเหมือง แต่ได้ไหลลงมาสร้างความเสียหายอย่างกว้างขวาง โดยสายน้ำหลักที่กำลังเผชิญวิกฤตสารปนเปื้อน ได้แก่:
- แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย:แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคหลักของชุมชน ปัจจุบันพบสารโลหะหนักปนเปื้อน จนชาวบ้านไม่กล้าใช้น้ำในชีวิตประจำวันหรือนำไปทำเกษตรกรรม
- แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง:แหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญของภูมิภาคกำลังเสื่อมโทรม สภาพน้ำที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของคนริมฝั่ง
- แม่น้ำสาละวิน:สายน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ เริ่มเผชิญความเสี่ยงจากการขยายตัวของเครือข่ายเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ
นายบุญโรจน์ กองแก้ว นายก อบต.ท่าตอน สะท้อนภาพความจริงที่เจ็บปวดว่า ตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ตรวจพบโลหะหนักในแม่น้ำกก สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ กิจกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หล่อเลี้ยงชุมชนต้องหยุดชะงักลง เศรษฐกิจท้องถิ่นได้รับผลกระทบอย่างหนักเพียงเพราะสารพิษที่ถูกปล่อยมาจากแหล่งอื่น
เสียงเรียกร้องถึงรัฐบาล: ต้องแก้ที่ “ต้นเหตุ” ไม่ใช่ปลายทาง
เป้าหมายสูงสุดของการเดินธรรมยาตราครั้งนี้ คือการส่งสารที่ชัดเจนไปถึงรัฐบาล นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ผู้นำการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง เน้นย้ำว่า วันที่ 5 มิถุนายนนี้ จะเป็นการรวมพลังครั้งใหญ่ที่เชียงราย เพื่อรวบรวมทุกเสียงความเดือดร้อนของชาวบ้านส่งตรงถึงผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะเจาะจงไปถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งชาวบ้านอยากให้ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตัวเอง
ชาวบ้านไม่ได้ต้องการเพียงแค่วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่พวกเขาต้องการการแก้ปัญหาที่รากเหง้าอย่างแท้จริง
ข้อเรียกร้องหลักจากเครือข่ายประชาชน:
- เจรจาระหว่างประเทศอย่างเร่งด่วน:รัฐบาลไทยต้องใช้เวทีการทูต เพื่อกดดันและขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านให้หยุดการปล่อยสารพิษลงสู่สายน้ำ
- เอาผิดกลุ่มทุนในห่วงโซ่อุปทาน:ประเทศหรือบริษัทที่รับซื้อแร่จากเหมืองเถื่อนเหล่านี้ ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นข้ามพรมแดน
- จัดการเหมืองแร่ให้ถูกต้อง:หากจะมีการทำเหมือง ต้องทำอย่างมีระบบ ถูกต้องตามหลักวิชาการ และไม่ปล่อยของเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
บทสรุป: สายน้ำคือชีวิต การปกป้องแม่น้ำคือการปกป้องอนาคต
น.ส.แสงระวี สุวีรกานย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “การปกป้องแม่น้ำก็คือการปกป้องชีวิต” วิกฤตสารพิษในแม่น้ำ 6 สายครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน
การเดิน “วิสาขธรรมยาตรา” ตลอดระยะทาง 60 กิโลเมตร ไม่ใช่แค่หน้าที่ของคนเชียงใหม่หรือเชียงราย แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของประชาชนตัวเล็กๆ ที่พร้อมจะรวมพลังกันปกป้องบ้านเกิด เพื่อให้ลูกหลานในอนาคตได้มีแม่น้ำที่ใสสะอาดและปลอดภัย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของชุมชนใดชุมชนหนึ่งอีกต่อไป แต่นี่คือวาระสำคัญระดับภูมิภาคที่รัฐบาลต้องรับฟังและเร่งลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ข่าวเด่นประจำเชียงราย:
ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ลักลอบขนยาเสพติด 500,000 เม็ด ซ่อนไว้ในยางอะไหล่
