ลำปาง– เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุเด็กหญิงวัย 15 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นหญิงนำโดย “ซ้อเนย” รุม ทำร้ายร่างกาย จนหมดสติและชักเกร็ง บริเวณใกล้ห้างโลตัส สาขาสบตุ๋ย จังหวัดลำปาง สาเหตุหลักมาจากความหึงหวงที่เพื่อนชายเข้ามาพูดคุยกับผู้เสียหาย ล่าสุดผู้เป็นแม่ทนไม่ไหวต้องบินด่วนจาก ฟุตบอล โลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ เพื่อมาแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด โดยยืนยันจะเอาเรื่องจนถึงที่สุดเพื่อความปลอดภัยของลูก
ความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ล่าสุดเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจขึ้นที่จังหวัดลำปาง เมื่อนางบี (นามสมมุติ) ผู้เป็นแม่ ต้องรีบเดินทางจาก กรุงเทพมหานคร เพื่อมาทวงความยุติธรรมให้กับลูกสาว เด็กหญิงซี (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถูกกลุ่มวัยรุ่นหญิงรุมทำร้ายร่างกายอย่างทารุณกลางดึก
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แม่ของผู้เสียหายเปิดเผยว่า หลังจากเห็นคลิปวิดีโอที่ลูกสาวถูกทำร้ายจนสลบคาที่ เธอรู้สึกตกใจและหวาดกลัวต่อความปลอดภัยของลูกอย่างมาก จึงตัดสินใจพาลูกเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองลำปาง ทันที เพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์ระทึก:เด็กหญิงวัย 15 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่น 4 คนขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ และรุมทำร้ายจนหมดสติและชักเกร็ง บริเวณถนนใกล้ห้างโลตัส สบตุ๋ย จังหวัดลำปาง
- ผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจ:แก๊งก่อเหตุนำโดย น.ส.เนย อายุ 19 ปี หรือ “ซ้อเนย” ลงมืออย่างอุกอาจเพราะหึงหวงที่เพื่อนชายของตนเองมาพูดคุยแสดงความสนใจผู้เสียหาย
- การทวงความยุติธรรม:แม่ของผู้เสียหายบินตรงจากกรุงเทพฯ เพื่อเข้าแจ้งความเอาผิด โดยยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวถูกตามมาทำร้ายซ้ำ
เหตุการณ์อันน่าตกใจนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยผู้เสียหายกำลังเดินทางกลับบ้านในช่วงกลางคืนพร้อมกับเพื่อนรุ่นพี่ชั้น ม.5 จำนวน 2 คน หลังจากเลิกทำงานพิเศษล่วงเวลาและแวะเติมน้ำมันที่บริเวณสามแยกโรงน้ำแข็งเมืองลำปาง เมื่อขี่รถผ่านซอยใกล้ห้างโลตัส สาขาสบตุ๋ย กลุ่มวัยรุ่นหญิงประมาณ 4 คนได้ขี่รถจักรยานยนต์ตามมาประกบอย่างกระชั้นชิด
เด็กหญิงวัย 15 ปี ระบุว่าหนึ่งในผู้ก่อเหตุคือ น.ส.เนย อายุ 19 ปี หรือที่วัยรุ่นในพื้นที่รู้จักกันในฉายา “ ซ้อเนย ” พร้อมด้วยเพื่อนอีกคนที่ชื่อแคท ทั้งสองคนได้ตรงเข้ามารุมตบ เตะ และกระทืบผู้เสียหายอย่างรุนแรงแบบไม่ยั้งมือ การทำร้ายร่างกายดำเนินไปจนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส หมดสติ และมีอาการชักเกร็งลงไปกองกับพื้น ก่อนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะพากันหลบหนีไปในความมืด

พยานถูกข่มขู่และแรงจูงใจในการก่อเหตุ
เพื่อนนักเรียนชั้น ม.5 ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า เธอเห็นการกระทำอันป่าเถื่อนทั้งหมด และพยายามจะเข้าไปห้ามปรามเพื่อช่วยรุ่นน้อง แต่กลับถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุข่มขู่และสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว หลังจากกลุ่มคนร้ายหนีไป เธอจึงตั้งสติและรีบพาผู้เสียหายซ้อนท้ายจักรยานยนต์กลับบ้านที่อำเภอเกาะคาทันที
ต่อมาผู้เสียหายได้เข้าลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองลำปาง แต่ด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกดักทำร้ายซ้ำ จึงไม่กล้าเดินทางไปตรวจรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาล สำหรับแรงจูงใจในการก่อเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่ามาจากปัญหาความหึงหวงส่วนตัว หลังจากมีเพื่อนชายเข้ามาพูดคุยหรือแสดงความสนใจในตัวผู้เสียหาย ทำให้ “ซ้อเนย” เกิดความไม่พอใจอย่างหนัก จึงนัดแนะพรรคพวกมาก่อเหตุดังกล่าว
