ชาวจีน และชาวบ้านปะทะกัน">เชียงใหม่ – เชียงใหม่กลายเป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์ เมื่อเจ้าของหอพักรายหนึ่งออกมาเล่าประสบการณ์สุดอึดอัด หลังเจอผู้เช่าคู่สามีภรรยาที่ค้างทั้งค่าเช่าและค่าไฟ แถมทิ้งห้องไว้ในสภาพสกปรกมาก ภาพและเรื่องราวที่โพสต์ออกไปทำให้ผู้ประกอบการหอพักหลายแห่งต้องหันมามองเรื่องการคัดกรองผู้เช่าให้รอบคอบกว่าเดิม
ประเด็นสำคัญ
- ผู้เช่าคู่ดังกล่าวค้างทั้งค่าเช่าห้องและค่าไฟ
- ภายในห้องมีขยะกองสูง เศษอาหาร ผ้าอนามัยใช้แล้ว และขวดที่ใส่ปัสสาวะ
- เจ้าของหอพักเผยรูปพรรณสัณฐานและ รถบรรทุก ดังขึ้นเพื่อเป็นการเตือน ทำให้รถจักรยานยนต์คันหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้ หญิง อายุ 46 ปีเสียชีวิต">รถจักรยานยนต์ของทั้งคู่ เพื่อเตือนผู้ประกอบการรายอื่น
เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของผู้ใช้ชื่อ Keng Indigo ซึ่งระบายความคับข้องใจหลังพบพฤติกรรมของผู้เช่าคู่หนึ่งในย่านศรีปิงเมือง-ช้างคลาน เจ้าของโพสต์ระบุว่าตลอดเวลาที่ทั้งคู่อาศัยอยู่ในหอพัก ได้พยายามช่วยเหลือและผ่อนปรนเรื่องค่าเช่ามาโดยตลอด แต่สุดท้ายกลับต้องเจอทั้งการเบี้ยวจ่ายและสภาพห้องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริง
หลังผู้เช่าทั้งสองย้ายออก ภาพในห้องที่ถูกถ่ายไว้กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนปัญหาชัดเจน ขยะถูกทิ้งสะสมจนสูงเกือบเต็มห้อง มีทั้งเศษอาหารที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็น ผ้าอนามัยใช้แล้วที่ถูกทิ้งกระจาย และของใช้ต่าง ๆ ปะปนกันจนแทบไม่มีพื้นที่เหลือให้เดิน
สิ่งที่ทำให้เจ้าของห้องถึงกับรับไม่ได้มากที่สุด คือการพบขวดน้ำที่ภายในมีปัสสาวะอยู่จำนวนหนึ่ง ทำให้เห็นว่าผู้เช่าคู่นี้ไม่ได้ดูแลความเป็นอยู่ในห้องตามปกติ จนสร้างความอับอายและภาระให้เจ้าของหอพักต้องตามเก็บตามทำความสะอาดต่อ
ผู้เช่ารายอื่นยืนยัน กลิ่นในห้องไม่ธรรมดา
ไม่เพียงแค่เจ้าของโพสต์ที่เห็นสภาพห้องเท่านั้น ผู้เช่ารายอื่นในพื้นที่ยังช่วยยืนยันด้วยว่า ช่วงที่ทั้งคู่อยู่ในหอพัก มักเห็นซื้ออาหารและของกินเข้ามาในห้องบ่อยครั้ง แต่ไม่ค่อยเห็นนำขยะออกไปทิ้งเลย อีกทั้งเวลาที่เปิดประตูห้อง มักมีกลิ่นอับและกลิ่นไม่พึงประสงค์ลอยออกมาเป็นประจำ
พฤติกรรมแบบนี้ทำให้หลายคนที่อ่านโพสต์รู้สึกตกใจ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องความสกปรกในห้อง แต่ยังเกี่ยวกับความรับผิดชอบในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในพื้นที่ส่วนกลางด้วย เมื่อทิ้งขยะสะสมจนส่งกลิ่น ย่อมกระทบทั้งเจ้าของหอพักและผู้เช่าห้องอื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้
เจ้าของหอพักยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตลอด 3 ปีที่ทั้งคู่อยู่ในหอพัก ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะหรือมีปากเสียงกับทางหอเลยแม้แต่ครั้งเดียว กลับกัน ทางเจ้าของและคุณแม่ยังคอยช่วยเหลือและเห็นใจมาโดยตลอด โดยเฉพาะเรื่องค่าเช่าที่เปิดโอกาสให้ทยอยจ่ายได้
อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังเริ่มมีการจ่ายเงินไม่ตรงเวลาเรื่อยมา จนถึงรอบล่าสุดที่ครบกำหนดชำระ ผู้เช่าแจ้งว่าไม่มีเงินจ่าย ทางหอพักจึงต้องดำเนินการตามระเบียบและขอให้ย้ายออก หลังจากนั้นจึงพบสภาพห้องที่ทำให้เจ้าของโพสต์บอกว่าเหมือน “ทำบุญผิดคน” เพราะความใจดีที่ให้ไป กลับกลายเป็นบทเรียนราคาแพง

