ลำปาง – เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุเด็กหญิงวัย 15 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นหญิงนำโดย “ซ้อเนย” รุม ทำร้ายร่างกาย จนหมดสติและชักเกร็ง บริเวณใกล้ห้างโลตัส สาขาสบตุ๋ย จังหวัดลำปาง สาเหตุหลักมาจากความหึงหวงที่เพื่อนชายเข้ามาพูดคุยกับผู้เสียหาย ล่าสุดผู้เป็นแม่ทนไม่ไหวต้องบินด่วนจาก น้ำท่วม กทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ เพื่อมาแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด โดยยืนยันจะเอาเรื่องจนถึงที่สุดเพื่อความปลอดภัยของลูก
ความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ล่าสุดเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจขึ้นที่จังหวัดลำปาง เมื่อนางบี (นามสมมุติ) ผู้เป็นแม่ ต้องรีบเดินทางจาก กรุงเทพมหานคร เพื่อมาทวงความยุติธรรมให้กับลูกสาว เด็กหญิงซี (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถูกกลุ่มวัยรุ่นหญิงรุมทำร้ายร่างกายอย่างทารุณกลางดึก
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แม่ของผู้เสียหายเปิดเผยว่า หลังจากเห็นคลิปวิดีโอที่ลูกสาวถูกทำร้ายจนสลบคาที่ เธอรู้สึกตกใจและหวาดกลัวต่อความปลอดภัยของลูกอย่างมาก จึงตัดสินใจพาลูกเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองลำปาง ทันที เพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์ระทึก:เด็กหญิงวัย 15 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่น 4 คนขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ และรุมทำร้ายจนหมดสติและชักเกร็ง บริเวณถนนใกล้ห้างโลตัส สบตุ๋ย จังหวัดลำปาง
- ผู้ก่อเหตุและแรงจูงใจ:แก๊งก่อเหตุนำโดย น.ส.เนย อายุ 19 ปี หรือ “ซ้อเนย” ลงมืออย่างอุกอาจเพราะหึงหวงที่เพื่อนชายของตนเองมาพูดคุยแสดงความสนใจผู้เสียหาย
- การทวงความยุติธรรม:แม่ของผู้เสียหายบินตรงจากกรุงเทพฯ เพื่อเข้าแจ้งความเอาผิด โดยยืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวถูกตามมาทำร้ายซ้ำ
เหตุการณ์อันน่าตกใจนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยผู้เสียหายกำลังเดินทางกลับบ้านในช่วงกลางคืนพร้อมกับเพื่อนรุ่นพี่ชั้น ม.5 จำนวน 2 คน หลังจากเลิกทำงานพิเศษล่วงเวลาและแวะเติมน้ำมันที่บริเวณสามแยกโรงน้ำแข็งเมืองลำปาง เมื่อขี่รถผ่านซอยใกล้ห้างโลตัส สาขาสบตุ๋ย กลุ่มวัยรุ่นหญิงประมาณ 4 คนได้ขี่รถจักรยานยนต์ตามมาประกบอย่างกระชั้นชิด
เด็กหญิงวัย 15 ปี ระบุว่าหนึ่งในผู้ก่อเหตุคือ น.ส.เนย อายุ 19 ปี หรือที่วัยรุ่นในพื้นที่รู้จักกันในฉายา “ ซ้อเนย ” พร้อมด้วยเพื่อนอีกคนที่ชื่อแคท ทั้งสองคนได้ตรงเข้ามารุมตบ เตะ และกระทืบผู้เสียหายอย่างรุนแรงแบบไม่ยั้งมือ การทำร้ายร่างกายดำเนินไปจนผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บสาหัส หมดสติ และมีอาการชักเกร็งลงไปกองกับพื้น ก่อนที่กลุ่มผู้ก่อเหตุจะพากันหลบหนีไปในความมืด
พยานถูกข่มขู่และแรงจูงใจในการก่อเหตุ
เพื่อนนักเรียนชั้น ม.5 ที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า เธอเห็นการกระทำอันป่าเถื่อนทั้งหมด และพยายามจะเข้าไปห้ามปรามเพื่อช่วยรุ่นน้อง แต่กลับถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุข่มขู่และสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว หลังจากกลุ่มคนร้ายหนีไป เธอจึงตั้งสติและรีบพาผู้เสียหายซ้อนท้ายจักรยานยนต์กลับบ้านที่อำเภอเกาะคาทันที
ต่อมาผู้เสียหายได้เข้าลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองลำปาง แต่ด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกดักทำร้ายซ้ำ จึงไม่กล้าเดินทางไปตรวจรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาล สำหรับแรงจูงใจในการก่อเหตุนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่ามาจากปัญหาความหึงหวงส่วนตัว หลังจากมีเพื่อนชายเข้ามาพูดคุยหรือแสดงความสนใจในตัวผู้เสียหาย ทำให้ “ซ้อเนย” เกิดความไม่พอใจอย่างหนัก จึงนัดแนะพรรคพวกมาก่อเหตุดังกล่าว