นอกเหนือจากบาดแผลทางร่างกายที่รุนแรงจนถึงขั้นหมดสติและชักเกร็งแล้ว สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือผลกระทบทางจิตใจของผู้เสียหาย การถูกรุมทำร้ายในที่สาธารณะโดยกลุ่มคนที่อายุมากกว่า สร้างความบอบช้ำทางจิตใจอย่างมหาศาล เด็กวัยเพียง 15 ปีต้องเผชิญกับความหวาดผวาและความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ความกลัวนี้รุนแรงถึงขั้นที่ผู้เสียหายไม่กล้าเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา
บาดแผลที่มองไม่เห็นเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า หรือโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) ได้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ครอบครัวจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเยียวยาจิตใจ แม่ของผู้เสียหายได้แสดงให้เห็นถึงความรักและความเข้มแข็ง ด้วยการบินข้ามจังหวัดมาปกป้องลูกสาวทันทีที่ทราบเรื่อง ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการช่วยให้ผู้เสียหายรู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง
ข้อหาที่ผู้ก่อเหตุอาจได้รับและกระบวนการทางกฎหมาย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองลำปาง ทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้ว โดยพบว่า น.ส.เนย มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ตำบลชมพู อำเภอเมืองลำปาง ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง และติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้งสองรายมาสอบปากคำ การกระทำของ น.ส.เนย และพวก ถือเป็นความผิดร้ายแรงทางอาญา ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
ในมุมมองทางกฎหมาย ผู้ก่อเหตุอาจต้องเผชิญกับข้อหาหนักหลายกระทง ความผิดแรกคือการร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หากผลการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ระบุว่าบาดแผลมีความรุนแรงมาก ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งมีโทษจำคุกที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การข่มขู่พยานที่พยายามเข้าช่วยเหลือยังอาจมีความผิดฐานข่มขู่บังคับจิตใจผู้อื่นอีกด้วย การดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดจะช่วยเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมและป้องกันการลอกเลียนแบบ
คดีของแก๊ง “ซ้อเนย” เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นไทย ปัจจุบันเยาวชนหลายคนมักใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา และเลือกที่จะรวมกลุ่มกันเพื่อกลั่นแกล้งหรือทำร้ายผู้อื่น การกระทำเหล่านี้มักถูกบันทึกเป็นคลิปวิดีโอและส่งต่อในโลกออนไลน์ ซึ่งยิ่งเป็นการทำร้ายผู้เหยื่อซ้ำเติมในพื้นที่ดิจิทัล ปัญหานี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการเลียนแบบพฤติกรรมจากสื่อสังคมออนไลน์ สภาพแวดล้อมที่เติบโตมา รวมถึงการขาดทักษะในการจัดการอารมณ์

ปัญหาความรุนแรงในวัยรุ่นไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้น
หลายครั้งที่เยาวชนผู้ก่อเหตุมักคิดว่าตนเองมีพรรคพวกเยอะ หรือเป็นที่รู้จักในพื้นที่ จึงกล้าลงมือทำร้ายคนอื่นโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย เหมือนดั่งกรณีของ “ซ้อเนย” ที่มีฉายาเป็นที่รู้จักในกลุ่มวัยรุ่นลำปาง สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมาใส่ใจ และหาทางป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง
เพื่อเป็นการปกป้องบุตรหลานจากเหตุการณ์เลวร้าย พ่อแม่ผู้ปกครองควรเริ่มต้นจากการสร้างบรรยากาศภายในบ้านที่อบอุ่นและเปิดกว้าง ให้เด็กกล้าพูดคุยและปรึกษาปัญหาทุกเรื่องโดยไม่รู้สึกว่าถูกตัดสิน หมั่นสังเกตความผิดปกติทั้งทางร่างกาย เช่น รอยฟกช้ำตามตัว และความผิดปกติทางพฤติกรรม เช่น การเก็บตัว ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีความหวาดระแวงผิดปกติ
หากพบว่าบุตรหลานตกเป็นเหยื่อความรุนแรง พ่อแม่ต้องเป็นที่พึ่งพิงหลักและรีบให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจอย่างใกล้ชิด ต้องพาเด็กไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อเก็บหลักฐาน และเข้าแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด การปล่อยผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไป อาจทำให้ผู้กระทำผิดได้ใจและไปก่อเหตุซ้ำกับผู้อื่น ดังที่แม่ของผู้เสียหายในคดีนี้ได้ตัดสินใจลุกขึ้นมาสู้เพื่อความยุติธรรมของลูกสาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
การไล่ล่าของตำรวจจบลงด้วยความหายนะ เมื่อผู้ต้องสงสัยขับรถชนโชว์รูมรถยนต์ในจังหวัดลำปาง
ชายอายุ 21 ปี ถูกจับกุมในจังหวัดลำปาง ในข้อหาปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่อำเภอและหลอกลวงประชาชนเป็นเงินกว่า 200,000 บาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดและพบยาไอซ์หนักหนึ่งตันซ่อนอยู่ใต้กองกะหล่ำปลี

กรุงเทพฯ – เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล 7 โชว์ผลงานสกัดจับแก๊ง ยาเสพติด ">ขนยาเสพติดรายใหญ่ได้สำเร็จ การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นบนถนนสายหลัก ก่อนที่ยาเสพติดล็อตใหญ่จะทะลักเข้าสู่ กรุงเทพมหานคร คนร้ายใช้ รถกระบะ เพื่อพรางตัวหวังตบตาเจ้าหน้าที่อย่างแยบยล
ตำรวจพบยาไอซ์น้ำหนักกว่า 1 ตัน ถูกซุกซ่อนมาอย่างแนบเนียนใต้กองผักกะหล่ำปลี ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนถูกควบคุมตัวไว้ได้พร้อมกับของกลางทั้งหมด การปฏิบัติการนี้เป็นผลจากการทำงานหนักและสืบสวนขยายผลมาอย่างต่อเนื่อง
สรุปประเด็นสำคัญ
- ตำรวจบุกยึดยาไอซ์จำนวน 1,000 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนมาใต้กองกะหล่ำปลีในรถกระบะ
- ผู้ต้องหา 4 คนรับสารภาพว่าเคยลักลอบขนยามาแล้ว 3 ครั้ง โดยได้ค่าจ้างสูงถึง 2-3 ล้านบาทต่อเที่ยว
- การจับกุมครั้งนี้ขยายผลมาจากการยึดยาบ้าล็อตใหญ่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและลพบุรีก่อนหน้านี้
ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมยาบ้าเกือบ 9 ล้านเม็ดในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี การจับกุมครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการสืบสวนเครือข่ายนี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ตำรวจสามารถตามยึดยาบ้าได้อีก 8 ล้านเม็ดที่จังหวัดลพบุรี แม้ผู้ต้องหาจะทิ้งของและหลบหนีไปได้ แต่ข้อมูลจากทั้งสองคดีก็นำไปสู่การตามรอยเครือข่ายค้ายาเสพติดรายนี้ เจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มคนร้ายมักใช้เส้นทางภาคเหนือในการขนส่ง
จากการขยายผลอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าแก๊งนี้มักใช้รถกระบะใหม่เอี่ยมสองคันในการทำงาน ยาเสพติดล็อตล่าสุดนี้ถูกลำเลียงมาจากอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา พวกเขาวางแผนขับรถลงมาทางใต้เพื่อส่งของให้กลุ่มลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

นาทีสกัดจับ และคำสารภาพของผู้ต้องหา
การสกัดจับเครือข่ายนี้เกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 8 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางกำลังดักรอที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งบนถนนนครสวรรค์-ชัยนาท ในจังหวัดชัยนาท เมื่อรถเป้าหมายขับเข้ามา ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นทันที
จากการตรวจค้น ตำรวจพบรถกระบะสองคันขับตามกันมา คันแรกทำหน้าที่ขับนำทางและไม่มีของบรรทุกอยู่ด้านหลัง ส่วนรถกระบะอีกคันใช้ผ้าใบสีดำคลุมกองกะหล่ำปลีไว้มิดชิดเพื่ออำพรางสายตาผู้คนและหลบเลี่ยงด่านตรวจ
เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดผ้าใบและรื้อกองผักออก ก็พบกระสอบสายรุ้งจำนวน 40 ใบซ่อนอยู่ด้านล่าง ภายในกระสอบเหล่านั้นเต็มไปด้วยถุงชาที่บรรจุยาไอซ์น้ำหนักรวมถึง 1 ตัน สิ่งนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวผู้ต้องหาไว้ได้อย่างแน่นหนา