แชร์รูปพรรณสัณฐานเพื่อเตือนภัยเจ้าของหอพักรายอื่น
หลังโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์ต่อ มีผู้ประกอบการหอพักในเชียงใหม่จำนวนมากเข้ามาสอบถามรายละเอียดเพื่อใช้ระวังตัว เจ้าของโพสต์จึงเผยข้อมูลลักษณะของผู้เช่าทั้งสองเพื่อเป็นอุทาหรณ์ โดยระบุว่าเป็นคู่สามีภรรยาคนไทย ฝ่ายชายรูปร่างใหญ่ สูง ผิวคล้ำ ส่วนฝ่ายหญิงตัวเล็ก ผอม และมีผิวเข้มเช่นกัน
นอกจากนี้ยังระบุถึงรถจักรยานยนต์สีแดงที่ทั้งคู่ใช้ ซึ่งคาดว่าเป็นรุ่นฟีลาโน่หรือสกู๊ปปี้ไอ มีรอยเฉี่ยวชนและรอยถลอกหลายจุด โดยมักพบเห็นแถวศรีปิงเมืองและช้างคลาน เจ้าของหอพักจึงอยากเตือนผู้ประกอบการรายอื่นให้ตรวจสอบผู้เช่าให้รอบคอบมากขึ้น ก่อนจะต้องมานั่งแก้ปัญหาหนักแบบเดียวกัน
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ดราม่าบนโซเชียล แต่เป็นตัวอย่างของปัญหาจริงที่เจ้าของหอพักหลายคนอาจเจอได้ การคัดกรองผู้เช่า การทำสัญญา และการติดตามการชำระเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ยังเป็นเรื่องที่ช่วยลดความเสียหายได้มากที่สุดในระยะยาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รอดพ้นจากการถูกหลอกลวงทางโทรศัพท์มูลค่า 250,000 บาท
ปะทะกันอย่างดุเดือดในเชียงใหม่! แก๊งค้ายาเสพติดยิงปะทะกับตำรวจ เสียชีวิต 1 ราย ยึดยาบ้าได้ 2.8 ล้านเม็ด
เชียงใหม่ - Chiang Mai
เกิดเหตุทะเลวิวาทรุนแรงบนถนนในเชียงใหม่!! นักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวบ้านปะทะกัน

เชียงใหม่– เกิดเหตุการณ์น่าตกใจขึ้นใจกลางเมืองเชียงใหม่ เมื่อคลิปวิดีโอเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทรุนแรงแพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการเผชิญหน้าอย่างดุเดือดระหว่างนักท่องเที่ยว ชาวจีน และคนไทยบนทางเท้าถนนท่าแพ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในเชียงใหม่
เรื่องราวความขัดแย้งนี้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโซเชียลมีเดีย หลายคนตั้งคำถามถึงสาเหตุที่แท้จริงและผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทย ตำรวจ จึงต้องรีบลงพื้นที่ตรวจสอบเพื่อคลี่คลายสถานการณ์อย่างเร่งด่วนที่สุด
ประเด็นสำคัญ
- เกิดเหตุวิวาทระหว่างครอบครัวชาวจีน 9 คนและคนไทยบนถนนท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากเดินชนไหล่กันโดยบังเอิญ
- ตำรวจตรวจสอบพบว่านักท่องเที่ยวจีนเข้าเมืองถูกกฎหมาย และพวกเขาไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับคู่กรณีชาวไทย
- เจ้าหน้าที่ยืนยันว่านี่เป็นเพียงปัญหาส่วนบุคคล ไม่กระทบความปลอดภัยของเชียงใหม่ พร้อมวอนคนไทยให้ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของตำรวจท่องเที่ยวและ สภ.เมืองเชียงใหม่ พบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ครอบครัวชาวจีนกลุ่มนี้เดินทางมาท่องเที่ยวด้วยกันทั้งหมด 9 คน ซึ่งมีทั้งเด็กเล็กและผู้สูงอายุรวมอยู่ด้วยในกลุ่ม
ขณะที่พวกเขาเดินเล่นพักผ่อนเพื่อชมเมืองอยู่นั้น ได้เดินสวนทางกับกลุ่มคนไทยจนเกิดการเฉี่ยวชนไหล่กันขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความไม่พอใจและเริ่มมีปากเสียงโต้เถียงกันในทันที สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็วจนนำไปสู่การผลักอกและลงมือ ทำร้ายร่างกาย กันริมถนน