เหยี่ยวหลงทางได้รับการช่วยเหลือในจังหวัดเชียงราย หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากสายด่วน 1362
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ขวัญ-อ.เบียร์ แจ้งจับมิจฉาชีพคราบนักบุญ อมเงินบริจาคน้ำท่วม
น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ– สถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้ประชาชน กลับกลายเป็นช่องทางทองให้ มิจฉาชีพ หาผลประโยชน์ ล่าสุดคนดังในวงการบันเทิงและโซเชียลมีเดียตกเป็นเหยื่อหลายราย เมื่อมีชายหนุ่มอ้างตัวเป็นจิตอาสาขอรับบริจาคเงิน เหตุการณ์นี้สะเทือนใจผู้ที่ตั้งใจช่วยเหลือสังคมอย่างมาก เงินบริจาคที่ควรจะได้นำไปช่วยผู้ประสบภัย กลับถูกนำไปใช้เพื่อความบันเทิงส่วนตัว
อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม และดาราสาว ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์ ไม่นิ่งนอนใจกับเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้น ทั้งสองคนได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.ร่มเกล้า เพื่อเอาผิดมิจฉาชีพรายนี้อย่างเด็ดขาด ผู้ก่อเหตุใช้วิธีตีสนิทและอ้างว่าจะนำเงินไปตั้งโรงครัวช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม แต่ในความเป็นจริงเขากลับนำเงินบริจาคไปใช้จ่ายส่วนตัวอย่างหน้าตาเฉย
ประเด็นสำคัญ
- อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม และ ขวัญ อุษามณี แจ้งความจับชายอ้างตัวเป็นอาสาสมัครที่ หลอกลวง เงินบริจาคน้ำท่วม
- มิจฉาชีพสร้างเรื่อง “โรงครัวทิพย์” หลอกคนดังหลายรายให้โอนเงินสมทบทุนรวมมูลค่าหลายแสนบาท
- มีผู้พบเห็นและถ่ายคลิปหลักฐานว่ามิจฉาชีพนำเงินบริจาคไปเที่ยวสถานบันเทิงอย่างสบายใจ
พฤติกรรมสุดแสบของมิจฉาชีพคราบนักบุญ
ผู้ก่อเหตุรายนี้มีฉายาในวงการว่า “ลูกเฟิร์ส” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง ในอดีตเขาเคยก่อเหตุหลอกลวงโดยอ้างตัวเป็นคนทรงเจ้าหรือร่างทรงเพื่อเรียกรับเงินมาก่อน ปัจจุบันเขามีคดีติดตัวและมีหมายจับในข้อหาฉ้อโกงหลายท้องที่ แต่ก็ยังไม่หยุดพฤติกรรมหลอกลวง เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ เขากลับใช้โอกาสนี้ตระเวนหลอกลวงคนดังไปทั่วประเทศ
กลโกงของเขาคือการเข้ามาทำทีเป็นคนดี มีจิตอาสา และอยากช่วยเหลือสังคม เขาเสนอตัวจะจัดตั้งโรงครัวเพื่อทำอาหารกล่องแจกจ่ายให้ผู้ประสบอุทกภัย ความน่าเชื่อถือและการพูดจาที่หว่านล้อม ทำให้คนดังหลายคนหลงเชื่อและยอมโอนเงินสมทบทุนให้ อาจารย์เบียร์สูญเงินไปถึง 149, 000 บาท ขณะที่ขวัญ อุษามณี โอนเงินช่วยเหลือไปจำนวน 36,000 บาท
ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ยังมีคนดังอีกหลายรายที่ตกเป็นเหยื่อของโรงครัวทิพย์นี้ เปิ้ล นาคร ศิลาชัย โอนเงินร่วมบุญไป 20,000 บาท นอกจากนี้ หลวงตาสินทรัพย์ หรือ “พระสิ้นคิด” ก็ถูกหลอกลวงเงินไปเกือบ 200,000 บาท ยอดรวมความเสียหายทั้งหมดมีมูลค่าหลายแสนบาท ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง
หลักฐานมัดตัว นำเงินบุญไปเที่ยวผับ
ความจริงทั้งหมดปรากฏขึ้นเมื่อมีผู้พบเห็นชายคนดังกล่าวนำเงินที่ได้จากการบริจาคไปใช้เที่ยวเตร่ มีพลเมืองดีสามารถถ่ายคลิปวิดีโอขณะที่เขากำลังเที่ยวสถานบันเทิงและดื่มกินอย่างสนุกสนานได้ หลักฐานชิ้นนี้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อาจารย์เบียร์และผู้เสียหายคนอื่นๆ ตัดสินใจดำเนินคดีตามกฎหมาย พวกเขามองว่านี่คือการซ้ำเติมผู้ประสบภัยที่กำลังลำบากอย่างหนัก
ในขณะเดียวกัน มีวัยรุ่นชายคนหนึ่งซึ่งอ้างว่าเป็นทีมงานของผู้ก่อเหตุ ได้เดินทางมาที่ สน.ร่มเกล้า เพื่อให้ปากคำกับตำรวจ เขาออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นคนขับรถพาผู้ก่อเหตุไปเที่ยวผับจริง โดยคืนนั้นผู้ก่อเหตุมีอาการมึนเมาอย่างหนักและใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย
วัยรุ่นคนนี้ยังยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตนเองได้โอนเงินส่วนที่เหลือคืนให้ผู้ก่อเหตุไปหมดแล้ว เขาไม่ทราบเลยว่าเงินเหล่านั้นถูกนำไปทำอะไรต่อ หรือถูกนำไปใช้จ่ายที่ไหนอีก การออกมาชี้แจงครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเงินบริจาคไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์เลยแม้แต่น้อย
เสียงเตือนจากคนดัง ระวังภัยบริจาคน้ำท่วม
การเดินทางมาเข้าแจ้งความครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อเรียกร้องเงินของตนเองคืน แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพรายนี้ไปหลอกลวงผู้อื่นได้อีกในอนาคต ข่าวจาก Amarin TV ระบุว่า อาจารย์เบียร์ต้องการให้ผู้ก่อเหตุออกมาชี้แจงความจริงต่อหน้าสื่อและสังคม เพราะเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้บริจาคเป็นอย่างมาก
อาจารย์เบียร์ยังฝากเตือนสติประชาชนทุกคนที่ต้องการทำบุญช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในช่วงนี้ ขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดและตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนโอนเงิน ควรเลือกบริจาคผ่านหน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรการกุศลที่มีความน่าเชื่อถือเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกส่งถึงมือชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนจริงๆ
ด้านดาราสาว ขวัญ อุษามณี ก็เปิดเผยว่าเธอรู้สึกเสียใจและผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เธอมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤต แต่กลับถูกคนฉวยโอกาสนำความเมตตาไปหาผลประโยชน์ คดีนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับสังคมไทยในการทำบุญผ่านระบบออนไลน์ ที่มิจฉาชีพมักแฝงตัวมาในรูปแบบของคนดีมีน้ำใจ
บทเรียนสำคัญสำหรับการทำบุญยุคดิจิทัล
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภัยไซเบอร์และการหลอกลวงที่แนบเนียนขึ้นในสังคมปัจจุบัน มิจฉาชีพมักจะใช้ความน่าสงสารหรือสถานการณ์ภัยพิบัติมาเป็นเครื่องมือกระตุ้นความเห็นใจ เมื่อประชาชนเห็นภาพน้ำท่วมหรือผู้เดือดร้อน ก็มักจะรีบโอนเงินช่วยเหลือโดยไม่ทันได้ตรวจสอบประวัติของผู้รับบริจาคให้ดีเสียก่อน
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแนะนำว่า ก่อนการบริจาคทุกครั้ง ควรขอรายละเอียดโครงการและตรวจสอบชื่อบัญชีผู้รับโอนให้ชัดเจน หากชื่อบัญชีเป็นบุคคลธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงหรือไม่มีความเกี่ยวข้องกับองค์กรใดๆ ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน นอกจากนี้ การติดตามผลการดำเนินงานหลังจากการบริจาคก็เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้คนฉวยโอกาสนำเงินบุญไปใช้ในทางที่ผิด
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ร่มเกล้า กำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่ามิจฉาชีพคราบนักบุญรายนี้จะได้รับโทษทางกฎหมายที่สาสมกับสิ่งที่ทำไว้หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤตที่คนไทยควรช่วยเหลือเกื้อกูลกันมากที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ดุสิตโพลชี้รัฐบาลอนุทินเรตติ้งตก เซ่นพิษน้ำท่วม-จี้เยียวยา
ราคาน้ำมันพุ่ง! ดีเซลแตะ 42.99 บาท กระทบค่าครองชีพประชาชน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
พระภิกษุผู้กล้าหาญหยุดยั้งโจรหน้าด้านที่วัดเชียงใหม่