นอกจากนี้ สภาพกระสอบยังมีรอยเปื้อนเศษดินลูกรังและโคลนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งชี้ให้เห็นว่ายาเสพติดล็อตนี้ถูกขนลำเลียงมาตามเส้นทางธรรมชาติบริเวณชายแดน ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนจึงถูกจับกุมตัวทันทีในที่เกิดเหตุ

เดินหน้าทลายเครือข่ายยาเสพติด
ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนถูกแจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) อย่างผิดกฎหมาย ข้อหานี้ครอบคลุมถึงการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างรุนแรง
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พวกเขายอมรับว่ารับจ้างขนยาเสพติดในลักษณะนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 2-3 ล้านบาทต่อเที่ยว ซึ่งเป็นแรงจูงใจหลักในการก่อเหตุ
ปัจจุบัน ผู้ต้องหาและของกลางทั้งหมดถูกส่งตัวให้พนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งสืบสวนเพื่อตามล่าผู้ร่วมขบวนการที่เหลือต่อไป
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มค้ายา ที่มักสรรหาวิธีการใหม่ๆ มาตบตาเจ้าหน้าที่อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทของตำรวจก็สามารถสกัดกั้นภัยร้ายนี้ไว้ได้ ก่อนที่ยาเสพติดปริมาณมหาศาลจะกระจายเข้าสู่ชุมชน
การปราบปรามยาเสพติดถือเป็นวาระสำคัญระดับชาติที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ประชาชนทุกคนสามารถเป็นหูเป็นตาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ได้ หากพบเห็นเบาะแสใดๆ สามารถแจ้งตำรวจเพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย
สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้ สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลฉบับเต็มได้โดยตรงที่แหล่งข่าวหลัก อ้างอิงเนื้อหาจากข่าว สืบนครบาล 7 สกัดจับกระบะขนไอซ์ 1 ตัน ของไทยรัฐออนไลน์ เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเข้าแทรกแซงหลังพบชายชรากำลังทำลายแผงกั้นน้ำในแม่สาย
ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น
ข่าวอาชญากรรม - Crime
น่าตกใจ!! ชายคนหนึ่งยอมมอบตัวตำรวจหลังจากลากสุนัขไปไกล 2 กิโลเมตร

ลำปาง – เหตุการณ์สะเทือนใจคนรักสัตว์เกิดขึ้นที่จังหวัดลำปาง เมื่อ “น้องตังตัง” สุนัขแสนรู้พันธุ์ใหญ่วัย 4 ขวบ ถูกรถจักรยานยนต์ลากไปตามถนนไกลกว่า 2 กิโลเมตร คนขับได้ทิ้งสุนัขที่ได้รับบาดเจ็บไว้ที่ตลาดสดออมสินในเขตเทศบาลนครลำปาง พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเห็นสุนัขมีเลือดออกเต็มตัวจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เทศกิจให้เข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้นำน้องตังตังส่งโรงพยาบาลสัตว์และช่วยกันระดมทุนค่ารักษาพยาบาล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา
หลังจากมีการเผยแพร่ภาพเหตุการณ์จาก กล้องวงจรปิดตามท้องถนน นายณชเขตุ เจ้าของน้องตังตัง ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความสงสารสุนัข เขาได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทันที ล่าสุดในช่วงบ่ายของวันที่ 7 สิงหาคม ผู้ก่อเหตุในคลิปคือ “ลุงแสน” พ่อค้าวัย 57 ปี ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองลำปาง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์สะเทือนใจ:น้องตังตัง สุนัขวัย 4 ขวบ ถูกรถจักรยานยนต์ลากไปตามถนนไกลกว่า 2 กิโลเมตรจนบาดเจ็บสาหัส
- คำให้การผู้ก่อเหตุ:ผู้ก่อเหตุวัย 57 ปี เข้ามอบตัว โดยอ้างว่าตกใจกลัวสุนัขกัดและขี่รถหนี โดยไม่รู้ว่าโซ่สุนัขติดกับรถ
- ความขัดแย้งทางความเชื่อ:เจ้าของสุนัขไม่เชื่อคำอ้าง เนื่องจากสุนัขหนักถึง 43 กิโลกรัม คนขี่รถย่อมต้องรู้สึกถึงแรงลากอย่างแน่นอน
คำให้การของผู้ก่อเหตุ และข้อสงสัยจากสังคม