นอกเหนือจากบาดแผลทางร่างกายที่รุนแรงจนถึงขั้นหมดสติและชักเกร็งแล้ว สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือผลกระทบทางจิตใจของผู้เสียหาย การถูกรุมทำร้ายในที่สาธารณะโดยกลุ่มคนที่อายุมากกว่า สร้างความบอบช้ำทางจิตใจอย่างมหาศาล เด็กวัยเพียง 15 ปีต้องเผชิญกับความหวาดผวาและความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ความกลัวนี้รุนแรงถึงขั้นที่ผู้เสียหายไม่กล้าเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา
บาดแผลที่มองไม่เห็นเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า หรือโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) ได้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ครอบครัวจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเยียวยาจิตใจ แม่ของผู้เสียหายได้แสดงให้เห็นถึงความรักและความเข้มแข็ง ด้วยการบินข้ามจังหวัดมาปกป้องลูกสาวทันทีที่ทราบเรื่อง ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการช่วยให้ผู้เสียหายรู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง
ข้อหาที่ผู้ก่อเหตุอาจได้รับและกระบวนการทางกฎหมาย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองลำปาง ทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้ว โดยพบว่า น.ส.เนย มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ตำบลชมพู อำเภอเมืองลำปาง ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง และติดตามตัวผู้ก่อเหตุทั้งสองรายมาสอบปากคำ การกระทำของ น.ส.เนย และพวก ถือเป็นความผิดร้ายแรงทางอาญา ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก
ในมุมมองทางกฎหมาย ผู้ก่อเหตุอาจต้องเผชิญกับข้อหาหนักหลายกระทง ความผิดแรกคือการร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หากผลการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ระบุว่าบาดแผลมีความรุนแรงมาก ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งมีโทษจำคุกที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การข่มขู่พยานที่พยายามเข้าช่วยเหลือยังอาจมีความผิดฐานข่มขู่บังคับจิตใจผู้อื่นอีกด้วย การดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดจะช่วยเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมและป้องกันการลอกเลียนแบบ
คดีของแก๊ง “ซ้อเนย” เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่นไทย ปัจจุบันเยาวชนหลายคนมักใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา และเลือกที่จะรวมกลุ่มกันเพื่อกลั่นแกล้งหรือทำร้ายผู้อื่น การกระทำเหล่านี้มักถูกบันทึกเป็นคลิปวิดีโอและส่งต่อในโลกออนไลน์ ซึ่งยิ่งเป็นการทำร้ายผู้เหยื่อซ้ำเติมในพื้นที่ดิจิทัล ปัญหานี้เป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งการเลียนแบบพฤติกรรมจากสื่อสังคมออนไลน์ สภาพแวดล้อมที่เติบโตมา รวมถึงการขาดทักษะในการจัดการอารมณ์

ปัญหาความรุนแรงในวัยรุ่นไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้น
หลายครั้งที่เยาวชนผู้ก่อเหตุมักคิดว่าตนเองมีพรรคพวกเยอะ หรือเป็นที่รู้จักในพื้นที่ จึงกล้าลงมือทำร้ายคนอื่นโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย เหมือนดั่งกรณีของ “ซ้อเนย” ที่มีฉายาเป็นที่รู้จักในกลุ่มวัยรุ่นลำปาง สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่าสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมาใส่ใจ และหาทางป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง
เพื่อเป็นการปกป้องบุตรหลานจากเหตุการณ์เลวร้าย พ่อแม่ผู้ปกครองควรเริ่มต้นจากการสร้างบรรยากาศภายในบ้านที่อบอุ่นและเปิดกว้าง ให้เด็กกล้าพูดคุยและปรึกษาปัญหาทุกเรื่องโดยไม่รู้สึกว่าถูกตัดสิน หมั่นสังเกตความผิดปกติทั้งทางร่างกาย เช่น รอยฟกช้ำตามตัว และความผิดปกติทางพฤติกรรม เช่น การเก็บตัว ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีความหวาดระแวงผิดปกติ
หากพบว่าบุตรหลานตกเป็นเหยื่อความรุนแรง พ่อแม่ต้องเป็นที่พึ่งพิงหลักและรีบให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจอย่างใกล้ชิด ต้องพาเด็กไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อเก็บหลักฐาน และเข้าแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด การปล่อยผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไป อาจทำให้ผู้กระทำผิดได้ใจและไปก่อเหตุซ้ำกับผู้อื่น ดังที่แม่ของผู้เสียหายในคดีนี้ได้ตัดสินใจลุกขึ้นมาสู้เพื่อความยุติธรรมของลูกสาว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
การไล่ล่าของตำรวจจบลงด้วยความหายนะ เมื่อผู้ต้องสงสัยขับรถชนโชว์รูมรถยนต์ในจังหวัดลำปาง
ชายอายุ 21 ปี ถูกจับกุมในจังหวัดลำปาง ในข้อหาปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่อำเภอและหลอกลวงประชาชนเป็นเงินกว่า 200,000 บาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย– เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด ">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ใน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบร้านหมาล่าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ร้านแห่งนี้ถูกจับกุมหลังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงรสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส” เพื่อกวาดล้างสิ่งเสพติดและคืนความสงบสุขสู่สังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการให้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
นโยบายนี้ตอบรับข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกชุมชน การลงพื้นที่นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย พวกเขาทำงานประสานกันเพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและตัดวงจร ยาเสพติด อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการที่รวดเร็วเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้ทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- เจ้าหน้าที่บุกจับร้านหมาล่าในอำเภอเมืองเชียงรายที่ลอบขายน้ำกระท่อมให้เด็กและวัยรุ่น
- ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบมาขายน้ำกระท่อมปรุงรสเพียงอย่างเดียวในราคาถุงละ 85 บาท
- การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส”
สภาพร้านและพฤติการณ์การขาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบว่าร้านดังกล่าวมีป้ายขายหมาล่าและชานมบังหน้า แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขายสินค้าเหล่านั้นแล้ว ภายในร้านมีการต้มและผสมน้ำกระท่อมปรุงรสตามที่ลูกค้าวัยรุ่นต้องการอย่างเปิดเผย แหล่ง ข่าวท้องถิ่น รายงานว่าทางร้านจำหน่ายน้ำกระท่อมในราคาถุงละ 85 บาท ร้านแห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึง 23.00 น. ของทุกวัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทางร้านมีรายได้จากการขายน้ำกระท่อมเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะเดินทางมาซื้อในช่วงค่ำลากยาวไปจนถึงตอนดึก เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คนไว้สอบปากคำ พร้อมทั้งทำการยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นโยบายกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับสูง การทำงานร่วมกันระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานความมั่นคงแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชุมชนในจังหวัดเชียงรายจึงสามารถคาดหวังถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
กลุ่มความร่วมมือเชียงราย-เมียนมาร์จะหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตร.ภาค 5 โชว์ฟอร์ม สกัดยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด ซุกรถกระบะดัดแปลง
เชียงราย – ตำรวจภูธรภาค 5 เดินหน้าทลายเครือข่าย ยาเสพติด ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสามารถสกัด จับยาบ้า ล็อตใหญ่รวมจำนวนเกือบ 3 ล้านเม็ดได้อย่างทันท่วงที กลุ่มผู้ต้องหาพยายามซุกซ่อนของกลางอย่างแนบเนียนในรถยนต์ที่ถูกดัดแปลงมาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายก็ไม่รอดพ้นสายตาและการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ไปได้
ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงจากการผสานกำลังพล ข่าวกรองเชิงลึก และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว วิธีการนี้ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอย ขบวนการค้ายาเสพติด ได้อย่างแม่นยำ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาและยึดของกลางได้ในพื้นที่จังหวัดแพร่และเชียงราย
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจภูธรภาค 5 สามารถยึดยาบ้าได้ 2 ล็อตใหญ่ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2.8 ล้านเม็ด
- ผู้ต้องหาใช้เทคนิคดัดแปลงรถยนต์ทำช่องลับ และซุกซ่อนยาเสพติดไว้ใต้พืชผลทางการเกษตร
- ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการนำเทคโนโลยีสืบสวนมาใช้คู่กับงานข่าวกรองที่แม่นยำ
ยึดยาบ้ามหึมา 2.5 ล้านเม็ดที่แพร่
คดีแรกของการกวาดล้างเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบตัวผู้ต้องหาสำคัญได้ 2 ราย คือ นายทินบัติ และนายจิรายุ ทั้งคู่เป็นชาวอำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย พวกเขาถูกจับกุมตัวได้ในพื้นที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ขณะกำลังลำเลียงสิ่งผิดกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นอย่างละเอียดจนพบยาบ้าจำนวนมหาศาลถึง 2.5 ล้านเม็ด ยาเสพติดเหล่านี้ถูกซุกซ่อนอยู่ในรถกระบะที่มีการเจาะทำช่องลับเพื่ออำพรางสายตา นอกจากนี้ ตำรวจยังได้ทำการตรวจยึดรถยนต์ของกลางจำนวน 2 คัน ไว้เป็นหลักฐานเพื่อสืบสวนขยายผลต่อไป
กลุ่มผู้ต้องหาใช้วิธีขับรถไปตามเส้นทางรองเพื่อหวังหลบเลี่ยงด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ แต่ตำรวจได้ติดตามพฤติกรรมของเครือข่ายนี้อย่างใกล้ชิด การนำเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลเส้นทางมาใช้ ช่วยให้สกัดจับขบวนการนี้ได้สำเร็จก่อนที่ยาเสพติดทั้งหมดจะทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ
รวบอีกคดีที่เชียงราย ยึดเพิ่ม 3 แสนเม็ด
ถัดมาเพียงแค่วันเดียว ในวันที่ 4 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการก็สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้เพิ่มอีก 1 ราย คือ นายสุรศักดิ์ ซึ่งเป็นชาวอำเภอเมืองเชียงราย เขาถูกรวบตัวได้อย่างทันควันขณะขับรถยนต์ผ่านด่านตรวจความมั่นคงในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรพาน จังหวัดเชียงราย
การตรวจค้นตัวรถในครั้งนี้ ตำรวจพบยาบ้าเพิ่มเติมอีกจำนวน 300,000 เม็ด ซุกซ่อนมากับรถยนต์อย่างมิดชิด แม้ว่าผู้ต้องหาจะพยายามใช้เทคนิคตบตาเจ้าหน้าที่อย่างสุดความสามารถ และทำตัวกลมกลืนกับประชาชนทั่วไป แต่ก็ถูกจับพิรุธและรวบตัวได้ในที่สุด
การจับกุมอย่างต่อเนื่องทั้งสองคดี แสดงให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด ที่มักจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้มีการพัฒนาขีดความสามารถ และปรับแผนการป้องกันอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทำให้สามารถรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้ได้
นโยบายปราบปรามยาเสพติดเชิงรุก
พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานด้วยตนเอง ท่านได้กล่าวชื่นชมการทำงานอันเข้มแข็งของตำรวจภูธรภาค 5 ที่สามารถบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนได้อย่างยอดเยี่ยมและมีประสิทธิภาพ
ท่านได้เน้นย้ำว่า พื้นที่ชายแดนภาคเหนือถือเป็นปราการด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการสกัดกั้นยาเสพติด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยวิเคราะห์และเฝ้าระวัง ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน และลดความเสี่ยงในการสูญเสียของกำลังพลได้อย่างมหาศาล
ในอนาคต สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรการปราบปรามอย่างเข้มข้นต่อไป โดยจะมุ่งเน้นที่การสืบสวนขยายผลเพื่อยึดทรัพย์สิน และตัดวงจรการเงินของเครือข่ายยาเสพติดในทุกมิติ เพื่อกวาดล้างปัญหานี้ให้หมดไปอย่างยั่งยืน