เชียงใหม่– เหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อพระสงฆ์และสามเณรวัดศรีสุพรรณร่วมใจกันสวมบทฮีโร่ วิ่งไล่ จับคนร้าย ที่เข้ามาก่อเหตุขโมยตู้บริจาคถึงในวัด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. ของวันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยศูนย์วิทยุกองบังคับการ ตำรวจ ภูธรจังหวัดเชียงใหม่ (191) ได้รับแจ้งเหตุและรีบประสานงานทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ จึงรุดลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการสอบถามพระลูกวัดทราบว่า คนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เข้ามาในวัด ทำทีเหมือนเป็นคนใจบุญมาไหว้พระ ในช่วงเช้าที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยังไม่มาทำงาน เมื่อพระสงฆ์เปิดประตูวิหารและประตูพระอุโบสถ คนร้ายก็ฉวยโอกาสเดินเข้าไปอุ้มตู้บริจาคเหล็กทันที โชคดีที่พระและสามเณรมาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงพากันส่งเสียงตะโกนและวิ่งไล่ตามคนร้ายอย่างกระชั้นชิด
ประเด็นสำคัญ
- พระและสามเณรวัดศรีสุพรรณร่วมกันจับกุมโจรขโมยตู้บริจาคไว้ได้ทันควัน
- คนร้ายทิ้งรถบิ๊กไบค์วิ่งหนีเท้าเปล่า แต่ไม่รอดถูกรุมจับกุมในที่สุด
- ผู้ก่อเหตุสารภาพว่าเพิ่งพ้นโทษ และมีประวัติก่อคดีลักทรัพย์มาแล้วกว่า 5 ครั้ง
ด้วยความตกใจ คนร้ายพยายามอุ้มตู้บริจาควิ่งหนีไปยังรถบิ๊กไบค์ที่จอดเตรียมไว้ แต่กลุ่มพระและสามเณรวิ่งกรูตามมาอย่างรวดเร็วและไม่ลดละ ทำให้คนร้ายต้องตัดสินใจทิ้งรถจักรยานยนต์ แล้วพยายามหิ้วตู้หนีด้วยเท้าเปล่าออกไปนอกวัด อย่างไรก็ตาม สุดท้ายคนร้ายก็หนีไม่รอดและถูกรุมจับกุมตัวไว้ได้ในที่สุด ส่วนเงินในตู้บริจาคนั้นมีไม่มากนัก เนื่องจากทางวัดมีกิจวัตรในการไขกุญแจเก็บเงินบริจาคออกทุกวันอยู่แล้ว
ประวัติโชกโชน: โจรบิ๊กไบค์สารภาพเคยก่อเหตุซ้ำซาก
หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ ตำรวจเชียงใหม่ ได้ทำการสอบสวนผู้ก่อเหตุอย่างละเอียด ซึ่งคนร้ายได้ให้การรับสารภาพอย่างจำนนต่อหลักฐาน เขายอมรับว่าเคยมีประวัติก่อคดีลักทรัพย์มาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง เมื่อพ้นโทษออกมาก็ไม่มีงานทำ จึงตัดสินใจกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก โดยก่อนหน้านี้ได้มาตระเวนดูลาดเลาที่วัดศรีสุพรรณอยู่หลายครั้งเพื่อให้แน่ใจก่อนลงมือจริง
นอกจากนี้ คนร้ายยังสารภาพว่าได้ไปยืมรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ของเพื่อนมาใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุ เมื่อตำรวจตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถเถื่อนที่ไม่มีเอกสารและไม่ได้เสียภาษีแต่อย่างใด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจชายแดนเชียงใหม่ยึดยาบ้าได้ 2.8 ล้านเม็ด
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
ข่าวอาชญากรรม - Crime
จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน
จันทบุรี– เจ้าหน้าที่ ตำรวจ จันทบุรีได้รวบตัวหนุ่มแสบในคดีโรแมนซ์สแกมสุดอุกอาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภัยเงียบรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ผู้ต้องหารายนี้ใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการ หลอกลวง เหยื่อจนสูญเงินมหาศาล คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะคนร้ายนำเทคโนโลยี AI มาใช้ปลอมแปลงเอกสารสำคัญ ทำให้เหยื่อหลงเชื่ออย่างสนิทใจจนสูญเงินกว่า 21 ล้านบาท