ลุงแสนให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทารุณกรรมสัตว์ โดยเล่าว่าตนขับรถผ่านหน้าบ้านเจ้าของสุนัขเป็นประจำทุกเช้า แม้จะเคยเห็นน้องตังตังแต่สุนัขก็ไม่เคยวิ่งไล่กวดมาก่อน แต่วันเกิดเหตุตนรู้สึกกลัวเพราะเคยมีประวัติถูกสุนัขกัด จึงรีบขี่รถจักรยานยนต์หนี ลุงแสนยืนยันว่าไม่รู้ว่าโซ่ของน้องตังตังติดอยู่ที่รถของตน เขาคิดเพียงว่าสุนัขวิ่งตามมาจึงพยายามขับหนีไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณตลาด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงภาพในคลิปที่ลุงแสนหันไปมองสุนัขขณะถูกลาก ทำไมถึงไม่ยอมจอดรถ ลุงแสนอ้างว่าตนไม่ได้สังเกตเห็นโซ่ เขาคิดแค่ว่าสุนัขกำลังวิ่งตามมาเท่านั้น เมื่อถึงตลาดและมีคนพลุกพล่าน เขาจึงจอดรถและอ้างว่าเพิ่งรู้ว่าโซ่ติดรถอยู่ หลังจากนั้นเขาก็รีบออกจากจุดเกิดเหตุทันทีเพื่อไปเปิดร้านขายของตามปกติโดยไม่ได้ช่วยเหลือสุนัข
2026/08/3-14.jpg" alt="น่าตกใจ!! ชายคนหนึ่งยอมมอบตัวตำรวจหลังจากลากสุนัขไปไกล 2 กิโลเมตร" width="1024" height="575" srcset="https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/3-14.jpg?w=1024&ssl=1 1024w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/3-14.jpg?resize=300%2C168&ssl=1 300w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/3-14.jpg?resize=768%2C431&ssl=1 768w" sizes="auto, (max-width: 740px) 100vw, 740px" />
เจ้าของสุนัขไม่เชื่อคำแก้ตัว ปล่อยให้กฎหมายจัดการ
ทางด้านนายณชเขตุ เจ้าของน้องตังตัง เมื่อได้ฟังคำให้การของลุงแสนก็ถึงกับส่ายหน้าด้วยความไม่เชื่อ เขาตั้งคำถามว่าคนขับจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสุนัขถูกลากไปกับพื้นถนน น้องตังตังมีน้ำหนักตัวมากถึง 43 กิโลกรัม ดังนั้นคนขับรถจักรยานยนต์จะต้องรู้สึกถึงแรงดึงและแรงลากที่ผิดปกติอย่างแน่นอน นายณชเขตุระบุว่าเขาจะไม่โต้เถียงต่อ แต่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการทางกฎหมายในการจัดการเรื่องนี้
ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ในระหว่างการสอบปากคำลุงแสนอย่างละเอียด ตำรวจยังต้องรอให้นายณชเขตุ เจ้าของน้องตังตัง เข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ทางตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายและเป็นกรณีตัวอย่างในสังคม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ระทึก! สุนัขตัดหน้ามอเตอร์ไซค์ล้ม ขาตั้งแทงทะลุขาแม่ ลูกชาย 10 ขวบรอดหวุดหวิด
พระภิกษุรูปหนึ่งถูกปลดจากตำแหน่งและถูกจับกุมหลังก่อเหตุทารุณกรรมลูกสุนัขอย่างน่าตกใจ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจช่วยเหลือเด็กชายวัย 3 ขวบจากพ่อเลี้ยงใจโหด

ฟุตบอล โลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ– เหตุการณ์สุดสะเทือนใจนี้เกิดขึ้นในพื้นที่เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เมื่อเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ร่วมกับมูลนิธิเป็นหนึ่งเข้าช่วยเหลือเด็กชายวัยเพียง 3 ขวบ เด็กคนนี้ถูก ทำร้ายร่างกาย อย่างหนักจนมีบาดแผลทั่วตัว เจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด
การเข้าช่วยเหลือครั้งนี้มาจากการแจ้งเบาะแสของพลเมืองดีในพื้นที่ พวกเขาสังเกตเห็นความผิดปกติและทนดูสภาพของเด็กไม่ไหว จึงได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความช่วยเหลือทันที ตามรายงานจากสำนักข่าว ข่าวสด
สรุปประเด็นสำคัญ
- เด็กชายวัย 3 ขวบถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง จนมีบาดแผลฟกช้ำและรอยของมีคมบาดตามตัว
- พ่อเลี้ยงอ้างว่าเด็กเล่นซนจนหกล้มและโดนมีดบาดเอง พร้อมยอมรับว่าตนเองเสพยาเสพติดทุกวัน
- แม่แท้ๆ ของเด็กออกมายอมรับสารภาพในภายหลังว่า บาดแผลทั้งหมดเกิดจากการกระทำของพ่อเลี้ยงจริง