โชคดีที่สมาชิกในครอบครัวของนักท่องเที่ยวจีนที่เหลือ พยายามเข้ามาห้ามปรามและดึงตัวผู้ก่อเหตุแยกออกจากกัน เหตุการณ์ความวุ่นวายจึงสามารถยุติลงได้ในที่สุด หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันไปตามทางของตนเองโดยไม่ได้เจรจากันต่อ
ตำรวจท่องเที่ยวเร่งจัดการ: ยืนยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คู่กรณีฝั่งคนไทยได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงไม่รอช้า รีบติดตามตัวครอบครัวชาวจีนที่ปรากฏในคลิปวิดีโอมาสอบถามข้อเท็จจริงทันทีเพื่อรวบรวมข้อมูล
ทางฝั่งนักท่องเที่ยวชาวจีนได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ว่า พวกเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ชุลมุนนี้เช่นเดียวกัน แต่พวกเขาไม่ต้องการแจ้งความหรือดำเนินคดีทางกฎหมายใดๆ กับคู่กรณีชาวไทย พวกเขาเพียงแค่ต้องการมาเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวเท่านั้น
นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวยังรู้สึกตกใจเมื่อรู้ว่ามีคนแอบถ่ายคลิปไปเผยแพร่ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ เพราะพวกเขาไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนเลย อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้ให้ความร่วมมือในการให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างดีในทุกขั้นตอน
2026/08/Untitled1.jpg" alt="ดุเดือดกลางเชียงใหม่! นทท.จีนปะทะคนไทยริมถนนท่าแพ ตำรวจเร่งเคลียร์ด่วน
" width="1024" height="596" srcset="https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/Untitled1.jpg?w=1024&ssl=1 1024w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/Untitled1.jpg?resize=300%2C175&ssl=1 300w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/Untitled1.jpg?resize=768%2C447&ssl=1 768w" sizes="auto, (max-width: 740px) 100vw, 740px" />
ตรวจสอบสถานะวีซ่าชัดเจน: ยืนยันเข้าเมืองถูกต้อง
ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ยังมีการตั้งข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถานะการเข้าเมืองของชาวจีนกลุ่มนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจสอบเอกสารหนังสือเดินทางอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใสและสร้างความกระจ่างให้กับสังคม
ผลการตรวจสอบพบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนทุกคนมีวีซ่าที่ถูกต้อง และได้รับอนุญาตให้อยู่ใน ประเทศไทย อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ตำรวจเน้นย้ำว่าจะทำการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายตามหลักกระบวนการยุติธรรม

ภาพลักษณ์เมืองเชียงใหม่: วอนคนไทยร่วมใจเป็นเจ้าบ้านที่ดี
ทางด้านตัวแทนจากกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างบุคคลเท่านั้น มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมด้านความปลอดภัยหรือ การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ แต่อย่างใด เชียงใหม่ยังคงเป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน
เจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคนมีความมั่นใจในมาตรการรักษาความปลอดภัยของบ้านเมือง เชียงใหม่ยังคงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก ให้เข้ามาสัมผัสความสวยงามและวัฒนธรรมอันดีงามของภาคเหนือ