ตามรายงานจาก ข่าวไทยรัฐออนไลน์ พฤติการณ์ของคนร้ายเริ่มจากการทำความรู้จักกับผู้เสียหายที่ร้านนวดใน กรุงเทพมหานคร เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไปในเชิงชู้สาว ผู้ต้องหาจึงเริ่มสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ AI ดัดแปลงภาพเอกสารธนาคารปลอม เขาอ้างว่าตนเองมีเงินเก็บมากถึง 14 ล้านบาท ทำให้ผู้เสียหายตายใจและยอมโอนเงินให้หลายร้อยครั้ง
ประเด็นสำคัญ
- ใช้ AI ปลอมเอกสารเนียน:คนร้ายใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ สร้างหน้าบัญชีเงินฝากและเอกสารตำรวจปลอม เพื่อหลอกว่าตนเองมีฐานะดีและกำลังเดือดร้อน
- สูญเงินมหาศาลกว่า 21 ล้านบาท:เหยื่อหลงเชื่ออย่างหนัก จึงยอมโอนเงินและมอบทรัพย์สินให้ผู้ต้องหามากถึง 623 ครั้ง ภายในเวลาเพียงปีกว่า
- เงินหายไปกับการ พนันออนไลน์ :ตำรวจสืบพบว่าเงินทั้งหมดไม่ได้ถูกนำไปลงทุน แต่ถูกนำไปเล่นสล็อตออนไลน์และใช้หนี้นอกระบบจนเกือบหมด
พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยรายละเอียดการสืบสวนที่น่าตกใจ คนร้ายไม่ได้ปลอมแค่ยอดเงินในบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ยังเหิมเกริมปลอมเอกสารจากสถานีตำรวจเมืองนนทบุรีอีกด้วย โดยผู้ต้องหาอ้างว่าแม่ถูกจับคดีหวยใต้ดินและต้องใช้เงินด่วนเพื่อเสียค่าปรับ
เทคนิคการใช้ AI ปรับแต่งตัวเลขบนเอกสาร ทำให้ภาพถ่ายที่ส่งผ่านไลน์ดูสมจริงจนแทบแยกไม่ออก นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ถึงกันยายน 2569 จนกระทั่งผู้เสียหายเริ่มสงสัยและปรึกษาครอบครัว จึงนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด
บุกค้น 4 จุดหลักและเส้นทางการเงินที่หายไป
เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างรัดกุม ตำรวจได้นำกำลังเข้าจับกุมนายพงศ์ธรที่พักย่านทองหล่อ กรุงเทพมหานคร การปฏิบัติการครั้งนี้ยังขยายผลเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุดหลัก ซึ่งรวมถึงคอนโดมิเนียมย่านอโศกและบ้านพักในจังหวัดนครปฐม เพื่อหาหลักฐานการทำธุรกรรมทางการเงินเพิ่มเติม
จากการแกะรอยเส้นทางการเงิน พบความจริงว่าเงินกว่า 21 ล้านบาทไม่ได้ถูกนำไปสร้างเนื้อสร้างตัวเลย ผู้ต้องหารับสารภาพว่านำเงินไปชำระหนี้นอกระบบและใช้จ่ายส่วนตัว แต่เงินก้อนใหญ่ที่สุดถูกนำไปทิ้งกับเว็บพนันออนไลน์ โดยเฉพาะการเล่นเกมสล็อตที่สูบเงินไปอย่างมหาศาล
บทเรียนราคาแพงและวิธีป้องกันภัยโรแมนซ์สแกม
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชิ้นโตสำหรับคนที่กำลังมองหาความรักผ่านโลกออนไลน์หรือแอปพลิเคชันหาคู่ มิจฉาชีพยุคใหม่ไม่ได้มาในรูปแบบของการข่มขู่ แต่มาพร้อมกับคำหวานและการสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การใช้ AI สร้างเอกสารปลอมถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่แพร่ระบาดหนักในขณะนี้ ซึ่งทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะรู้เท่าทันและระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์แนะนำว่า การป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดคือการตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ หากคนรักออนไลน์ของคุณเริ่มพูดถึงเรื่องเงินหรือขอความช่วยเหลือทางการเงิน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง คุณไม่ควรด่วนตัดสินใจโอนเงินให้คนที่ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง แม้ว่าเขาจะดูมีฐานะดีแค่ไหนก็ตาม
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังฝากข้อคิดเตือนใจว่า แม้เอกสารที่มิจฉาชีพนำมาแสดงจะดูน่าเชื่อถือและมีตราประทับราชการชัดเจน ขอให้มีสติและโทรศัพท์ตรวจสอบกับหน่วยงานต้นสังกัดโดยตรงก่อนเสมอ การโอนเงินไปแล้วมักติดตามคืนได้ยากมาก ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความรักหรือความสงสารชั่ววูบมาทำลายเงินเก็บทั้งชีวิตของคุณ