นางสาวต้นอ้อ ตัวแทนจากมูลนิธิเป็นหนึ่ง ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับการทารุณกรรมครั้งนี้ เธอเล่าว่าเด็กถูกทำร้ายร่างกายเป็นประจำทุกวันจนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศที่มีรอยถูกของมีคมบาดอย่างรุนแรง ซึ่งเด็กไม่เคยได้รับการพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ก่อนหน้านี้ ทางครูที่ศูนย์เด็กเล็กเคยสังเกตเห็นความผิดปกติและแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบแล้ว ตอนนั้นเด็กถูกส่งตัวไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัดได้ประมาณสองเดือน แต่สุดท้ายแม่แท้ๆ ก็ไปรับตัวเด็กกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมอีกครั้ง นอกจากนี้ ภายในบ้านหลังดังกล่าวยังมีการมั่วสุมเสพยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ เด็กคนนี้เคยโดนทำร้ายจนแขนหักมาแล้วในอดีต แต่ในตอนนั้นแม่ของเด็กกลับอ้างว่าลูกหกล้มเองเพื่อปกป้องสามีใหม่ ทางมูลนิธิเป็นหนึ่งจึงต้องวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อบุกเข้าช่วยเหลือเด็กโดยเร็วที่สุด เพราะเกรงว่าหากปล่อยไว้เด็กอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
คำอ้างของพ่อเลี้ยงและการยอมรับความจริง
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านพัก พวกเขาได้พบกับนายที อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นพ่อเลี้ยง และนางสาวเอ อายุ 30 ปี แม่แท้ๆ ของเด็ก จากการสอบสวนเบื้องต้น นายทียอมรับว่าเพิ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำในคดีลักทรัพย์มาได้เพียงแปดเดือน ปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานล้างรถและยังคงเสพยาเสพติดอยู่ทุกวัน
อย่างไรก็ตาม พ่อเลี้ยงรายนี้ยังคงให้การปฏิเสธเรื่องการทำร้ายร่างกายลูกเลี้ยง เขาอ้างว่าบาดแผลตามตัวเกิดจากความซุกซนของเด็กที่หกล้มเอง ส่วนรอยมีดบาดก็เกิดจากการที่เด็กเอามีดมาเล่น เขาบอกว่าที่ไม่กล้าพาไปหาหมอ เพราะกลัวจะถูกคนอื่นเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นคนทำร้ายเด็ก
แต่สุดท้ายความจริงก็ปรากฏ เมื่อแม่แท้ๆ ของเด็กทนแรงกดดันไม่ไหวและยอมเปิดปากสารภาพกับเจ้าหน้าที่ เธอยอมรับว่าบาดแผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนร่างกายของลูกชายวัยสามขวบนั้น เป็นฝีมือของนายทีผู้เป็นพ่อเลี้ยงจริงๆ ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของสามีอย่างสิ้นเชิง
การดำเนินคดีและการปกป้องสิทธิเด็ก
ในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวทั้งพ่อเลี้ยงและแม่ของเด็กไปสอบปากคำเพิ่มเติม ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังรอผลการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจากแพทย์ เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดีให้มีความรัดกุมมากที่สุด
หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป ส่วนตัวเด็กน้อยขณะนี้อยู่ในความดูแลของแพทย์และเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กฯ ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเขาแล้ว
กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผลกระทบจากปัญหายาเสพติดที่มีต่อสถาบันครอบครัว เมื่อผู้นำครอบครัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด มักจะนำมาซึ่งความรุนแรงและการขาดสติสัมปชัญญะ เด็กที่ไม่มีทางสู้จึงมักจะตกเป็นเหยื่อของการระบายอารมณ์อยู่เสมอ
การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ในการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจของเหยื่อ นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการสังเกตสัญญาณความรุนแรงก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
เราทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ได้ เพียงแค่ไม่เพิกเฉยเมื่อพบเห็นความผิดปกติ การแจ้งเบาะแสให้กับมูลนิธิหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจช่วยต่อชีวิตและสร้างอนาคตใหม่ให้กับเด็กบริสุทธิ์คนหนึ่งได้ตลอดไป




