ในตอนท้าย เจ้าหน้าที่ได้ฝากข้อคิดและคำเชิญชวนถึงคนไทยทุกคน ให้ช่วยกันทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และรู้จักให้อภัย การสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร จะช่วยเสริมสร้างความประทับใจที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยของเรา
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ภาคเหนือของประเทศไทยอยู่ในภาวะเตือนภัยระดับสูง!! เกิดน้ำท่วมฉับพลันในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา
คลิปวิดีโอสุดช็อกจากเชียงใหม่เผยออกมาแล้ว! แก๊งอันธพาลทำร้ายพนักงานร้านขายกัญชาเนื่องจากข้อพิพาทเรื่องรักสามเส้าที่รุนแรง
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ชาวบ้านเชียงรายบุกสถานกงสุลเมียนมาร์ เรียกร้องให้นายมิน อ่อง ไหลง์ หยุดยั้งการปล่อยสารพิษจากเหมืองแร่ของจีน

เชียงราย – เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เครือข่ายประชาชนปกป้อง แม่น้ำ กก สาย รวก โขง ได้จัดกิจกรรมรวมตัวครั้งใหญ่ กลุ่มผู้ชุมนุมประกอบด้วยนักวิชาการและชาวบ้านจาก จังหวัดเชียงราย พวกเขาเดินทางมายังสถานกงสุลใหญ่พม่า ประจำจังหวัด ชาวจีน และชาวบ้านปะทะกัน">เชียงใหม่ เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมอย่างสันติ
เป้าหมายหลักของการประท้วงคือ การยื่นหนังสือถึง “ มินอ่องหล่าย ” ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ซึ่งมีกำหนดการเดินทางมาเยือนประเทศไทยในสัปดาห์นี้ ชาวบ้านต้องการให้ทางการพม่าสั่งยุติเหมืองแร่ของนักลงทุนจีนทันที เนื่องจากเหมืองเหล่านี้ปล่อยสารพิษร้ายแรงลงสู่แม่น้ำที่ไหลข้ามพรมแดนมายังฝั่งไทย
ประเด็นสำคัญ
- การรวมพลังทวงคืนสายน้ำ:ประชาชนและนักวิชาการเชียงรายประท้วงหน้ากงสุลพม่า เรียกร้องให้ยุติเหมืองแร่จีนที่ก่อมลพิษข้ามชาติอย่างเร่งด่วน
- ผลกระทบรุนแรงในวงกว้าง:พื้นที่เกษตรกรรมกว่า 110,000 ไร่ และชาวเชียงรายกว่า 120,000 คน ต้องแบกรับความเสี่ยงจากน้ำปนเปื้อนโลหะหนักในชีวิตประจำวัน
- รัฐบาลพม่าปฏิเสธความจริง:ผู้นำพม่าอ้างว่าไม่มีเหมืองแร่ในพื้นที่ ซึ่งขัดแย้งกับภาพถ่ายดาวเทียมและจดหมายเตือนจากองค์การสหประชาชาติ
สะท้อนภาพจำลองปัญหาข้ามพรมแดน
บรรยากาศการชุมนุมหน้าสถานกงสุลเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกอัดอั้นของชาวบ้าน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 50 นายคอยดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ผู้ชุมนุมได้ปักหลักอยู่ในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการสัญจรและทางเข้าออกของสถานกงสุล
ไฮไลท์สำคัญของงานคือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ดึงดูดความสนใจจากสื่อมวลชน ผู้ประท้วงได้สวมหน้ากากเป็นนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และหน้ากากของมินอ่องหล่าย พวกเขาได้ทำการโยนขวดน้ำที่จำลองการปนเปื้อนสารพิษไปมา เพื่อสะท้อนภาพความจริงที่เกิดขึ้นให้สังคมรับรู้
กิจกรรมนี้ช่วยตอกย้ำว่า มลพิษทางน้ำไม่ใช่แค่ปัญหาภายในประเทศใดประเทศหนึ่ง แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ล้วนเป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนทั้งภูมิภาค ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงใจจากผู้นำของทั้งสองประเทศ

หายนะทางสิ่งแวดล้อมและปากท้องชาวบ้าน
ผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในประเทศพม่าสร้างความเสียหายอย่างหนัก น้ำที่ปนเปื้อนสารพิษได้ไหลลงสู่พื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มน้ำโขง ส่งผลให้ชาวนาไทยต้องจำใจใช้น้ำที่มีสารพิษเพื่อเพาะปลูก ทั้งนาปีและนาปรังในพื้นที่รวมกว่า 110,000 ไร่
นอกจากนี้ ห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติยังถูกทำลายลงอย่างน่าตกใจ ชาวประมงในพื้นที่กว่า 60 หมู่บ้านต้องสูญเสียอาชีพอย่างกะทันหัน เหตุผลเพราะผู้บริโภคเกิดความหวาดกลัวสารโลหะหนักอย่าง ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท ที่ตกค้างอยู่ในสัตว์น้ำ
สถานการณ์เลวร้ายจนถึงขั้นที่กระทรวงสาธารณสุขต้องออกคำเตือน ให้ประชาชนงดรับประทานสัตว์น้ำและเครื่องในปลาจากแหล่งน้ำเหล่านี้ วิกฤตนี้ยังลุกลามไปถึงระบบน้ำประปา ทำให้ชาวบ้านในตัวเมืองเชียงรายกว่า 120,000 คน ต้องเสี่ยงภัยจากการดื่มน้ำที่ไม่ได้มาตรฐาน ธุรกิจท่องเที่ยวริมแม่น้ำกกก็ได้รับผลกระทบจนซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด

คำปฏิเสธที่ค้านสายตาชาวโลก
ความเดือดร้อนของชาวบ้านเคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในระดับนานาชาติแล้ว องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ส่งจดหมายร่วมเพื่อตักเตือนรัฐบาลพม่าเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 โดยระบุชัดเจนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามแดนอย่างร้ายแรง
ทว่าในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 รัฐบาลทหารพม่ากลับส่งจดหมายตอบโต้ด้วยการปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ทางการพม่าอ้างว่าไม่มีการทำเหมืองแร่ในบริเวณริมฝั่งแม่น้ำกก ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวขัดแย้งกับภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นพื้นที่ทำเหมืองอย่างชัดเจน
จากรายงานของ สำนักข่าวประชาไท เครือข่ายประชาชนมองว่าการกระทำเช่นนี้ของทางการพม่า เป็นการดูหมิ่นองค์การสหประชาชาติและละเลยความทุกข์ร้อนของคนไทย พวกเขาจึงเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่ายอมรับความจริง และสั่งยุติการทำเหมืองแร่ทุกชนิดทันที จนกว่าระบบนิเวศจะได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาปลอดภัยอีกครั้ง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
วิกฤตน้ำท่วมภาคเหนือ: น้ำป่าทะลักเชียงราย-แม่ฮ่องสอน เตือน 17 จังหวัดรับมือด่วน
วิกฤตแม่น้ำปนเปื้อนเชียงราย: สหประชาชาติลงพื้นที่หาทางออก ขณะชาวบ้านผวาภัยโลหะหนักข้ามแดน
เชียงใหม่ - Chiang Mai
พระพุทธรูป “สามเหลี่ยมทองคำ” ในจังหวัดเชียงราย กำลังอยู่ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่

เชียงราย – เทศบาลตำบลเวียง อำเภอ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย ประกาศเตรียมบูรณะและปิดทอง “พระพุทธนวล้านตื้อ” ณ บริเวณ สามเหลี่ยมทองคำ เพื่อให้ศูนย์รวมจิตใจแห่งนี้กลับมางดงามสมบูรณ์ การดำเนินงานนี้จะมีการกั้นพื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยในระหว่างการซ่อมแซม ทางเทศบาลจะรีบแจ้งกำหนดการเปิดให้เข้าสักการะตามปกติทันทีเมื่อโครงการแล้วเสร็จ
หากใครมีแผนเดินทางไปเที่ยวเชียงแสนในช่วงนี้ อาจจะต้องเผื่อเวลาและเผื่อใจไว้สักนิด ทางเทศบาลตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน ได้ออกมาแจ้งข่าวสำคัญให้ประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และนักท่องเที่ยวทุกคนได้ทราบ ตอนนี้มีโครงการบูรณะซ่อมแซมองค์พระพุทธรูปองค์ใหญ่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “พระเชียงแสนสี่แผ่นดิน”
พระพุทธรูปองค์นี้ตั้งตระหง่านเป็นแลนด์มาร์กอยู่ที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ หมู่ที่ 1 บ้านสบรวก ตำบลเวียง จุดประสงค์หลักของการบูรณะคือการซ่อมแซมและปิดทองใหม่ทั้งหมด การทำงานครั้งนี้จะช่วยให้องค์พระกลับมาสวยงามตระการตา และเป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกเราทุกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญ
- เทศบาลตำบลเวียงเตรียมบูรณะและปิดทอง “พระพุทธนวล้านตื้อ” ณ สามเหลี่ยมทองคำ จังหวัดเชียงราย
- จำเป็นต้องกั้นพื้นที่บางส่วนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าชม
- เมื่อการซ่อมแซมเสร็จสมบูรณ์ จะมีการประกาศเปิดให้ประชาชนเข้ากราบไหว้ได้ตามปกติทันที
ศูนย์รวมใจแห่งลุ่มน้ำโขง
พระพุทธนวล้านตื้อ หรือพระเชียงแสนสี่แผ่นดิน เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักกว่า 69 ตัน องค์พระมีหน้าตักกว้างถึง 9.99 เมตร และมีความสูง 15.99 เมตร ประทับนั่งโดดเด่นอยู่บนเรือแก้วกุศลธรรมริมฝั่ง แม่น้ำโขง
สำหรับพี่น้องชาวเชียงราย ไม่ว่าจะเดินทางมาจากในเมือง หรือจากพื้นที่ใกล้เคียงอย่างตำบลเจริญเมือง ต่างก็คุ้นเคยกับความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี ผู้คนมักจะแวะเวียนมากราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลกันอยู่เสมอ ด้วยระยะเวลาที่ผ่านไป สภาพอากาศและฝนตกชุกในพื้นที่อาจทำให้องค์พระมีรอยแตกร้าวหรือสีทองหมองลงไปบ้าง
การซ่อมแซมในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาสมบัติอันล้ำค่าทางจิตใจของชาวเชียงแสนให้อยู่คู่ชุมชนต่อไปยาวนาน ข้อมูลจากสื่อ ข่าวท้องถิ่น ระบุว่าองค์พระเคยผ่านการตรวจสอบและปรับปรุงมาแล้วในอดีตเพื่อให้โครงสร้างมีความแข็งแรงและปลอดภัย
แผนการทำงานและความปลอดภัย
ในระหว่างที่มีการบูรณะซ่อมแซม การเข้าไปกราบไหว้หรือใช้พื้นที่รอบๆ อาจจะไม่สะดวกเหมือนที่เคย ทางผู้รับเหมาและเทศบาลจำเป็นต้องจัดสรรและกั้นพื้นที่บางส่วนเอาไว้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของนักท่องเที่ยวและผู้ที่สัญจรไปมาในบริเวณนั้น
เทศบาลตำบลเวียงได้ฝากคำขออภัยมายังประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคน สำหรับความไม่สะดวกที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่ขอให้มั่นใจว่าทีมงานทุกคนกำลังเร่งมือทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้องค์พระพุทธรูปกลับมางดงามโดยเร็วที่สุด

เตรียมตัวต้อนรับการกลับมา
เมื่อโครงการบูรณะและปิดทององค์พระเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ ทางเทศบาลตำบลเวียงจะรีบออกประกาศแจ้งให้ทราบทันที เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับมาสักการะบูชาและถ่ายรูปสวยๆ ได้ตามปกติเหมือนที่ผ่านมา
ทางหน่วยงานขอขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเสมอมา หากโครงการนี้แล้วเสร็จ พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำจะกลับมามีชีวิตชีวา และมีพระพุทธรูปสีทองอร่ามที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกอีกครั้งอย่างแน่นอน







































